วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ความไม่เป็นธรรมเรื่องการซื้อขาย

การซื้อขายที่มิได้ทำตามแบบตามที่กฎหมายกำหนด
อาทิตยา ธีราทิตยกุล
บทที่ 1
บทนำ

1. ความสำคัญของเรื่อง
ในโลกปัจจุบันนี้มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี การติดต่อสื่อสารกันทำได้รวดเร็วมมากขึ้นและมิใช้เรื่องยากเหมือนเช่นอดีตที่การไปมาหาสู่กันจะทำได้ยากลำบากรวมถึงใช้เวลามากในการเดินทางระยะไกล อันเนื่องจากปัจจัยที่อาจจะถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่ห้าสำหรับมนุษย์ในโลกปัจจุบัน ต่อจาก อาหาร ที่เป็นส่วนในการบำรุ่งหล่อเลี้ยงร่างกาย เครื่องนุ่งห่มที่ใช้เป็นเครื่องปกปิดร่างกายจากการเผชิญกับสิ่งแวดล้อม ที่อยู่อาศัย สำหรับเป็นที่พักผ่อนหลับนอนจากการดำรงชีวิต และเมื่อมนุษย์มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งตามธรรมชาติของมนุษย์แล้วย่อมรักตัวกลัวตายจึงจำเป็นต้องมียาเป็นปัจจัยที่สี่ นอกจากนี้ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ปัจจัยที่ห้าในปัจจุบันนั้นก็คือรถยนต์ที่นับได้ว่ามีความจำเป็นอย่างมากกับสังคมปัจจุบันนี้ ที่สังคมมีการเปลี่ยนแปลงเร่งด่วนอยู่ตลอดเวลาเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่ไม่มีความเพียงพอในการดำรงชีวิตอย่างเพียงพอในการเป็นอยู่
มนุษย์ทุกคนมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไปจึงมีการประกอบอาชีพที่แตกตางกันออกไปทั้งหน่วยงานของ รัฐวิสาหกิจ ภาครัฐ ในความสามารถที่แตกต่างกันนี้มนุษย์จึงไม่สามารถผลิตรถยนต์เองได้ดังนั้นในการได้มาซึ่งรถยนต์เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน จึงมีการแลกเปลี่ยนซื้อขาย ในที่นี้จะขอกลาวในเรื่องของการซื้อขายรถยนต์ ใน การซื้อขายรถยนต์ ก็จะมีกรณีพิพาทแตกต่างกันออกไป หลากหลายปัญหาของความคิดและความเข้าใจของมนุษย์และมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่จะต้องอยู่ร่วมกันดังนั้นจึงต้องมีการเจรจาและปรับความเข้าใจซึ่งกันและกัน
ในกรณีศึกษาปัญหาการที่ผู้ขายได้เสนอขายรถยนต์ให้กับผู้ซื้อ และผู้ซื้อได้ตกลงซื้อรถยนต์ของผู้ขายในราคา 1 แสนบาท ตกลงชำระเงินสด 5หมื่นบาทในวันตกลงทำสัญญาซื้อขาย และได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปทดลองใช้ก่อนจะ สำหรับส่วนที่เหลืออีก 5 หมื่นบาทจะชำระภายในในอีก 3 เดือนข้างหน้าพร้อมกับจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียน แต่การซื้อขายรถยนต์ดังกล่าวมิได้ทำเป็นหนังสือ และจดทะเป็นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งใยระหว่างที่ผู้ซื้อได้นำรถยนต์ไปทดลองใช้ปรากฎว่ารถยนต์กลับเกิดความเสียหายจากเครื่องยนต์ผู้ซื้อจึงต้องทำการซ่อมแซมรถยนต์คันดังกล่าวโดยที่เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถยนต์เป็นจำนวน 3 หมื่นบาท ดังนั้นต่อมาเมื่อครบสามเดือนตามที่ได้ตกลงกันไว้ ผู้ขายได้ทวงถามเรียกให้ผู้ซื้อชำระเงินในส่วนที่เหลือทั้งหมด 5 หมื่นบาท แต่ว่า ผู้ซื้อประสงค์จะชำระเงินในส่วนที่เหลือเพียง 2 หมื่นบาทเพราะว่าว่าตนได้ทำการซ่อมแซมรถยนต์ไปแล้ว 3 หมื่นบาท ดังนั้นตนก็มีหน้าที่ชำระเพียงส่วนที่เหลือจากการซ่อมแซมแล้วเท่านั้น
สำหรับกรณีตามปัญหาเช่นนี้นั้นจะมีทางในการแก้ไขเยียวยาสำหรับผู้ซื้อและผู้ขายอย่างไร ถ้าหากผู้ขายต้องการรถยนต์คืนจากผู้ซื้อเพราะผู้ซื้อเห็นว่าผู้ซื้อไม่นำเงินส่วนที่เหลือจำนวน 5 หมื่นบาทมาชำระให้กับผู้ขายตามที่ได้ตกลงกันไว้ว่าผู้ซื้อว่าจะชำระภายใน 3 เดือน อีกทั้งสถานะทางทะเบียนก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างไรผู้ขายยังมีสถานะทางทะเบียนว่าเป็นเจ้าของรถยนต์ตามกฎหมายอยู่
สำหรับกรณีที่ ผู้ซื้อต้องการรถยนต์เอาไว้ใช้เองอันเนื่องมาจากว่าตนได้ชำระเงินไปแล้วจำนวน 5 หมื่นบาท ในจำนวนเต็ม 1 แสนบาท นอกจากนี้ผู้ซื้อยังได้ทำการซ่อมแซมรถยนต์คันดังกล่าวอย่างใหญ่อีกจำนวน 3 หมื่นบาท ดังนั้นผู้ซื้อได้เสียค่าใช้จ่ายสำหรับรถยนต์ไปแล้วจำนวน 8 หมื่นบาท จึงประสงค์จะเก็บรถยนต์ไว้ใช้เอง

