วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เนื้อหาสมบูรณ์ เรื่องลิขสิทธิ์ยา

บทที่ 1
บทนำ

อาทิตยา ธีราทิตยกุล

1. สภาพปัญหาและความสำคัญของปัญหา

ในสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ ตลอดถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในโลกยุคโลกาภิวัฒน์เช่นปัจจุบันนี้มนุษย์ติดต่อสื่อสารกันได้อย่างสะดวก และรวดเร็วอย่างยิ่งจนคล้ายกับโลกนี้ไร้พรมแดนปิดกั้น โดยเฉพาะในเรื่องการค้า การสาธารณสุขและทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ยังมีองค์การและข้อตกลงต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น องค์การค้าโลก ข้อตกลงว่าด้วยสิทธิในการทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า และข้อตกลงเขตการค้าเสรี ไทย-สหรัฐฯ ทั้งนี้การกำหนดมาตรฐานสากลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสิทธิบัตรยาและสุขภาพก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมากต่อประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา
“ผลกระทบจากการเจรจาเขตการค้าเสรี ไทย-สหรัฐ การเจรจาแบบทวิภาคีที่เกิดขึ้นเป็นกระแสหลักในขณะนี้ วิสัยทัศน์ของรัฐบาลประเทศไทยในปัจจุบันคือมุ่งหน้าเข้าสู่การเจรจาแบบทวิภาคีเต็มตัว สำหรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อราคายาเมื่อรัฐบาลไทยทำการตกลงเขตการค้าเสรีแบบทวิภาคีกับสหรัฐคือ บริษัทยายักษ์ใหญ่ในสหรัฐสามารถผูกขาดราคายาได้ระยะเวลานานมากขึ้นจาก 20 ปีสามารถขยายไปถึง 25 ปีได้ นั่นคือในการเจรจาจะมีการพ่วงข้อเสนอของสหรัฐที่เรียกว่า การผนวกข้อตกลงเพิ่มมากกว่าข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การค้าโลก(ทริปส์ผนวก) ข้อเรียกร้องของสหรัฐเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ที่เรียกว่า "ทริปส์ผนวก" มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับระบบยา ดังนี้
1.ให้มีการขยายการคุ้มครองสิทธิบัตร
2.ให้มีสิทธิผูกขาดในข้อมูลผลการทดสอบความปลอดภัยของยาและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
3.จำกัดการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิห้ามเพิกถอนสิทธิบัตรและจำกัดการนำเข้าซ้อน”
เสมือนหนึ่งว่ามนุษย์ทุกคนที่อยู่ในโลกใบนี้อยู่ใกล้กันอย่างยิ่ง ประชากรโลกก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเหตุให้มนุษย์ ต่างแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในโลกอย่างจำกัดเพื่อความอยู่รอดของตนไม่เว้นแต่ทรัพย์สินของมนุษย์ด้วยกันเอง ซึ่งทรัพย์สินทางปัญญาอันเป็นทรัพย์สินที่สามารถนำออกหาประโยชน์ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด โดยใช้ระบบทุนนิยมซึ่งเป็นกลไกที่มีอำนาจในทางธุรกิจมาก
อย่างไรก็ตามเมื่อพระราชบัญญัติสิทธิบัตรฉบับนี้ ได้ให้ความคุ้มครองต่อผู้ประดิษฐ์ผลงานออกมา แต่ถ้าหากมองอีกด้านหนึ่งก็จะพบว่าก็จะมีบุคคลอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ได้รับผลประโยชน์จากการบังคับใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งในรายงานฉบับนี้มุ่งที่จะศึกษาในเรื่องของสิทธิบัตรยา ที่ในปัจจุบันเป็นปัญหาอย่างมากในสังคมไทย ในเรื่องของยาราคาแพงและผู้บริโภคเข้าไม่ถึงยา ดังนั้นคงต้องมาศึกษากันต่อไปถึงต้นเหตุ ของปัญหาในมุมมองของผู้บริโภค เพราะถือได้ว่ายาเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็นอย่างยิ่งการดำรงชีวิตของมนุษย์และเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาบริการสาธารณสุขของประเทศ
ผลกระทบต่อผู้บริโภค ผู้บริโภคต้องบริโภคยาราคาแพงจากการผูกขาดในตลาดของผู้ทรงสิทธิบัตรยาใหม่ หรือยาที่ปรับปรุงให้ดีขึ้นแล้วนำมาจดทะเบียนสิทธิบัตรตาม พระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2542 รวมถึงจะมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบของนายทุนที่ใช้กฎหมายสิทธิบัตรมาแสวงหาผลประโยชน์กับผู้บริโภค
“โดยผู้บริโภคลักษณะส่วนมากคนจนในประเทศไทย ร้อยละ 80 คนจน อาศัยอยู่ในชนบท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีคนจนมากที่สุดและมีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ด้อยกว่าคนภาคอื่น คนจนส่วนใหญ่มีภาระการเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวสูง คนจนส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาน้อย คนจนร้อยละ 30 เป็นเด็ก คนจนร้อยละ 10 เป็นคนแก่
ร้อยละ 20 ของครัวเรือนที่ยากจนมีหัวหน้าครัวเรือนเป็นหญิง เกษตรกรเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงต่อการกลายเป็นคนจน”


2. วัตถุประสงค์ของการศึกษา

รายงานฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาดังนี้
1. เพื่อให้ทราบถึงแนวคิดและหลักเกณฑ์ของกฎหมายสิทธิบัตรเกี่ยวกับการได้มาซึ่งผลงานที่มีสิทธิบัตร และกฎหมายสิทธิบัตรให้ความคุ้มครองว่ามีอะไรบ้าง
2. เพื่อให้ทราบถึงปัญหาที่เป็นความอยุติธรรมของการบังคับใช้กฎหมายสิทธิบัตรต่อประชาชน ในที่นี้จะศึกษาเฉพาะสิทธิบัตรยา
3. เพื่อที่จะศึกษาและหาวิธีการที่จะแก้ไขปัญหาในการที่จะให้ผู้บริโภคได้ใช้ยาในราคาที่เป็นธรรมมากที่สุด ลดปัญหายาราคาแพง

3. วิธีการศึกษา

การทำรายงานฉบับนี้ได้ศึกษาวิจัยในรูปแบบของการวิจัยเอกสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการค้นคว้าจาก หนังสือ ตำราและทางอินเตอร์เน็ทโดยศึกษาจากเว็บไซต์ ที่เกี่ยวข้อง โดยนำมาวิเคราะห์เพื่อให้ทราบถึงปัญหาของการที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจถึงกฎหมายสิทธิบัตรและการได้มาซึ่งผลงานที่มีสิทธิบัตร อีกทั่งในเรื่องของการแสวงหาผลประโยชน์ของพวกมีอำนาจที่เอาเปรียบผู้บริโภค โดยการกำหนดราคายาไว้สูงจนเกินไป ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถเข้าถึงยาได้ ดังนั้น ต้องไปบริโภคสินค้าที่มีราคาพง และเพื่อศึกษาถึงวิธีการแก้ปัญหาการซื้อยาที่มีสิทธิบัตรในราคาที่แพงและไม่เป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงยา

4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

รายงานเรื่อง “ความอยุติธรรมในการบังคับใช้กฎหมายสิทธิบัตรต่อประชาชนในมส่วนของผู้บริโภค “ศึกษากรณีสิทธิบัตรยา” ทำให้ได้รับประโยชน์ดังต่อไปนี้ คือ
4.1.เพื่อให้ทราบถึงแนวคิดและหลักเกณฑ์ของกฎหมายสิทธิบัตรเกี่ยวกับการได้มาซึ่งผลงานที่มีสิทธิบัตร และกฎหมายสิทธิบัตรให้ความคุ้มครองว่ามีอะไรบ้าง
4.2.เพื่อให้ทราบถึงปัญหาที่เป็นความอยุติธรรมของการบังคับใช้กฎหมายสิทธิบัตรต่อประชาชน ในที่นี้จะศึกษาเฉพาะสิทธิบัตรยา
4.3.เพื่อที่จะศึกษาและหาวิธีการที่จะแก้ไขปัญหาในการที่จะให้ผู้บริโภคได้ใช้ยาในราคาที่เป็นธรรมมากที่สุด อันเป็นการเข้าถึงยาได้มากที่สุดของประชาชน















บทที่ 2
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง


1. แนวคิด

1.1. แนวคิดในการให้ความคุ้มครองสิทธิบัตร
คุณวราภรณ์ ตงยิ่งศิริ กล่าวว่า “เดิมกฎหมายให้ความคุ้มครองที่ประดิษฐ์ผลงานออกมาให้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผลงานที่ประดิษฐ์นั้นเป็นการให้ความคุ้มครองปกป้องทรัพย์สินงานประดิษฐ์หรือผลงานที่สำเร็จเป็นรูปร่าง ต่อมามีความเติบโตและพัฒนาในสังคม เศรษฐกิจ การค้า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี จึงทำให้เกิดแนวความคิดการให้ความคุ้มครองทรัพย์สินไม่มีรูปร่างด้วย เรียกว่า ทรัพย์สินทางปัญญา สาเหตุที่มีการให้ความคุ้มครองทรัพย์สินไม่มีรูปร่างนี้ เป็นผลมาจาก 2 แนวความคิดใหญ่ ๆ คือ แนวความคิดตามทฤษฎีสิทธิตามธรรมชาติของนักประดิษฐ์ (The Theory of inventor’s inhent or natural right) กับแนวความคิดตามทฤษฎีทางเศรษฐกิจ หรือทฤษฎีสัญญา (Contract Theory)”

คุณสุรเกียรติ์ เสถียรไทย และ คุณสุธรรม อยู่ในธรรม กล่าวว่า “โดยแนวความคิดตามทฤษฎีสิทธิตามธรรมชาติของนักประดิษฐ์มุ่งให้ความคุ้มครอง สิทธิของผู้ประดิษฐ์คิดค้น เป็นการใช้สิทธิพิเศษแก่ผู้ประดิษฐ์ให้มีกรรมสิทธิ์ในผลงานที่ตนประดิษฐ์คิดค้น สามารถใช้สิทธิในผลงานหรือสิ่งประดิษฐ์ได้เพียงผู้เดียว เพื่อไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่ได้ลงทุนเอาเปรียบโดยลอกเลียนหรือหาผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้นหลักแนวความคิดตามทฤษฎีสิทธิตามธรรมชาติของนักประดิษฐ์จึงได้แนวความคิดพื้นฐานมาจากหลักความเป็นธรรม”
นอกจากนี้ยังได้นำหลักการให้ความคุ้มครองในเรื่องทรัพย์ โดยเฉพาะหลักทรัพย์สิทธิ และหลักการตอบแทนแก่ผู้สร้างสรรค์นำมาเป็นหลักแนวความคิดตามธรรมชาติของนักประดิษฐ์ด้วยดังนี้

1.2.หลักการและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องการให้ความคุ้มครองสิทธิบัตร
“หลักความเป็นธรรมและศีลธรรม
ได้นำเอาหลักสิทธิตามธรรมชาติมาพิจารณาประกอบกับความเป็นธรรมและศีลธรรมมาใช้ในการตอบแทนผู้สร้างสรรค์ ที่ได้ลงทุนค้นคว้าผลงานสำเร็จ ให้สามารถได้รับประโยชน์จากผลงานของตน จากหลักความเป็นธรรมที่ว่า ผู้ใดประดิษฐ์คิดค้น ผู้นั้นควรได้รับประโยชน์จากผลงานตน จากหลักความเป็นธรรมอื่นไม่มีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์จากผลงานที่ตนมิได้ลงทุนสร้างสรรค์ หากบุคคลอื่นทำการลอกเลียนแบบ จึงเป็นการขโมยผลงานของคนอื่น ถือเป็นการผิดหลักสิทธิตามธรรมชาติ เป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมและผิดศีลธรรม ดังนั้นหลักความเป็นธรรมและศีลธรรม จึงเป็นหลักที่ก่อให้เกิดการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อตอบแทนและคุ้มตรองสิทธิในผลงานของผู้ประดิษฐ์คิดค้น