2. วัตถุประสงค์ของการศึกษา
รายงานฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาดังนี้
1. เพื่อให้ทราบถึงระบบกฎหมายที่สำคัญของโลก และกฎหมายที่มีอิทธิพลต่อการจัดทำประมลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ของไทย
2. เพื่อให้ทราบถึงวิวัฒนาการ และแนวคิด และหลักเกณฑ์ของกฎหมายแพ่งพาณิชย์เกี่ยวกับเรื่องสัญญา ละเมิด การจัดการงานนอกสั่ง และค่าสินไหมทดแทน
3. เพื่อให้ทราบถึงปัญหาที่ไม่เป็นธรรมของการบังคับใช้หลักกฎหมายเรื่องสัญญาต่อประชาชนในที่นี้จะศึกษาเฉพาะผลของสัญญาซื้อขายด้วยวาจาและมีการชำระหนี้บ้างส่วนและสิทธิของผู้ซื้อและผู้ขาย ในกรณีที่ผู้ขายต้องการเรียกคืนซึ่งทรัพย์ ส่วนผู้ซื้อในการยึดถือทรัพย์สามารถทำได้เช่นใด เพื่อที่จะศึกษาและหาวิธีการที่จะแก้ไขปัญหาในการที่จะให้ผู้บริโภคได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ในเรื่องของความผูกพันหรือความรับผิดต่อผู้ซื้อและผู้ขายที่เป็นธรรมมากที่สุด


3. วิธีการศึกษา
การทำรายงานฉบับนี้ได้ศึกษาวิจัยในรูปแบบของการวิจัยเอกสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการค้นคว้าจาก ตำรา หนังสือ และทางอินเตอร์เน็ทโดยศึกษาจากเว็บไซต์ ที่เกี่ยวข้อง โดยนำมาวิเคราะห์เพื่อให้ทราบถึงปัญหาของการที่ประชาชนผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจถึงกฎหมายแพ่งพาณิชย์เรื่องสัญญา ในกรณีที่ตกลงทำสัญญาซื้อขายกันด้วยวาจา มิได้ทำเป็นหนังสือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และมีการชำระหนี้บางส่วนแล้ว และมีการส่งมอบรถยนต์แล้ว ตกลงชำระเงิน กรณีตามปัญหาการที่ผู้ขายได้เสนอขายรถยนต์ยี่ฮ้อฮอนดา ให้กับผู้ซื้อในราคา 1 แสนบาท โดยที่ผู้ซื้อได้ตกลงซื้อรถในราคา 1 แสนบาท แต่ผู้ซื้อได้ชำระราคารถยนต์ก่อนเพียง 5 หมื่นบาทพร้อมกับนำรถไปทดลองใช้ก่อนโดยที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน กรรมสิทธิ์ยังคงเป็นของผู้ขายอยู่ ต่อมาเมื่อผู้ซื้อได้นำรถไปทดลองใช้แล้วปรากฎว่ารถยนต์คันดังกล่าวนั้น ชำรุดบกพร่องต้องทำการซ้อมแซมอย่างใหญ่ หมดค่าใช้จ่ายไปประมาณ 3 หมื่นบาท นอกจากนี้ผู้ขายได้มายึดรถคืนเนื่องจากผู้ซื้อไม่ยอมชำระราคารถยนต์ในส่วนที่เหลืออีก 5 หมืน โดยไม่มีการลดราคาที่ผู้ขายได้ทำการซ้อมแซมไป
เนื่องด้วยแหล่งข้อมูลการค้นคว้าที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงทำให้รายงานฉบับนี้ยังไม่สมบูรณ์ และมีข้อบกพร่องอยู่ ทางผู้จัดทำรายงานได้พยายามที่จะใช้ข้อจำกัดดังกล่าวเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่รายงานฉบับนี้อย่างมากที่สุด

4. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
เรื่องปัญหาการซื้อขายรถยนต์ซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์ที่ มีราคาเกิน2 หมื่นบาท โดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้มีการชำระเงินไปแล้วจำนวนส่วนหนึ่งและผู้ขายได้ส่งมอบรถยนต์ให้แล้วเพียงแต่ยังไม่ได้มีการโอนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนมาเป็นของผู้ซื้อเพราะตกลงจะโอนกันเมื่อมีการชำระส่วนที่เหลือจำนวน 5 หมื่นบาท ระหว่างสามเดือนผู้ซื้อได้ทำการซ่อมแซมรถยนต์ไป จำนวน 3 หมื่นบาท ดังนั้นเมื่อครบระยะเวลาที่กำหนดผู้ขายจึงเรียกให้ผู้ซื้อชำระเงินในส่วนที่เหลืออีกจำนวน 5 หมื่นบาท แต่ผู้ซื้อประสงค์จะชำระเพียง 2 หมื่นบาท จึงเกิดกรณีพิพาทว่าผู้ซื้อสามารถยึดหน่วงทรัพย์อยู่ต่อไปได้หรือไม่ อย่างไร และในทางตรงกันข้ามผู้ขายมีสิทธิเรียกคืนซึ่งรถยนต์คันดังกลาวจากการครอบครองของผู้ซื้อได้หรือไม่ เป็นปัญหาก่อให้เกิดความสับสนในการใช้กฎหมายปรับแก่กรณีปัญหาได้ สำหรับปัญหาการเยียวยาของซื้อและผู้ขายในกรณีพิพาทที่เกิดขึ้นในสัญญาอย่างไรเพียงไร สุดท้ายเพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถเจรจาตกลงกันโดยได้รับความเป็นธรรมจากการซื้อขายมากที่สุด






บทที่ 2
ระบบกฎหมายสำคัญๆของโลก และกฎหมายระบบต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการจัดทำประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ และวิวัฒนาการ แนวคิด ทฤษฎีของสัญญา