หลักกฎหมายในเรื่องทรัพย์
เป็นแนวความคิดที่พัฒนามาจากทฤษฎีตามสิทธิตามธรรมชาติของนักประดิษฐ์ และหลักความเป็นธรรม ซึ่งทั้งสองแนวความคิดนี้ยังขาดรูปธรรม กฎเกณฑ์ที่ชัดเจน จึงได้นำเอาหลักกฎหมายในเรื่องทรัพย์เข้ามาใช้ โดยนำหลักทรัพย์สิทธิ ซึ่งถือว่าการแสดงออกซึ่งความคิด ก็ถือว่าเป็นสิทธิของผู้คิดค้นอันที่จะสามารถยึดถือไว้เป็นประโยชน์แก่ผู้คิดค้นเองได้ในเบื้องต้น แม้จะยังมิได้ทำการประดิษฐ์เป็นทรัพย์สินสิ่งของเหมือนหลักแนวความคิดทฤษฎีธรรมชาติของนักประดิษฐ์ หรือหลักความเป็นธรรมหรือศีลธรรมที่มุ่งแต่เพียงคุ้มครองปกป้องทรัพย์สินงานประดิษฐ์หรือผลงานที่สำเร็จออกมาแล้วเท่านั้น

หลักการตอบแทนผู้สร้างสรรค์
“เกิดจากพื้นฐานของหลักความเป็นธรรมชาติและเพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้สร้างสรรค์พัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้น โดยการกำหนดกฎเกณฑ์รูปแบบการคุ้มครองปกป้องสิทธิผู้ประดิษฐ์คิดค้น อันเป็นหลักประกันทางสังคม เพื่อตอบแทนให้แก่ผู้ประดิษฐ์ ซึ่งก่อให้เกิดการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นในสังคมนั้น เพื่อป้องกันสิทธิและประโยชน์ของผู้ประดิษฐ์มิให้บุคคลอื่นลอกเลียนแบบ หรือหาผลประโยชน์โดยมิชอบมาจากการประดิษฐ์คิดค้นนั้น”
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า จากส่วนของแนวความคิดที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น มีเหตุผลเพื่อจะคุ้มครองปกป้องผู้ประดิษฐ์ และเป็นการตอบแทนเพียงจุดประสงค์ที่ผู้ประดิษฐ์ฝ่ายเดียว ซึ่งหาได้มองถึงประโยชน์สาธารณ์จากการใช้สิทธิของผู้ประดิษฐ์ว่าจะได้รับประโยชน์หรือไม่ อันเป็นการมองในแนวที่ขาดดุลยภาพระหว่างประโยชน์สาธารณะและการตอบแทนเอกชนผู้ประดิษฐ์
อนึ่งเมื่อสิ้นค้าที่ได้รับการคุ้มครองนั้นเป็นเรื่องของยา ซึ่งยานั้นเป็นปัจจัยสี่ที่จำเป็นสำหรับร่างกายในการดำรงชีวิตของมวลมนุษย์ในส่วนของการเจ็บป่วย เพราะมนุษย์จะต้องมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องของธรรมดาอยู่นั้นเอง แต่เมื่อมีการให้ความคุ้มครองสิทธิกับผู้ประดิษฐ์คิดค้นยาฝ่ายเดียวก็เป็นการอยุติธรรม เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเหตุผลอันนำไปสู้เรื่องของการที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคมฉะนั้นมนุษย์จึงไม่สามารถอยู่ได้เพียงลำพังคนเดียวได้ในสังคม กระนั้นการคุ้มครองเรื่องของผู้ประดิษฐ์ฝ่ายเดียวนั้น จำต้องมองถึงผลกระทบและความจำเป็นของส่วนรวมเพื่อสร้างสมดุลระว่างผู้ประดิษฐ์คิดค้นกับประโยชน์สาธารณะส่วนร่วม”

ท่านจรัญ ภัคดีธนากุล และ ท่านวัชรียา โตสงวน “ กล่าวไว้ว่า
ทฤษฎีนโยบายทางเศรษฐ์กิจ เป็นแนวความคิดที่ของหลักเศรษฐสตร์ที่มุ่งเน้นการให้ผลประโยชน์สังคมเป็นหลักสำคัญที่สุด ดังนั้นในการให้ความคุ้มครองสิทธิพิเศษแก่ผู้ประดิษฐ์นั้น จึงมีการกำหนดขอบเขตและเงื่อนไขต่าง ๆ ขึ้น โดยยึดหลักการให้ความคุ้มครองสิทธิพิเศษแก่ผู้ประดิษฐ์แล้วนั้น คุณค่าของงานประดิษฐ์นั้นต้องก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่สังคมสูงสุด้วยเช่นกัน แต่การให้ความคุ้มครองดังกล่าวนี้จะมีขอบเขตให้น้ำหนักการคุ้มครองประโยชน์สังคมมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐ์กิจ สังคม การเมือง ระบบการปกครองหรือภายใต้นโยบายของรัฐบาลของแต่ละประเทศ อันเป็นปัจจัยโดยรวมที่เป็นตัวแปรในการให้น้ำหนัก การกำหดขอบเขตความครองทรัพย์สินทางปัญญา”

ท่าน วราภรณ์ ตงยิ่งศิริ กล่าวว่า
“ทฤษฎีสัญญา เป็นแนวความคิดของกลุ่มระบบกรรมสิทธิ์รวม (Collectirism) ที่มุ่งเน้นประโยชน์ของสังคมมาก่อนการใช้ความมาก่อนการให้ความคุ้มครองสิทธิประโยชน์ส่วนบุคคล ดังนั้นการให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาผู้ทรงสิทธิประโยชน์ส่วนบุคคล ดังนั้นการให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาผู้ทรงสิทธิอาจจะไม่ใช้สิทธิของตนก็ได้ เพราะสังคมเป็นเจ้าของสิทธิมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ในงานประดิษฐ์คิดค้นทุกประการ และแม้ผู้ทรงสิทธิได้รับหนังสือใช้สิทธินั้นก็ต้องไม่เป็นการผูกขาดใช้สิทธิแต่เพียงผู้เดียว ต้องเผยแพร่เปิดเผยข้อมูลการประดิษฐ์คิดค้นนั้นต่อสังคม”

ท่านไชยยศ เหมรัชตะ กล่าวว่า
“ทฤษฎีเสรีนิยม เป็นแนวคิดของทฤษฎีที่มองว่าสรรพสิ่งเกิดขึ้นได้ก็ต้องต่อยอดจากสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม ดังนั้นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการคิดค้นก็สมควรตกแก่สังคม ซึ่งสมควรปล่อยให้เป็นเสรี มิใช่เป็นสมบัติของผู้ผลิตหรือคิดค้นแต่เพียงผู้เดียว เมื่อนำทฤษฎีเสรีนิยมมาเป็นแนวคิดในการให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา จึงกำหนดให้ผู้ประดิษฐ์คิดค้นเปิดเผยข้อมูลงานประดิษฐ์คิดค้นนั้นให้แก่สาธารณชนทราบ เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนางานประดิษฐ์ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อก่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีในระหว่างสังคมด้วย”

1.3.เหตุผลในการประกาศใช้กฎหมาย

พระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ ๓)พ.ศ. ๒๕๔๒
“เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การเจรจาการค้าพหุภาคีรอบอุรุกวัยที่นานาประเทศได้ทำความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้าและจัดตั้งองค์การการค้าโลกได้เสร็จสิ้นลงและมีผลใช้บังคับแล้ว ทำให้ประเทศไทยซึ่งเป็นภาคีสมาชิกองค์การการค้าโลก มีพันธกรณีที่จะต้องออกกฎหมายอนุวัติการให้สอดคล้องกับความตกลงดังกล่าว เพื่อให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโดยที่การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้นักประดิษฐ์ได้รับผลตอบแทนความมานะอุตสาหะอย่างเหมาะสม อันจะทำให้นักประดิษฐ์มีกำลังใจที่จะประดิษฐ์คิดค้นเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้มีบทบัญญัติว่าด้วยอนุสิทธิบัตร ซึ่งให้การคุ้มครองการประดิษฐ์ที่มีเทคโนโลยีไม่ถึงขนาดที่จะได้รับสิทธิบัตรนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้สูงขึ้นและแพร่หลายยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้”

พระราชบัญญัติสิทธิบัตรพ.ศ. ๒๕๒๒
“เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อส่งเสริมให้มีการค้นคว้า วิจัย และประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีใดขึ้นใหม่และการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์และเป็นการก้าวหน้าทางเทคนิคในเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และพาณิชย์กรรมในประเทศ และเพื่อให้ผู้ประดิษฐ์และผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ได้รับการคุ้มครองการประดิษฐ์ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยห้ามมิให้บุคคลอื่นลอกหรือเลียนการประดิษฐ์ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์นี้โดยมิให้ค่าตอบแทน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้น”

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐
“....ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จัดทำขึ้นใหม่นี้มีสาระสำคัญเพื่อให้บรรลุวัตุประสงค์ร่วมกันของประชาชนชาวไทย ในการธำรักษาไว้ซึ่งเอกราชและความมั่นคงของชาติ การทำนุบำรุงรักษาศาสนาทุกศาสนาทุกศาสนาให้สถิตสถาพร การเทิดทูนพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและเป็นมิ่งขวัญของชาติ การยึดถือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัติย์ทรงเป็นประมุขเป็นวิถีทางในการปกครองประเทศ การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นธรรม การกำหนดกลไกสถาบันทางการเมืองทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารให้มีสมดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภา รวมทั้งให้สถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริตเที่ยงธรรม....”

พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒)พ.ศ. ๒๕๔๑
“เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ในส่วนที่เกี่ยวกับองค์ประกอบของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและการบริหารงานคุ้มครองผู้บริโภค อันได้แก่ การตรวจตรา กำกับดูแล และประสานงานการปฏิบัติงานของส่วนราชการต่าง ๆ ในการให้ความคุ้มครองแก่ผู้บริโภค ยังไม่เหมาะสม และโดยที่ในปัจจุบันปรากฏว่ามีผู้บริโภคเป็นจำนวนมากยังไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามที่กฎหมายเฉพาะว่าด้วยการนั้น ๆ บัญญัติไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีผู้บริโภคเป็นจำนวนมากร้องเรียนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญากับผู้ประกอบธุรกิจมากขึ้น สมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติดังกล่าวเพื่อปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ปรับปรุงองค์กรบริหารงานคุ้มครองผู้บริโภค คือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคให้ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และปรับปรุงอำนาจของคณะกรรมการเฉพาะเรื่องและคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ในการเสนอเรื่องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาออกคำสั่งเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคตามพระราชบัญญัตินี้ได้ในกรณีจำเป็น หรือรีบด่วนให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตลอดจนเพิ่มบทบัญญัติกำหนดสิทธิและการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญาไว้โดยเฉพาะ และทั้งเป็นการสมควรปรับปรุงอัตราโทษเกี่ยวกับการกระทำผิดในเรื่องการโฆษณาและฉลากให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น”

พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าพ.ศ. ๒๕๔๒
“เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีการยกเลิกกฎหมายว่าด้วยการกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดที ่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีบทบัญญัติทั้งในส่วนการกำหนดราคาสินค้าและการป้องกันการผูกขาดรวมอยู่ ในฉบับเดียวกัน สมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการป้องกันการผูกขาดและตราเป็นกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าขึ้นไว้โดยเฉพาะเพื่อให้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการป้องกันการกระทำอันเป็นการผูกขาด ลด หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบธุรกิจอย่างเป็นระบบ อันจะเป็นการส่งเสริมให้การประกอบธุรกิจเป็นไปอย่างเสรีและป้องกันมิให้เกิด การกระทำอันไม่เป็นธรรมในการประกอบธุรกิจ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้”

2. ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

2.1.ความยุติธรรม
พิทากอรัส (Pythagoras :580-500 B.C) อธิบายว่า ความยุติธรรมนั้นเปรียบได้กับเลขยกกำลังสอง (Square Number) กล่าวคือมันให้เท่ากันคือแก่สิ่งที่เท่ากันและดังนั้นจึงมีลักษณะเป็นตัวคูณสองตัวที่เหมือนกัน ความยุติธรรมจึงบังคับให้ตอบแทนหรือให้รางวัลกรรมดีในระดับหรือปริมาณเดียวกับกรรมดีนั้นหรือในแง่ตรงข้ามหมายถึงการลงโทษบุคคลให้สาสมเท่าเทียมกับความผิดที่ก่อขึ้น
เพลโต นิยามความยุติธรรม (Dikaiosyne) ว่าหมายความ การทำกรรมดี (Doing well is Justice) หรือการทำสิ่งที่ถูกต้อง (Right Conduct, Rectitude) ความยุติธรรมเป็นเสมือนองค์รวมของคุณธรรม (The whole of virtue) และถือเป็นคุณธรรมสำคัญที่สุดยิ่งกว่าคุณธรรมอื่นใด และโดยทั่งไปแล้วถือว่าคำตอบเกี่ยวกับความยุติธรรมจะถูกค้นพบได้ด้วยอาศัย “ปัญญา” หรือการไตร่ตรองเชิงปัญญาอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเมื่อปรับหลักนี้เข้ากับปัจเจกบุคคล ความหมายของความยุติธรรมของเพลโตจึงหมายถึง " การที่แต่ละคนกระทำในสิ่งที่ตนเกี่ยวข้องให้เป็นไปอย่างเหมาะสม "
อริสโตเติ้ล ซึ่งเป็นศานุศิษย์ของเพลโตและโสกราตีส มองความยุติธรรมว่าเป็นคุณธรรมพิเศษเรื่องหนึ่งท่านกลางคุณธรรมที่มีหลากหลายในสังคม ความยุติธรรมเป็นคุณธรรมทางสังคมประการหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และคุณธรรมเรื่องความยุติธรรมนี้จะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเมื่อมนุษย์ได้ปลดปล่อยตัวเองออกจากแรงผลักดันของความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่งแล้ว และอริสโตเติ้ลได้แบ่งความยุติธรรมออกเป็น 2 ลักษณะ ก่อนการจัดทำประมวลกฎหมายโรมัน ได้แก่
1.ความยุติธรรมในการแบ่งสันปันส่วน (Distributive Justice)
2.ความยุติธรรมในการแก้ไขชดเชยความเสียหาย (Corrective Justice)
ซิเซโร ให้ความหมายความยุติธรรมว่า คือ "การกำหนดของจิตใจมนุษย์ที่จะให้ทุกคนตามที่เข้าควรจะได้"
อาจารย์ ประเสริฐ ตัณศิริ กล่าวว่า ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นในสังคมใดก็ได้ถ้าสังคมนั้น “มีการแจกแจงค่านิยมทางสังคมทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพและโอกาสรายได้และความมั่นคงตลอดจนฐานต่าง ๆ อันเป็นที่มาของการเคารพตนเองอย่างเสมอภาคกัน เว้นเสียแต่ว่า ความไม่เสมอภาคอันเนื่องมาจากการแจกแจงนี้จะมีผลต่อคนทุดคนเท่านั้น”
ตามพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถานฯ หมายถึง ความเที่ยงธรรม ความชอบธรรมและความชอบด้วยเหตุผล

2.2. ความสัมพันระหว่างความยุติธรรมกับกฎหมาย
ปรากฏรูปความสัมพันธ์ใน 2 แบบ ตามแนวคิดทางทฤษฎี คือ แนวคิดที่มองความยุติธรรมเป็นสิ่งเดียวกับกฎหมายหรือความยุติธรรมตามกฎหมาย กับแนวคิดที่มองความยุติธรรมเป็นมาตรฐานหรือจุดมุ่งหมายของกฎหมาย

1. ทฤษฎีที่ถือความยุติธรรมเป็นสิ่งเดียวกับกฎหมาย ทฤษฎีนี้ปรากฏมาตั้งแต่ครั้งโมเสส ของยิวโบราณ อีกทั้งในคริสต์ธรรมคัมภีร์ฉบับเก่า ที่ถือว่ากฎหมายและความยุติธรรมเป็นสิ่งเดียวกัน เนื่องจากล้วนมีกำเนิดมาจากพระเจ้า จนกระทั่งมาถึงยุคสมัยหลังๆ จนถึงปัจจุบัน ทฤษฎีนี้โดยมากจะแสดงออกผ่านการตีความเรื่องความยุติธรรมจากนักคิดคนสำคัญของสำนักปฏิฐานนิยมทางกฎหมายที่มุ่งยืนยันความเด็ดขาดว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย รวมทั้งนักกฎหมายไทยที่ได้รับอิทธิพลของสำนักนี้ด้วย อาทิเช่น
ฮันส์ เคลเซ่น ( Hans Kelsen ) กล่าวว่า "ความยุติธรรมคือการรักษาไว้ซึ่งคำสั่งที่เป็นกฎหมาย โดยการปรับใช้คำสั่งนั้นอย่างมีมโนธรรม
อัลฟ รอสส์ ( Alf Roos ) กล่าวว่า "ความยุติธรรมคือการปรับใช้กฎหมายอย่างถูกต้องอันเป็นสิ่งตรงข้ามกับการกระทำสิ่งใดตามอำเภอใจ
ในสมัยสุโขทัย ไม่ปรากฏว่ามีศาล มีแต่พระมหากษัตริย์เป็นที่มาแห่งความยุติธรรม กล่าวคือ พ่อขุนรามคำแหงทรงเป็นผู้ตัดสินคดีความต่าง ๆ คงมีเจ้าเมืองหรือขุนนางข้าราชการเป็นผู้ตัดสินคดีที่ราษฎรเป็นความกัน.....
กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ตรัสว่า "ในเมืองไทย คำพิพากษาเก่าๆ และคำพิพากษาเดี๋ยวนี้ด้วย อ้างความยุติธรรมขึ้นเสมอๆ แต่คำที่เรียกว่ายุติธรรมเป็นคำไม่ดี เพราะเป็นการที่ทุกคนเห็นต่างกันตามนิสัย ซึ่งไม่เป็นกิริยาของกฎหมาย กฎหมายต้องเป็นยุติ จะเถียงแปลกออกไปไม่ได้ แต่เราเถียงได้ว่าอย่างไรเป็นยุติธรรมไม่ยุติธรรมทุกเมื่อทุกเรื่อง"

2. ทฤษฎีที่เชื่อว่าความยุติธรรมเป็นอุดมคติในกฎหมาย เป็นแนวคิดที่ความยุติธรรมได้รับการเชิดชูไว้สูงกว่ากฎหมาย ในแง่นี้ความยุติธรรมถูกพิจารณาว่าเป็นแก่นสารอุดมคติในกฎหมาย หรือเป็นความคิดอุดมคติซึ่งเป็นเสมือนเป่าหมายสูงส่งของกฎหมาย กฎหมายจึงเป็นสิ่งที่ต้องเดินตามหลังความยุติธรรม
การพิจารณาความหมายของความยุติธรรมที่อยู่เหนือกฎหมายเช่นนี้ ยังจัดได้ว่าเป็นการมองความยุติธรรมในภาพเชิงอุดมคติ อันเป็นวิธีคิดในทำเดียวกับปรัชญากฎหมายธรรมชาติ อีกทั้งเป็นวิธีคิดว่ากฎหมายมิใช่กฎเกณฑ์หรือบรรทัดฐานทางสังคมที่ถูกต้องหรือยุติธรรมโดยตัวของมันเอง ยังมีแก่นสารของความยุติธรรมที่อยู่เหนือและคอยกำกับเนื้อหาของกฎหมายในแบบกฎหมายเบื้องหลังกฎหมาย
แนวความคิดที่ว่าความยุติธรรมเป็นจุดมุ่งหมายของกฎหมายในปรัชญากฎหมายไทยเองก็มีมาช้านานแล้วดังเช่น
ในยุคปัจจุบัน แนวคิดความยุติธรรมเป็นหลักอุดมคติเหนือกฎหมายนี้ก็ยังปรากฏจากบุคคลสำคัญของไทย เช่น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน มีแนวพระราชดำริต่อความยุติธรรมว่ามีสถานภาพสูงกว่าหรือเป็นสิ่งที่เหนือกฎหมาย เช่น ในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่นักศึกษาของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ว่า "โดยที่กฎหมายเป็นแต่เครื่องมือในการรักษาความยุติธรรมดังกล่าว จึงไม่ควรจะถือว่ามีความสำคัญยิ่งกว่ายุติธรรม หากควรต้องถือว่าความยุติธรรมมาก่อนกฎหมาย และอยู่เหนือกฎหมาย การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีใดๆ โดยคำนึงถึงความยุติธรรมเป็นจุดประสงค์ด้วยเสมอ การใช้กฎหมายจึงจะมีความหมายและได้ผลที่ควรจะได้
ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ปรมาจารย์ทางด้านกฎหมายแนะนำไว้ในหนังสือหลักวิชาชีพกฎหมายของท่านว่า "การที่มีคำใช้อยู่ 2 คำคือ "กฎหมาย" และ ความยุติธรรม ก็แสดงอยู่ในตัวแล้วว่าหาใช่สิ่งเดียวกันเสมอไปไม่ การที่นักกฎหมายจะยึดถือแต่กฎหมายไม่คำนึงถึงความยุติธรรมตามความหมายทั่วไปนั้นเป็นความเห็นความเข้าใจแคบกว่าที่ควรจะเป็น

ความเป็นธรรมในสังคม ความเป็นธรรมในสังคมไม่ใช่ความยุติธรรมของปัจเจกชน แต่หมายความถึงความยุติธรรมของสังคมส่วนรวม ในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคมควรเรียกร้องสิทธิอะไรจากสังคม สิทธิซึ่งมนุษย์ต้องมีตามความจำเป็นในชีวิตของเขา ไม่เพียงแต่สุขภาพ ที่ อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่มเท่านั้น แต่ยังมีสิทธิที่จะพักผ่อนหน่อยใจ สิทธิที่จะเดินทางโอกาสที่จะได้รับการศึกษา และอื่น ๆ ที่ถูกจัดว่าจำเป็นสำหรับการเดินทางโอกาสที่จะได้รับโอกาสที่จะได้รับการศึกษา และอื่น ๆ ที่ ถูกจัดว่าจำเป็นสำหรับการเกิดเป็นมนุษย์
ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมทย์ นักกฎหมายไทยที่สำคัญเคยอภิปรายถึงปัญหาเรื่องการปฎิเสธการปฎิบัติตามกฎหมาย โดยท่านได้แยกเหตุผลของการไม่ปฎิบัติตามกฎหมาย
1.ความบกพร่องหรือความไม่ดีของกฎหมาย
2.เนื่องจากผู้ออกกฎหมายบำเพ็ญตนอยู่เหนือกฎหมายเสียเอง
3.ไม่มีการอธิบายเหตุผลหรือประโยชน์ของกฎหมายให้คนทั่วไปเข้าใจ
4.กฎหมายนั้นมิได้ออกมาเพื่อประโยชน์ของประชาชน หรือออกมาโดยมิได้รับความยินยอมเห็นชอบของประชาชน กฎหมายในลักษณะนี้ ประชาชนอาจไม่นับถือปฎิบัติตามเพราะเห็นว่าไม่ใช่กฎหมายแต่เป็นตัวกดหัว


บทที่ 3
กฎหมาย ปฏิญญาสากล

1. กฎหมาย

พระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
“สิทธิบัตร” หมายความว่า หนังสือสำคัญที่ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามที่กำหนดโดยบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
“การประดิษฐ์” หมายความว่า การคิดค้นหรือคิดทำขึ้น อันเป็นผลให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ หรือกรรมวิธีใดขึ้นใหม่ หรือการกระทำใด ๆ ที่ทำให้ดีขึ้นซึ่งผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธี
“กรรมวิธี” หมายความว่า กรรมวิธี กระบวน หรือวิธีการในการผลิต หรือการเก็บรักษาให้คงสภาพหรือให้มีคุณภาพดีขึ้นซึ่งผลิตภัณฑ์ และรวมถึงการใช้กรรมวิธีนั้น ๆ ด้วย
“ แบบผลิตภัณฑ์” หมายความว่า รูปร่างของผลิตภัณฑ์ หรือองค์ประกอบของลวดลาย หรือสีของผลิตภัณฑ์ อันมีลักษณะพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถใช้เป็นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมรวมทั้งหัตถกรรมได้
“ผู้ทรงสิทธิบัตร” หมายความรวมถึงผู้รับโอนสิทธิบัตร
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการสิทธิบัตร
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
“อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมทะเบียนการค้าและให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งอธิบดีกรมทะเบียนการค้ามอบหมายด้วย
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ
มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติสิทธิ
บัตร พ.ศ. ๒๕๒๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๑๔ บุคคลซึ่งจะขอรับสิทธิบัตรได้ต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง
ดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทย หรือเป็นนิติบุคคลที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศ
ไทย
(๒) มีสัญชาติไทยของประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญา หรือความตกลง
ระหว่างประเทศเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิบัตรซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย
(๓) มีสัญชาติของประเทศที่ยินยอมให้บุคคลสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลที่มี
สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทยขอรับสิทธิบัตรในประเทศนั้นได้
(๔) มีภูมิลำเนา หรืออยู่ในระหว่างการประกอบอุตสาหกรรมหรือพาณิชยกรรม
อย่างแท้จริงและจริงจังในประเทศไทยหรือประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิบัตรซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย “
มาตรา ๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสามของมาตรา ๑๗ แห่งพระราชญญัติ
สิทธิบัตร พ.ศ. ๒๕๒๒
“ในกรณีที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีแห่งความตกลงหรือความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิบัตร หากคำขอรับสิทธิบัตรเป็นไปตามที่กำหนดในความตกลงหรือความร่วมมือระหว่างประเทศดังกล่าว ให้ถือว่าคำขอดังกล่าวเป็นคำขอรับสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัตินี้”
มาตรา ๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๙ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.
๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ และให้ใช้ความต่อ
ไปนี้แทน
“มาตรา ๑๙ ทวิ บุคคลตามมาตรา ๑๔ ที่ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรสำหรับการ
ประดิษฐ์ไว้นอกราชอาณาจักร ถ้ายื่นขอรับสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์นั้นในราชอาณาจักรภายในสิบสองเดือนนับแต่วันที่ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรนอกราชอาณาจักรเป็นครั้งแรก บุคคลนั้นจะขอให้ระบุว่าวันที่ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรนอกราชอาณาจักรเป็นครั้งแรกเป็นวันที่ได้ยื่นคำขอในราชอาณาจักรก็ได้”
มาตรา ๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติ
สิทธิบัตร พ.ศ. ๒๕๒๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๒๑ ห้ามมิให้เจ้าพนักงานซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการขอรับสิทธิบัตรเปิดเผยรายละเอียดการประดิษฐ์ หรือยอมให้บุคคลใดตรวจหรือคัดสำเนารายละเอียดการประดิษฐ์ไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ก่อนมีการประกาศโฆษณาตามมาตรา ๒๘ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ขอรับสิทธิบัตร
มาตรา ๒๒ ห้ามมิให้บุคคลใดซึ่งรู้อยู่ว่าการประดิษฐ์นั้นได้มีผู้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรไว้แล้วเปิดเผยรายละเอียดการประดิษฐ์ไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ หรือกระทำโดยประการอื่นที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ขอรับสิทธิบัตรก่อนมีการประกาศโฆษณาตามมาตรา ๒๘ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ขอรับสิทธิบัตร”

3.2.กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติสิทธิบัตรพ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
“สิทธิบัตร” หมายความว่า หนังสือสำคัญที่ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามที่กำหนดโดยบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
“การประดิษฐ์” หมายความว่า การคิดค้นหรือคิดทำขึ้น อันเป็นผลให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ หรือกรรมวิธีใดขึ้นใหม่ หรือการกระทำใด ๆ ที่ทำให้ดีขึ้นซึ่งผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธี
“กรรมวิธี” หมายความว่า กรรมวิธี กระบวน หรือวิธีการในการผลิต หรือการเก็บรักษาให้คงสภาพหรือให้มีคุณภาพดีขึ้นซึ่งผลิตภัณฑ์ และรวมถึงการใช้กรรมวิธีนั้น ๆ ด้วย
“ แบบผลิตภัณฑ์” หมายความว่า รูปร่างของผลิตภัณฑ์ หรือองค์ประกอบของลวดลาย หรือสีของผลิตภัณฑ์ อันมีลักษณะพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถใช้เป็นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมรวมทั้งหัตถกรรมได้
“ผู้ทรงสิทธิบัตร” หมายความรวมถึงผู้รับโอนสิทธิบัตร
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการสิทธิบัตร
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
“อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมทะเบียนการค้าและให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งอธิบดีกรมทะเบียนการค้ามอบหมายด้วย
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ออกกฎกระทรวง กำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ ลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียม และกำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
มาตรา ๕ ภายใต้บังคับมาตรา ๙ การประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรได้ต้องประกอบ
ด้วยลักษณะดังต่อไปนี้
(๑) เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่
(๒) เป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น และ
(๓) เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม
มาตรา ๖ การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ได้แก่ การประดิษฐ์ที่ไม่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว
งานที่ปรากฏอยู่แล้ว ให้หมายความถึงการประดิษฐ์ ดังต่อไปนี้ด้วย
(๑) การประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตร
(๒) การประดิษฐ์ที่ได้มีการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตรและไม่ว่าการเปิด
เผยนั้นจะกระทำโดยเอกสารสิ่งพิมพ์ การนำออกแสดงหรือการเปิดเผยต่อสาธารณชนด้วยประการใดๆ
(๓) การประดิษฐ์ที่ได้รับสิทธิบัตรไว้แล้ว ไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตร
(๔) การประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรไว้แล้วนอกราชอาณาจักรเป็นเวลาเกินกว่าสิบสองเดือนก่อนวันขอรับสิทธิบัตร แต่ยังมิได้มีการออกสิทธิบัตรให้
(๕) การประดิษฐ์ที่มีการขอรับสิทธิบัตรไว้แล้วในราชอาณาจักรและผู้ขอได้ละทิ้งคำขอรับสิทธิบัตร แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของผู้ประดิษฐ์ร่วมซึ่งมิใช่ผู้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตร
การเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดที่เกิดขึ้นหรือเป็นผลมาจากการกระทำ
อันมิชอบด้วยกฎหมาย หรือการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดที่เกิดขึ้นหรือเป็นผลมาจากการที่ผู้ประดิษฐ์แสดงผลงานในงานแสดงสินค้าระหว่างประเทศหรือในงานแสดงต่อสาธารณชนของทางราชการ และการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดดังกล่าวได้กระทำภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันก่อนที่จะมีการขอรับสิทธิบัตร มิให้ถือว่าเป็นการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดตาม (๒)
มาตรา ๗ การประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ได้แก่การประดิษฐ์ที่ไม่เป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานประเภทนั้น
มาตรา ๘ การประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรมได้แก่
การประดิษฐ์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการผลิตทางอุตสาหกรรม รวมทั้งหัตถกรรม เกษตรกรรม และพาณิชยกรรม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
“สวนที่ ๙
สิทธิในการไดรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ
มาตรา ๕๑ บุคคลยอมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและไดมาตรฐาน และผูยากไรมีสิทธิไดรับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไมเสียคาใชจาย
บุคคลยอมมีสิทธิไดรับการบริการสาธารณสุขจากรัฐซึ่งตองเปนไปอยางทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ
บุคคลยอมมีสิทธิไดรับการปองกันและขจัดโรคติดตออันตรายจากรัฐอยางเหมาะสมโดยไมเสียคาใชจายและทันตอเหตุการณ
มาตรา ๕๒ เด็กและเยาวชน มีสิทธิในการอยูรอดและไดรับการพัฒนาดานรางกาย จิตใจและสติปญญา ตามศักยภาพในสภาพแวดลอมที่เหมาะสม โดยคํานึงถึงการมีสวนรวมของเด็กและเยาวชนเปนสําคัญ
เด็ก เยาวชน สตรี และบุคคลในครอบครัว มีสิทธิไดรับความคุมครองจากรัฐ ใหปราศจากการใชความรุนแรงและการปฏิบัติอันไมเปนธรรม ทั้งมีสิทธิไดรับการบําบัด ฟนฟูในกรณีที่มีเหตุดังกลาว
การแทรกแซงและการจํากัดสิทธิของเด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัว จะกระทํามิไดเวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมาย เฉพาะเพื่อสงวนและรักษาไวซึ่งสถานะของครอบครัวหรือประโยชนสูงสุดของบุคคลนั้น
เด็กและเยาวชนซึ่งไมมีผูดูแลมีสิทธิไดรับการเลี้ยงดูและการศึกษาอบรมที่เหมาะสมจากรัฐ
มาตรา ๕๓ บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปบริบูรณและไมมีรายไดเพียงพอแกการยังชีพ มีสิทธิไดรับสวัสดิการ สิ่งอํานวยความสะดวกอันเปนสาธารณะอยางสมศักดิ์ศรี และความชวยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ
มาตรา ๕๔ บุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพ มีสิทธิเขาถึงและใชประโยชนจากสวัสดิการสิ่งอํานวยความสะดวกอันเปนสาธารณะ และความชวยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ
บุคคลวิกลจริตยอมไดรับความชวยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ
มาตรา ๕๕ บุคคลซึ่งไรที่อยูอาศัยและไมมีรายไดเพียงพอแกการยังชีพ ยอมมีสิทธิไดรับความชวยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ”


พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. ๒๕๔๒
การกำหนดราคาสินค้าและบริการ
มาตรา ๒๔ เพื่อป้องกันการกำหนดราคาซื้อ ราคาจำหน่ายหรือการกำหนดเงื่อนไขและวิธีปฏิบัติทางการค้าอันไม่เป็นธรรม กกร.ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศกำหนดให้สินค้าหรือบริการใดเป็นสินค้าหรือบริการควบคุมได้ให้ กกร. พิจารณาทบทวนการใช้อำนาจตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง หากเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจหรือข้อเท็จจริงที่อาศัยเป็นหลักในการพิจารณาใช้อำนาจของ กกร. เปลี่ยนแปลงไปหรือสิ้นสุดลง ให้ กกร. ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีประกาศเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการใช้อำนาจนั้นโดยไม่ชักช้า
ประกาศ กกร. ให้มีอายุตามที่กำหนด แต่จะกำหนดเกินหนึ่งปีไม่ได้ เว้นแต่จะมีการออกประกาศใหม่
ประกาศ กกร. ตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
มาตรา ๒๕ เมื่อได้มีการประกาศกำหนดสินค้าหรือบริการควบคุมตามมาตรา ๒๔ แล้วให้คณะกรรมการมีอำนาจดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดราคาซื้อหรือราคาจำหน่ายสินค้าหรือบริการควบคุม ให้ผู้ซื้อซื้อในราคาไม่ต่ำกว่าราคาที่กำหนด หรือให้ผู้จำหน่ายจำหน่ายในราคาไม่สูงกว่าราคาที่กำหนด หรือตรึงราคาไว้ในราคาใดราคาหนึ่ง
(๒) กำหนดอัตรากำไรสูงสุดต่อหน่วยของสินค้าหรือบริการควบคุมที่ผู้จำหน่ายจะได้รับจากการจำหน่ายสินค้าหรือบริการควบคุม หรือกำหนดอัตราส่วนแตกต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายสินค้าหรือบริการควบคุมในแต่ละช่วงการค้า
(๓) กำหนดหลักเกณฑ์ มาตรการ และเงื่อนไขให้ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการผลิต การนำเข้ามาในราชอาณาจักร การส่งออกไปนอกราชอาณาจักร การซื้อ การจำหน่าย หรือการเก็บรักษาสินค้าหรือบริการควบคุม
(๔) กำหนดท้องที่หรือระยะเวลาในการใช้บังคับประกาศของคณะกรรมการ
(๕) กำหนดให้แจ้งปริมาณ สถานที่เก็บ ต้นทุน ค่าใช้จ่าย แผนการผลิต แผนการนำเข้ามาในราชอาณาจักร แผนการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร แผนการซื้อ แผนการจำหน่าย แผนการเปลี่ยนแปลงราคาหรือรายการอื่นใดหรือส่วนลดในการจำหน่าย กระบวนการผลิต และวิธีการจำหน่ายสินค้าหรือบริการควบคุมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
(๖) กำหนดให้มีการเก็บหรือเพิ่มปริมาณการเก็บสำรองสินค้าควบคุมและกำหนดท้องที่และสถานที่ให้เก็บสำรองสินค้าควบคุม
(๗) ห้ามหรืออนุญาตให้มีการส่งออกไปนอกหรือนำเข้ามาในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งซึ่งสินค้าควบคุม
(๘) สั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต การนำเข้ามาในราชอาณาจักร การซื้อ การจำหน่าย หรือการเก็บรักษาสินค้าหรือบริการควบคุม รวมทั้งให้ระงับหรือลดค่าใช้จ่ายที่กำหนดไว้เกินสมควร
(๙) จัดให้มีการปันส่วนในการซื้อและการจำหน่ายสินค้าหรือบริการควบคุม รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการปันส่วนดังกล่าว หรือกำหนดเงื่อนไขในการซื้อ และการจำหน่ายสินค้าหรือบริการควบคุม
(๑๐) สั่งให้จำหน่ายสินค้าหรือบริการควบคุมตามปริมาณและราคาที่กำหนด ตลอดจนสั่งให้จำหน่ายแก่ส่วนราชการหรือบุคคลใดตามที่คณะกรรมการกำหนด
(๑๑) ห้ามจำหน่าย ให้ ใช้เอง ยักย้าย หรือเปลี่ยนสภาพซึ่งสินค้าหรือบริการควบคุมเกินปริมาณที่กำหนด
(๑๒) กำหนดมาตรการเพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าควบคุมหรือการครอบครองสินค้าควบคุมเกินปริมาณที่กำหนด
การใช้อำนาจของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำเป็นประกาศตามความจำเป็นแก่พฤติการณ์แห่งกรณี โดยคำนึงถึงภาระของผู้ปฏิบัติ โดยต้องระบุถึงเหตุผล และผู้ซึ่งต้องปฏิบัติตามประกาศไว้ด้วย ประกาศดังกล่าวให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ระบุไว้ในประกาศตาม (๔) และเมื่อได้มีประกาศแล้วให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วย
ให้คณะกรรมการพิจารณาทบทวนการใช้อำนาจตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงต้นทุน ค่าใช้จ่ายในการผลิต การนำเข้ามาในราชอาณาจักร การส่งออกไปนอกราชอาณาจักร การซื้อ หรือการจำหน่ายและอัตรากำไรที่เหมาะสม รวมทั้งผลกระทบต่อการลงทุนในการขยายกำลังการผลิตในระยะต่อไปด้วย และเมื่อเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจหรือข้อเท็จจริงที่อาศัยเป็นหลักในการพิจารณาใช้อำนาจของคณะกรรมการเปลี่ยนแปลงไปหรือสิ้นสุดลง ให้คณะกรรมการประกาศเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการใช้อำนาจนั้นในราชกิจจานุเบกษาโดยไม่ชักช้า
ประกาศของคณะกรรมการให้มีอายุตามที่กำหนด แต่จะกำหนดเกินหนึ่งปีไม่ได้ เว้นแต่จะได้มีการออกประกาศใหม่

พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
“ธุรกิจ” หมายความว่า กิจการในทางเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การเงิน การประกันภัย และการบริการ และให้หมายความรวมถึงกิจการอื่นที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
“ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้จำหน่าย ผู้ผลิตเพื่อจำหน่าย ผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อจำหน่าย หรือผู้ซื้อเพื่อผลิตหรือจำหน่ายต่อซึ่งสินค้าหรือผู้ให้บริการในธุรกิจ
“สินค้า” หมายความว่า สิ่งของที่อาจใช้ในการอุปโภคหรือบริโภค รวมทั้งเอกสารแสดงสิทธิในสิ่งของ
“บริการ” หมายความว่า การรับจัดทำการงาน การให้สิทธิใดๆ การให้ใช้หรือให้ ประโยชน์ในทรัพย์สินหรือกิจการใดๆโดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงินหรือผลประโยชน์
อื่น แต่ไม่รวมถึงการจ้างแรงงาน
“ราคา” หมายความว่า ราคาสินค้า และให้หมายความรวมถึงค่าตอบแทนสำหรับการให้ บริการด้วย
“ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด” หมายความว่า ผู้ประกอบธุรกิจรายหนึ่งหรือหลายรายในตลาดสินค้าใดสินค้าหนึ่งหรือบริการใดบ ริการหนึ่ง ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดและยอดเงินขายเกินกว่าที่คณะกรรมการกำหนดด้วยความเห็นชอบ ของคณะรัฐมนตรี และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้โดยให้พิจารณาสภาพการแข่งขันของตลาดด้วย
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า
“กรรมการ” หมายความว่า กรรมการการแข่งขันทางการค้า
“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ข้าราชการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔ พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่การกระทำของ
(๑) ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค หรือราชการส่วนท้องถิ่น
(๒) รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
(๓) กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์ซึ่งมีกฎหมายรองรับ และมีวัตถุประสงค์ดำเนินการทางธุรกิจเพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพของเกษตร กร
(๔) ธุรกิจตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ซึ่งอาจกำหนดให้ยกเว้นการใช้บังคับทั้งฉบับหรือแต่เฉพาะบทบัญญัติหนึ่งบทบัญญัติใดของพระราชบัญญัตินี้ก็ได้
มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ในส่วนที่เป็นกิจการในทางการเงิน ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการร่วมกัน และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้และออกประกาศตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
มาตรา ๒๕ ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาดกระทำการในลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดหรือรักษาระดับราคาซื้อหรือขายสินค้าหรือค่าบริการอย่างไม่เป็นธรรม
(๒) กำหนดเงื่อนไขในลักษณะที่เป็นการบังคับโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อมอย่างไม่เป็น ธรรม ให้ผู้ประกอบธุรกิจอื่นซึ่งเป็นลูกค้าของตนต้องจำกัดการบริการ การผลิต การซื้อ หรือการจำหน่ายสินค้าหรือต้องจำกัดโอกาสในการเลือกซื้อหรือขายสินค้า การได้รับหรือให้บริการ หรือในการจัดหาสินเชื่อจากผู้ประกอบธุรกิจอื่น
(๓) ระงับ ลด หรือจำกัดการบริการ การผลิต การซื้อ การจำหน่าย การส่งมอบ การนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ทำลายหรือทำให้เสียหายซึ่งสินค้าเพื่อลดปริมาณให้ต่ำกว่าความต้องการของตลาด
(๔) แทรกแซงการประกอบธุรกิจของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
มาตรา ๒๖ ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจกระทำการรวมธุรกิจ อันอาจก่อให้เกิดการผูกขาดหรือความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ
การประกาศกำหนดของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้ระบุว่าให้บังคับแก่การรวมธุรกิจที่มีผลให้มีส่วนแบ่งตลาด ยอดเงินขาย จำนวนทุน จำนวนหุ้น หรือจำนวนสินทรัพย์ไม่น้อยกว่าจำนวนเท่าใด
การรวมธุรกิจตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึง
(๑) การที่ผู้ผลิตรวมกับผู้ผลิต ผู้จำหน่ายรวมกับผู้จำหน่าย ผู้ผลิตรวมกับผู้จำหน่าย หรือผู้บริการรวมกับผู้บริการ อันจะมีผลให้สถานะของธุรกิจหนึ่งคงอยู่และธุรกิจหนึ่งสิ้นสุดหรือเกิดเป็นธุรกิจใหม่ขึ้น
(๒) การเข้าซื้อสินทรัพย์ทั้งหมดหรือบางส่วนของธุรกิจอื่นเพื่อควบคุมนโยบายการบ ริหารธุรกิจ การอำนวยการ หรือการจัดการ
(๓) การเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดหรือบางส่วนของธุรกิจอื่นเพื่อควบคุมนโยบายการบริหาร ธุรกิจ การอำนวยการ หรือการจัดการ
การขออนุญาตตามวรรคหนึ่งให้ผู้ประกอบธุรกิจยื่นคำขอต่อคณะกรรมการตามมาตรา ๓๕

พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒)พ.ศ. ๒๕๔๑
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกบทนิยามคำว่า “ผู้บริโภค” ในมาตรา ๓ แห่งพระราช
บัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
““ผู้บริโภค” หมายความว่า ผู้ซื้อหรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจ
หรือผู้ซึ่งได้รับการเสนอหรือการชักชวนจากผู้ประกอบธุรกิจเพื่อให้ซื้อสินค้าหรือรับบริการและหมายความรวมถึงผู้ใช้สินค้าหรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจโดยชอบ แม้มิได้เป็นผู้เสียค่าตอบแทนก็ตาม”
การกำหนดราคาสินค้าและบริการ
มาตรา ๒๔ เพื่อป้องกันการกำหนดราคาซื้อ ราคาจำหน่ายหรือการกำหนดเงื่อนไขและวิธีปฏิบัติทางการค้าอันไม่เป็นธรรม กกร.
ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศกำหนดให้สินค้าหรือบริการใดเป็นสินค้าหรือบริการควบคุมได้
ให้ กกร. พิจารณาทบทวนการใช้อำนาจตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง หากเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจหรือข้อเท็จจริงที่อาศัยเป็นหลักในการพิจารณาใช้อำนาจของ กกร. เปลี่ยนแปลงไปหรือสิ้นสุดลง ให้ กกร. ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีประกาศเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการใช้อำนาจนั้นโดยไม่ชักช้า
ประกาศ กกร. ให้มีอายุตามที่กำหนด แต่จะกำหนดเกินหนึ่งปีไม่ได้ เว้นแต่จะมีการออกประกาศใหม่
ประกาศ กกร. ตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
มาตรา ๒๕ เมื่อได้มีการประกาศกำหนดสินค้าหรือบริการควบคุมตามมาตรา ๒๔ แล้วให้คณะกรรมการมีอำนาจดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดราคาซื้อหรือราคาจำหน่ายสินค้าหรือบริการควบคุม ให้ผู้ซื้อซื้อในราคาไม่ต่ำกว่าราคาที่กำหนด หรือให้ผู้จำหน่ายจำหน่ายในราคาไม่สูงกว่าราคาที่กำหนด หรือตรึงราคาไว้ในราคาใดราคาหนึ่ง
(๒) กำหนดอัตรากำไรสูงสุดต่อหน่วยของสินค้าหรือบริการควบคุมที่ผู้จำหน่ายจะได้รับจากการจำหน่ายสินค้าหรือบริการควบคุม หรือกำหนดอัตราส่วนแตกต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายสินค้าหรือบริการควบคุมในแต่ละช่วงการค้า
(๓) กำหนดหลักเกณฑ์ มาตรการ และเงื่อนไขให้ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการผลิต การนำเข้ามาในราชอาณาจักร การส่งออกไปนอกราชอาณาจักร การซื้อ การจำหน่าย หรือการเก็บรักษาสินค้าหรือบริการควบคุม
(๔) กำหนดท้องที่หรือระยะเวลาในการใช้บังคับประกาศของคณะกรรมการ
(๕) กำหนดให้แจ้งปริมาณ สถานที่เก็บ ต้นทุน ค่าใช้จ่าย แผนการผลิต แผนการนำเข้ามาในราชอาณาจักร แผนการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร แผนการซื้อ แผนการจำหน่าย แผนการเปลี่ยนแปลงราคาหรือรายการอื่นใดหรือส่วนลดในการจำหน่าย กระบวนการผลิต และวิธีการจำหน่ายสินค้าหรือบริการควบคุมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
(๖) กำหนดให้มีการเก็บหรือเพิ่มปริมาณการเก็บสำรองสินค้าควบคุมและกำหนดท้องที่และสถานที่ให้เก็บสำรองสินค้าควบคุม
(๗) ห้ามหรืออนุญาตให้มีการส่งออกไปนอกหรือนำเข้ามาในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งซึ่งสินค้าควบคุม
(๘) สั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต การนำเข้ามาในราชอาณาจักร การซื้อ การจำหน่าย หรือการเก็บรักษาสินค้าหรือบริการควบคุม รวมทั้งให้ระงับหรือลดค่าใช้จ่ายที่กำหนดไว้เกินสมควร
(๙) จัดให้มีการปันส่วนในการซื้อและการจำหน่ายสินค้าหรือบริการควบคุม รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการปันส่วนดังกล่าว หรือกำหนดเงื่อนไขในการซื้อ และการจำหน่ายสินค้าหรือบริการควบคุม
(๑๐) สั่งให้จำหน่ายสินค้าหรือบริการควบคุมตามปริมาณและราคาที่กำหนด ตลอดจนสั่งให้จำหน่ายแก่ส่วนราชการหรือบุคคลใดตามที่คณะกรรมการกำหนด
(๑๑) ห้ามจำหน่าย ให้ ใช้เอง ยักย้าย หรือเปลี่ยนสภาพซึ่งสินค้าหรือบริการควบคุมเกินปริมาณที่กำหนด
(๑๒) กำหนดมาตรการเพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าควบคุมหรือการครอบครองสินค้าควบคุมเกินปริมาณที่กำหนด
การใช้อำนาจของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำเป็นประกาศตามความจำเป็นแก่พฤติการณ์แห่งกรณี โดยคำนึงถึงภาระของผู้ปฏิบัติ โดยต้องระบุถึงเหตุผล และผู้ซึ่งต้องปฏิบัติตามประกาศไว้ด้วย ประกาศดังกล่าวให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ระบุไว้ในประกาศตาม (๔) และเมื่อได้มีประกาศแล้วให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วย
ให้คณะกรรมการพิจารณาทบทวนการใช้อำนาจตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงต้นทุน ค่าใช้จ่ายในการผลิต การนำเข้ามาในราชอาณาจักร การส่งออกไปนอกราชอาณาจักร การซื้อ หรือการจำหน่ายและอัตรากำไรที่เหมาะสม รวมทั้งผลกระทบต่อการลงทุนในการขยายกำลังการผลิตในระยะต่อไปด้วย และเมื่อเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจหรือข้อเท็จจริงที่อาศัยเป็นหลักในการพิจารณาใช้อำนาจของคณะกรรมการเปลี่ยนแปลงไปหรือสิ้นสุดลง ให้คณะกรรมการประกาศเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการใช้อำนาจนั้นในราชกิจจานุเบกษาโดยไม่ชักช้า
ประกาศของคณะกรรมการให้มีอายุตามที่กำหนด แต่จะกำหนดเกินหนึ่งปีไม่ได้ เว้นแต่จะได้มีการออกประกาศใหม่

3.3.ปฏิญญาสากลที่เกี่ยวข้อง

ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่อง สิทธิมนุษยชน
ด้วยเหตุที่การยอมรับศักศรีประจำตัว และสิทธิที่เสมอกันไม่อาจโอนแก่กันได้ของสมาชิกทั้งปวงแห่งครอบครัวมนุษย์ เป็นรากฐานของเสรีภาพ ความยุติธรรมและสันติภาพ
ด้วยเหตุที่การเฉยเมยและดูหมิ่นเหยียดหยามสิทธิมนุษย์ด้วยกันเอง ได้ก่อให้เกิดการกระทำอันโหดร้ายป่าเถื่อนทารุณ กระทบกระเทือนมโนธรรมของมนุษยชาติอย่างรุนแรง โดยเหตุที่ได้มีการประกาศปณิธานสูงสุดของสามัญชนว่า ถึงวาระแห่งโลกแล้วที่นมุษย์จะมีเสรีภาพในการพูด ในความเชื่อถือ และทั้งมีเสรีภาพจากความกลัวและความต้องการ
ด้วยเหตุที่เป็นสิ่งจำเป็นที่สิทธิมนุษยชนควรได้รับการคุ้มครองโดยหลักนิติธรรม ถ้าไม่ต้องการให้มนุษย์ถูกบีบบังคับ ให้หาทางออกโดยการกบฎต่อทรราชย์และการกดขี่อันเป็นที่พึ่งสุดท้าย
ด้วยเหตุที่เป็นสิงจำเป็นที่จะส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างชาติต่างๆ
ด้วยเหตุที่บรรดาประชาชนแห่งสหประชาชาติได้ยืนยันไว้ในกฎบัตร ถึงความเชื่อมั่นในสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ในศักดิ์ศรีและคุณค่าของตัวบุคคล และความเสมอกันแห่งสิทธิทั้งชายหญิง และได้ตัดสินใจที่จะส่งเสริมความก้าวหน้า ทางสังคมตลอดจนมาตฐานแห่งชีวิตให้ดีขึ้น มีเสรีภาพมากขึ้น
ด้วยเหตุที่รัฐสมาชิกได้ปกฏิญาณที่จะให้ได้มา โดยการร่วมมือกับสหประชาชาติ ซึ่งการส่งเสริม การเคารพ และการถือปฎิบัติโดยสากลต่อสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐาน
ด้วยเหตุที่ความเข้าใจตรงกันในเรื่องสิทธิและเสรีภาพ มีความสำคัญยิ่ง เพื่อให้คำปฎิญาณนี้เกิดสัมฤทธิ์ผลอย่างเต็มเปี่ยม
ดังนั้น ณ บัดนี้ สมัชชา จึงขอประกาศให้....
ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนนี้ เป็นมาตราฐานร่วมกันแห่งความสำเร็จ สำหรับประชาชนทั้งหลายและประชาชาติทั้งปวง ด้วยจุดประสงค์ที่จะให้ปัจเจกบุคคล ทุกผู้ทุกนามและองค์กรของสังคมทุกหน่วย โดยการรำลึกเสมอถึงปฏิญญานี้ พยายามสั่งสอนและให้การศึกษาเพื่อส่งเสริม การเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพเหล่านี้ ด้วยมาตรการที่เจริญก้างไปข้างหน้า ทั้งในและระหว่างประเทศ เพื่อให้ได้มาซึ่งการยอมรับและถือปฎิบัติต่อสิทธิเหล่านั้น อย่างเป็นสากลและได้ผล ทั้งในหมู่ประชาชนของรัฐสมาชิกเอง และในหมู่ของประชาชนแห่งดินแดน ที่อยู่ภายใต้ดุลอาณาของรัฐสมาชิกดังกล่าว.
ข้อ 25 บุคคลมีสิทธิในมาตราฐานการครองชีพที่เพียงพอสำหรับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับตนเองครอบครัว รวมทั้งอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาลและบริการทางสังคมที่จำเป็น และสิทธิในความมั่นคงในกรณีย์ว่างงาน เจ็บป่วย ทุพพลภาพ เป็นหม้าย วัยชรา หรือการขาดปัจจัยในการเลี้ยงชีพ อื่นใดในพฤติการณ์อันเกิดจากที่ตนควบคุมได้
มารดาและบุตรชอบที่จะได้รับการดูและความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เด็กทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นบุตรในหรือนอกสมรส ย่อมได้รับการคุ้มครอง ทางสังคมเช่นเดียวกัน







บทที่ 4
ผลวิเคราะห์ข้อมูล

4.1.ผู้บริโภค

ตามคำกล่าวของพระพุทธเจ้าที่ทรงตรัสว่า มนุษย์ล้วนแต่แล้วเริ่มต้นด้วยการเกิด ต่อมาแก่ เจ็บ สุดท้ายคือตาย ฉะนั้นจะเห็นได้ว่ามนุษย์คงจะหลีกหนีเรื่องของการแก่ การเจ็บ การตาย มิอาจจะกระทำได้ เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ มิใช่สิ่งที่มีผู้ใดจงใจสร้างมันขึ้นมา นอกจากนี้ยังคงเป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างไรก็มีอยู่อย่างนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับกาลเวลาหรือช่วงเวลาใด สุดท้ายมิเรื่องดังกล่าวก็มิได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขของเชื้อชาติ เผ่าพันธ์ สี่ผิว ลัทธิ ศาสนา หมายความว่าใช้บังคับได้ทุกหนทุกแห่งอันเป็นสากล ถึงแม้ว่าคำกล่าวของพระพุทธเจ้าซึ่งทรงตรัสนั้นจะหาได้มีการตราเป็นกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามก็สามารถที่จะเป็นไปตามได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีการตราแต่อย่างไร
มนุษย์ด้วยธรรมชาติแล้วตามที่เพลโต เคยกล่าวไว้ว่ามนุษย์ล้วนแล้วแต่มีปัญญาในการไตร่ตรองอันส่งผลให้อริสโตเติ้ลสานุศิษย์ของตนกล่าวว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเหตุผล โดยที่มนุษย์จะใช้เหตุผลในการดำรงชีวิต ซึ่งมนุษย์ที่เกิดมาแล้วนั้นโดยธรรมชาติของมนุษย์แล้วย่อมกลัวเรื่องของการแก่ ความเจ็บ และความตาย
โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้วย่อมรักตัวเอง กล่าวคือเมื่อมนุษย์หิ้วก็จะหาอาหารมาระงับความหิ้วของตนและเมื่อยามอรุณรุ่งเช้าแสงแดดจะมีวิตามินเอ มนุษย์ก็จะออกมารับแสง แต่พอสายหน่อยแล้วแสงแดดก็จะเริ่มร้อนและไม่มีประโยชน์ต่อรางกายอีกทั้งยังเป็นโทษที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งต่อผิวหนังมนุษย์ก็จะหาโลชันยากันแดดมาทาเพื่อป้องกันแสงแดดดังกล่าวนั้นและ หลบเข้าใต้ร่มเงาอันเป็นที่อยู่อาศัยนอกจากนี้ยังใช้เป็นที่พักผ่อนหลับนอนภาหลังจากการเสร็จจากกิจกรรมต่าง ๆ ในการดำรงชีพ และเมื่อยามอากาศเริ่มเย็นและรางกายเกิดอากาศหนาวเย็นแล้วมนุษย์ก็จะหาเครื่องนุ่งห่มมาสวมใส่กันความหนาวเย็น สุดท้ายเมื่อร่างกายของมนุษย์ตามสังขารและการทำงานตามธรรมชาติแล้วจะต้องมาการเหนื่อยล้าและนำไปสู่การเจ็บป่วย เป็นเรื่องธรรมดาปกติดังนั้นก็ต้องมีการกินยาเพื่อบำบัดรักษาหรือเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วย
ในการดำรงชีวิตของมนุษย์บนโลกนี้ จะเห็นว่าปัจจัยสี่ที่ใช้นั้นจะประกอบด้วย อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ฉะนั้นจะเห็นได้ว่ายานั้นเป็นหนึ่งในสี่ของปัจจัยสี่ที่สำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์นั้นเอง ในการเจ็บป่วยนั้นเป็นเรื่องที่เลือกที่จะเป็นไม่ได้และถ้าหากเลือกได้ก็คงจะไม่มีใครเลือกที่จะเจ็บป่วย ซึ่งการเจ็บป่วยนั้นจะมีการรักษาโดยการบำบัดหรือบรรเทาโดยการกินยาซึ่งเป็นการรักษาโรคที่ปลายเหตุแล้ว แต่เพื่อการดำรงอยู่ต่อไปของมนุษย์แล้วก็คงจำต้องใช้ว่าเป็นเครื่องมือในการรักษาต่อไป
นอกจากนี้ยังมีบ้างโรคที่ปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ซึ่งเพียงแต่ใช้ตัวยาในการบรรเทาและพยุงอาการให้ทรงตัวเท่านั้น อาทิเช่น โรคเอดส์ การรักษาโรคเอดส์มิใช่การรักษาที่ต้นเหตุแต่เป็นการรักษาที่ปลายเหตุต่างหากและตัวยาที่ใช้ในการรักษาโรคนี้คือยา ARV แก่ผู้ป่วยทุกคน และเป็นประเทศแรกของโลกที่จัดซื้อยาจากงบประมาณแผ่นดินนับเป็นประเทศที่ 2 ของโลก และตัวยาเหล่านี้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศอันเป็นการเสียค่าใช้จ่ายอย่างมากต่อรัฐบาลและประชาชนผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้บริโภคที่ยากจน

4.2.สิทธิบัตร
เรื่องของสิทธิบัตรนั้นได้มีแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้หลาย ๆ แนวความคิดด้วยกัน คุณวราภรณ์ ตงยิ่งศิริ มองเรื่องสิทธิบัตรเป็นเรื่องของการให้ความคุ้มครองทรัพย์สินไม่มีรูปร่างด้วย เรีกว่าทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนเกียรติ์ เสถียรไทย และ คุณสุธรรม อยู่ในธรรม มองอีกมุมหนึ่งว่า ทฤษฎีสิทธิตามธรรมชาติของนักประดิษฐ์มุ่งให้ความคุ้มครอง สิทธิของผู้ประดิษฐ์คิดค้น
นอกจากนี้ยังมีหลักการที่เกี่ยวข้องการให้ความคุ้มครองสิทธิบัตรกล่าวคือหลักความเป็นธรรมและศีลธรรมได้นำเอาหลักสิทธิตามธรรมชาติมาพิจารณาประกอบกับความเป็นธรรมและศีลธรรมมาใช้ในการตอบแทนผู้สร้างสรรค์ ที่ได้ลงทุนค้นคว้าผลงานสำเร็จ ให้สามารถได้รับประโยชน์จากผลงานของตน และหลักกฎหมายในเรื่องทรัพย์ ถือว่าเป็นสิทธิของผู้คิดค้นอันที่จะสามารถยึดถือไว้เป็นประโยชน์แก่ผู้คิดค้นเองได้ในเบื้องต้น แม้จะยังมิได้ทำการประดิษฐ์เป็นทรัพย์สิน และหลักการตอบแทนผู้สร้างสรรค์ เกิดจากพื้นฐานของหลักความเป็นธรรมชาติและเพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้สร้างสรรค์พัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้น

4.3.สิทธิบัตรยา
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ อันเป็นกฎหมายสู่งสุดได้มีการกำหนดการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการไดรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ
และได้มีกฎหมายพระราชบัญญัติสิทธิบัตรพ.ศ. ๒๕๒๒ ออกมาภายใต้บังคับของรัฐธรรมนูญโดยมีเจตนารมณ์เพื่อส่งเสริมให้มีการค้นคว้า วิจัย และประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีใดขึ้นใหม่และการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์และเป็นการก้าวหน้าทางเทคนิคเพื่อให้พัฒนาคุ้มครองผลิตภัณฑ์ยา เมื่อได้รับแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาด้วยการออกมาตราการชั่วคราวผูกขาดตลาดยาใหม่ที่จะเข้าในประเทศ นอกจากนี้ยาที่ไม่ปรากฏในประเทศไทยก็ให้ความคุ้มครอง และได้มีการขยายระยะเวลาในจาก 15 ปีเป็น 20 ปีในสิทธิบัตรยาพร้อมทั้งขยายระยะเวลาก่อนหมดข้อตกลงทริปส์ถึง 8 ปี ในวันที่ 31 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2537 ภายหลังจากนั้น สหรัฐอเมริกาก็ยังคงกดดันไทยเช่นเดิมอย่างต่อเนื่องโดยให้มีการคุ้มครองยาย้อนหลัง คือยาชนิดใดที่ไม่ปรากฏในระเทศไทยแต่ปรากฏในประเทศอื่นก็ให้ความคุ้มครองและยานั้นก็ไม่ได้มีจำหน่ายภายในประเทศแต่ก็ได้รับความคุ้มครองตามมาตรการติดตามความปลอดภัยในการใช้ คือยาใหม่ต้องติดตามความปลอดภัยภายเวลา 2 ปี ซึ่งหากไม่แล้วเร็จก็ให้ให้ขยายออกได้อีก 2 ปี สุดท้ายสรุปทำรายงานอีก 1 รวมเป็นเวลา 5 ปี ที่ไม่มีผุ้ใดสามารถที่จะผลิตยาได้เพื่อจำหน่าย
ต่อมาได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 โดย พระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 3)2542 “เพื่อให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโดยที่การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้นักประดิษฐ์ได้รับผลตอบแทนอันจะทำให้นักประดิษฐ์มีกำลังใจที่จะประดิษฐ์คิดค้นเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อไป” โดยดำเนินการตามแรงกดดันของประเทศดังกล่าวโดยยกเลิกกรมการสิทธิบัตรที่มีหน้าที่ในการดูแลราคาของยา ให้มีผลบังคับใช้ วันที่ 27 เดือนกันยายน พ.ศ.2542 อันเนื่องมาจากประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังพัฒนายังไม่มีความพร้อมทั้งทางด้านการพัฒนาและการวิจัยเท่าเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะฉะนั้นการพัฒนาและการวิจัยในประเทศต้องพึ่งการลงทุนจากประเทศที่มีการพัฒนาแล้ว จึงเป็นสาเหตุให้ปัจจุบัน การมีสิทธิบัตรยาขงคนในประเทศน้อยกว่าของชาวต่างชาติ มีผลสืบเนื่องให้เกิดการผูกขาดของตลาดยาภายในประเทศซึ่งสิ่งประดิษฐ์ที่จะได้รับสิทธิบัตรนั้น ต้องเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีลักษณะ 3 ประการ คือ
1.ต้องเป็นสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ ซึ่งไม่เคยปรากฏที่ใดในโลกมาก่อน
2.เป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น การประดิษฐ์นั้นต้องไม่สามารถคิดหรือทำได้โดยง่ายจากผู้ที่มีความรู้พื้นฐานทั่วไปในเรื่องนั้น
3.เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม

4.4.ผลกระทบต่อผู้บริโภค
สิ่งประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรนั้นเป็นยา โดยผู้ประดิษฐ์จะต้องเปิดเผยการค้น อันส่งผลกระทบมาจากทรัพย์สินทางปัญญาโดยมีการผูกขาดมนผลิตภัณฑ์ตัวนั้นในราค้าที่สูงขึ้นและเกิดการเข้าไม่ถึงยาของประชาชนผู้บริโภคโดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย ซึ่งยาเป็นปัจจัยสำคัญกล่าวคือเป็นปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ในกรณีการให้สิทธิบัตรยาแก่ผลิตภัณฑ์ชนิดใดนั้นต้องเป็นการประดิษฐ์ยาใหม่นั้น โดยสามารถหายาอื่นมาทดแทนได้ก็จะไม่ก่อให้เกิดการผูกขาดแก่ผู้ทรงสิทธิรวมถึงจะไม่มีการผูกขาดทางการค้า
ดังที่กล่าวมาแล้วว่าในประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประชากรส่วนมากเป็นคนยากจน การเกิดโรคภัยไข้เจ็บนั้นไม่สามารถที่จะเลือกได้ว่าจะเกิดกับบุคคลที่มีฐานะที่พอจะมีกำลังในการใช้ยาในราคานั้น ๆ ได้ ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ คนรวยและคนจนก็ต้องเผชิญกับเรื่องนี้ด้วยกันทั้งนั้น การใช้ยาในการบำบัดรักษาบรรเทาอาการเจ็บป่วยนั้นอย่างที่ทราบนั้นเป็นการรักษาที่ปลายเหตุเท่านั้นมิใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เช่นเดียวกันการป่วยก็ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของปัญหาแต่ก็เป็นปลายปัญหาแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาอย่างที่เราทราบมากันแล้วนั้นทางรัฐบาลกระทรวงสาธารณสุขได้มีการส่งเสริมสุขภาพ และโครงการอื่นๆ อีก
ปัญหาสำคัญที่ทำให้ไทยต้องพึ่งพายาจากต่างชาติ ก็คือการทำตามข้อตกลง WTO พอเข้าเป็นสมาชิกก็ออกกฎหมายสิทธิบัตรยาตามข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญา จนเราไม่มีโอกาสพัฒนาวิจัยตัวยาสำคัญ กลายเป็นว่าไทยต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจเรื่อยมา
ยิ่งปัจจุบัน ไทย ทำเอฟทีเอกับสหรัฐฯ ไทยต้องยอมจำนนกับสหรัฐฯ ด้วยการยอมขยายอายุคุ้มครองสิทธิบัตรยา ก็อย่าหวังว่าไทยจะเงยหน้าอ้าปากพึ่งตัวเองในเรื่องสุขภาพได้อีกเลย ปัญหาเรื่องของตัวยาที่มีราคาแพงและเป็นยาที่มีความจำเป็นจะต้องใช่อยู่ โอกาสที่คนไทยโดยเฉพาะคนจนที่จำเป็นต้องใช้ยาเมืองนอก เช่น โรคติดเชื้อเอชไอวี-เอดส์ โรคหัวใจ โรคมะเร็งก็อยู่ห่างไกลไปเรื่อย ๆ และโอกาสที่คนไทยจะพัฒนายามาใช้กันเอง ไม่ต้องพึ่งพาจากต่างชาติก็แทบเป็นเรื่องยากมากขึ้นเรื่อย ๆ อันเป็นการผูกขาดจากชาวต่างชาติที่มีสิทธิบัตรยาภายในประเทศ
ปัจจุบันประเทศไทยได้ประการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา ซึ่งถูกวิพากวิจารณ์จากต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศเจ้าของสิทธิบัตรยาอย่างสหรัฐอเมริกา เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการนำเข้ายาจากต่างประเทศและแก้ปัญหายาราคาแพงรวมถึงการเข้าไม่ถึงยาของผู้บริโภค






















บทที่ 5
บทสรุปและข้อเสนอแนะ

1.บทสรุป

ผลิตภัณฑ์เรื่องของยา ถือว่าเป็นสิ้นค้าที่อยู่ในปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตที่มีความจำเป็นมากไม่น้อยกว่าปัจจัยในส่วนที่เหลือเลยแต่อย่างใด ทุกปัจจัยล้วนแล้วแต่สำคัญดังนั้นในการคุ้มครองสิทธิในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาในเรื่องของผู้ประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์นั้นเพื่อเป็นกำลังใจในการประดิษฐ์ของผู้ประดิษฐ์นั้นและเป็นการต่อยอดเพื่อการพัฒนาต่อนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติที่จะต้องมีการคุ้มครองสิทธินั้นตามหลักการเรื่องทรัพย์ของผู้ใดผู้นั้นก็มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้น ที่จะใช้หรืออนุญาตให้ใครใช้ทรัพย์ของตนเองได้ ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 โดย พระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 3)พ.ศ.2542 “เพื่อให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโดยที่การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้นักประดิษฐ์ได้รับผลตอบแทนอันจะทำให้นักประดิษฐ์มีกำลังใจที่จะประดิษฐ์คิดค้นเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อไป” แต่อย่างไรก็ตามการใช้กฎหมายก็เพื่อประโยชน์สูงสุดกับส่วนรวม เพื่อความสงบเรียบร้อยสร้างความยุติธรรมให้กับสังคมเป็นการนำกฎหมาปรับใช้กับสังคมให้เกิดความสมดุลในสังคม
แต่อย่างไรก็ตามในการให้ความคุ้มครองเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในเรื่องสิทธิบัตรยานั้น เรื่องของยาเป็นเรื่องที่ที่มีความจำเป็นต่อมวลมนุษย์เป็นอย่างมากมิอาจจะถือเป็นเรื่องของการเลือกปฎิบัติได้ หรือให้อยู่ภายใต้บังคับของเงื่อนไขของเรื่องสัญชาติ ลัทธิ เผ่าพันธุ์ สีผิว ศาสนาหรือเศรษฐกิจแต่อย่างไร เป็นเรื่องของการช่วยเหลือชีวิตของมวลมนุษย์ด้วยกันมิใช่เป็นเรื่องของการผูกขาดของผู้ทรงสิทธิเจ้าของกรรมสิทธิ์ในตัวยานั้น ๆ ดังใน ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่อง สิทธิมนุษยชน และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 เป็นเรื่องของมนุษยชนช่วยเหลือกันมิใช่เป็นเรื่องของการค้ากำไรทางธุรกิจจนเกินไป
เมื่อการใช้พระราชบัญญัติพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2542อันเกิดจากแรงกดดันจากประเทศที่พัฒนาแล้วส่งผละกับประเทศทีกำลังพัฒนาซึ่งต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายนั้น ย่อมก่อให้เกิดความอยุติธรรมขึ้น เพราะกฎหมายที่ประเทศใดออกมาก็มีผลใช้บังคับกับประเทศนั้น เนื่องจากฏหมายเป็นความที่ช่วยสร้างความสงบเรียบร้อยให้กับสังคมและการจัดสรรสังคมให้เกิดระบบระเบียบขึ้น

2.อภิปราย

ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 โดย พระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 3)พ.ศ.2542 จัดการออกกฎหมายภายใต้ความตกลงเรื่องความตกระหว่างประเทศและสืบเนื่องจากเรื่องของการทำการเจรจาเขตการค้าเสรี ไทย-สหรัฐ การเจรจาแบบทวิภาคีที่เกิดขึ้นนั้นส่งผละกระทบให้ประเทศนั้นต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่และความจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของมวลมนุษย์ในสังคมอันเป็นผู้อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย
เมื่อมีกฎหมายบัญญัติตราออกมาเพื่อควบคุมบังคับใช้ให้สังคมสงบเรียบร้อย สาระสำคัญก็คือการที่มนุษย์จะต้องเคารพกฎหมายโดยถือว่ากฎมายเป็นกฎเกณฑ์สูงสุดในการบังคับใช้ในส่วนร่วมกันเพื่อสันติสุขในสังคม เนื้อหาสาระในกฎหมายจะเป็นลักษณะที่มองถึงประโยชน์สาธารณะส่วนใหญ่ สำหรับการเปลี่ยนแลงทางสังคมเศรษฐกิจ ที่มีการเปลี่ยนแปลงไป
กฎหมายที่จะมีผลใช้เป็นกฎหมายสูงสุดได้นั้นต้องเป็นกฎหมายที่ดีที่สุด เป็นคุณมากที่สุด เป็นธรรมมากที่สุด มองถึงประโยชน์สาธารณเป็นส่วนใหญ่ ถือประโยชน์ของส่วนรวมมาก่นประโยชน์ส่วนตัน แต่ในทางกลับกันหากกฎหมายที่ออกมาโดย ความบกพร่องหรือความไม่ดีของกฎหมาย เนื่องจากผู้ออกกฎหมายบำเพ็ญตนอยู่เหนือกฎหมายเสียเอง ไม่มีการอธิบายเหตุผลหรือประโยชน์ของกฎหมายให้คนทั่วไปเข้าใจ
กฎหมายนั้นมิได้ออกมาเพื่อประโยชน์ของประชาชน หรือออกมาโดยมิได้รับความยินยอมเห็นชอบของประชาชน กฎหมายในลักษณะนี้ ประชาชนอาจไม่นับถือปฎิบัติตามเพราะเห็นว่าไม่ใช่กฎหมายแต่เป็นตัวกดหัว เป็นลักษณะของการดื้อแพ่ง


3.ข้อเสนอแนะ

ตานแนวทางแล้วการที่จะออกกฎหมายมาใช้เพื่อมีผลบังคับกับประเทศใด สังคมใด บุคคลใด จำต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมของสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ในการดำรงชีวิตของสังคมนั้นเพื่อสร้างกฎเกณฑ์ที่สอดคล้องกับการดำรงของสังคมนั้นๆ อันเป็นการปรับกฎหมายให้เข้ากับผู้อยู่ภายใต้บังคับกับกฎหมายเพราะหากปรับผู้ที่อยู่ภายใต้กฎหมายให้เข้ากับกฎหมายย่อมก่อให้เกิดปัญหาย่อมเกิดความวุ่ยวายในสังคม
ดังนั้นในการออกกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเรื่องของกรรมสิทธิในสิทธิบัตรควรจะมีมาตรการเฉพาะเรื่องๆ อย่างเช่นเรื่องของสิทธิบัตรยาที่ควรจำต้องมองถึงสภาพปัญหาในการออกกฎหมายมาบังคับใช้เพื่อประโยชน์สาธารณเป็นส่วนร่วมของชนในชาติก่อน อันเป็นเรื่องของชีวิตที่ขึ้นอยู่กับความตายเป็นที่ตั้ง ไม่ควรจะเอาเรื่องของผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจที่มุ่งแต่ค้ากำไรหรือการยอมรับจากต่างประเทศโดยกลับหลงลืมในเรื่องของปัญหาของประชาชนในชาติที่ยังคงเผชิญอยู่กับปัญหา
ในการใช้ พระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 3)พ.ศ.2542 นั้น มาตรา 5 ถึง มาตรา8 นั้นควรจะขยายไปถึงยาที่ที่มีความจำเป็น เช่น โรคเอดส์ หากมีการคิดค้นได้ยาที่ใช้รักษาได้ เพราะในปัจจุบันประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเรื่องโรคเอดส์เป็นอันมาก เพราะผู้ทรงสิทธิบัตรยาคนแรกที่ประดิษฐ์ได้สิทธิผูกขาดไป จึงก่อให้เกิดปัญหาผู้บริโภคเข้าไม่ถึงยาและยาราคาแพง ดังนั้นควรจะมีการควบคมเรื่องของราคาและการวิจัยผลิตตัวยาเพื่อทดแทนตัวยาที่ราคา


















บรรณานุกรม

ธีระพล อรุณะกสิกร และคณะ.2550.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.กรุงเทพมหานคร:วิญญูชน
รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ตัณศิริ และ อาจารย์ ดร.สถาพร สระมาลีย์.เอกสารประกอบคำบรรยาย LA 701 วิชานิติปรัชญา.มหาวิทยาลัยรามคำแหง
จรัญ โฆษณานันท์.2537.นิติปรัชญา การศึกษาตามแนวทฤษฎี Legal Positivism.กรุงเทพมหานคร.มหาวิทยาลัยรามคำแหง
จรัญ โฆษณานันท์.2537.ปรัชญากฎหมายไทย Thai Legal Philosophy LA 201(s).กรุงเทพมหานคร.มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน.2515.ประวัติศาสตร์กฎหมายต่างประทศ(สากล).พระนคร.ไทยวัฒนาพานิช จำกัด
ดร.รองพล เจริญพันธ์.2541.LA 254นิติปรัชญา การศึกษาตามแนวทฤษฎี Legal Positivism.
ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์.2531.นิติปรัชญา การศึกษาตามแนวทฤษฎี Legal Positivism.กรุงเทพมหานคร.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อาจารย์ไกรศรี นิมมานเมนินท์.2526.โครการตำรามหาวิทยาลัย.เชียงใหม่.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
นางสาวนิติยา นิยมไร 2545.มาตรการป้องกันผลกระทบต่อสิทธิบัตรยา.วิทยานิพนธ์นิติศาสตร์มหาบัณฑิต,มหาวิทยาลัยรามคำแหง
นายสมพร พิมสาร.2548.รายงานความอยุติรรมในสังคมไทยฯ.รายงานมหาบัณฑิต,มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ธีระพล อรุณะกสิกร และคณะ.2543.พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2541.กรุงเทพมหานคร:วิญญูชน
ผลกระทบจากการเจรจาเขตการค้าเสรี ไทย-สหรัฐ, (Online)http://www.ftawatch.org/autopage1/show_page.php?t=6&s_id=3&d_id=3
ความยากจน, (Online)http://www.tdri.or.th/poverty/report1.htm
พระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ ๓)พ.ศ. ๒๕๔๒, (Online)http://www.krisdika.go.th/lawChar.jsp?head=3&item=3&process=showTitleOfLaw&id=2&group=ส&lawCode=ส38&linkID=headLaw














อท

1 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

LuckyClub: Casino site | Play with $50 or more | LuckyClub
Lucky Club offers a wide variety of slots, luckyclub.live video poker, blackjack and other table games for free, including video poker, roulette, blackjack and