ปรัชญากฎหมายเอกชน และ ปรัชญากฎหมายแพ่งสากล
ปรัชญญากฎหมายเอกชน คือ เมื่อไม่มีกฎหมายห้ามย่อมทำได้ สำหรับอีกปรัชญญาหนึ่งนั้นเป็นปรัชญากฎหมายแพ่งสากล ไม่ขัดต่อกฎหมายความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีของประชาชน หลักนี้ปรากฏอยู่ในคำประกาศสิทธิมนุษยชน และพลเมืองฝรั่งเศล มาตรา ๕ “กฎหมายมีสิทธิห้ามการกระทำก็แต่เฉพาะที่เป็นการกระทำให้สังคมเดือดร้อน สิ่งที่กฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ย่อมทำได้และบุคคลไม่อาจถูกบังคับให้กระทำในสิ่งที่กฎหมายไม่ได้สั่งให้ กระทำ” ดังนั้นหลักกฎหมายเอกชน ปัเจกชนก่อนิติสัมพันธ์กันอย่างไรก็ได้ เว้นแต่จะขัดกับกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ได้

1.ระบบกฎหมายที่สำคัญของโลก[1] จากการเปรียบเทียบกฎหมายของต่างประเทศต่างๆในโลก ได้มีการจัดแบ่งกฎหมายของประเทศต่าง ๆ ออกเป็น 4 กลุ่มโดยถืออาลักษณะต่าง ๆ ที่คล้ายคลึงกับของกฎหมายที่ใช้อยู่ในแต่ละประเทศเป็นหลักเกณฑ์ในการจัดแบ่งออกเป็นกลุ่มกฎหมาย
1.1.กลุ่มคอมมอนลอว์ (Common Law) เป็นกฎหมายที่ถือเอาตามคำพิพากษาของศาลเป็นที่มาของกฎหมายเมื่อคดีเกิดขึ้นและศาลได้วินิจฉัยไปแล้ว คำพิพากษาของศาลยอมถือเป็นบรรทัดฐานที่ผู้พิพากษาซึ่งทำการพิพากษาในคดีหลัง ๆ ที่มีลักษณะเรื่องราวเดียวกัน ดังนั้นจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เคสลอว์ (Case Law) หรือกฎหมาที่มาจากคำพิพากษาของศาล ประเทศที่ใช้กฎหมายคอมมอนลอว์ มีประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศที่สังกัดอยู่ในเครือจักรภพอังกฤษ หรือเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
1.2.กลุ่มซีวิวลอว์ (Civil Law) หรือเป็นที่รู้จักกันในนามของกฎหมายโรมัน กฎหมายที่สังกัดอยู่ในกลุ่มซีวิลว์ลอว์ถือว่ากฎหมายบัญญัติในลักษณะของตัวอักษร ในการพิจารณาพิพากษาจะยึกหลักตัวบทกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นหลัก หรือเป็นที่รู้จักกันในในชื่อว่ากฎหมายประมวลกฎหมาย(Code Law) ประเทศที่ใช้ประมวลกฎหมายหรือกฎหมายลายลักษณะอักษร(Written Law) ประเทศที่ใช้กฎหมายซีวิลลอว์ได้แก่ ประเทศที่ใช้กฎหมายต่าง ๆ เชน เยอรมันตะวันตก ฝรั่งเศล ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี สเปน เป็นต้น ประเทศไทยใช้ระบบซีวิลลอว์ในปัจจุบัน แต่ในอดีตประเทศไทยใช้กฎหมายตามคัมภีร์พระธรรมศาลตร์ของมนูสาราจารย์เป็นกฎหมายของชาวฮินดูประเทศอินเดีย
1.3.กลุ่มโซเซียลลิสต์ ลอว์ (Socialist Law) หรือกลุ่ม กฎหมายสังคมนิยม กลุ่มกฎหมายนี้จะให้ความสำคัญแก่รัฐบาลมากกว่าเสรีภาพของบุคคล บุคคลมีหน้าที่ต้องรับใช้รัฐที่สำคัญที่สุดคือ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต่าง ๆ เป็นเครื่องมือในการผลิต เช่น ที่ดิน โรงงาน จะต้องเป็นของรัฐ ประเทศที่ใช้กฎหมายสังคมนิยม ได้แก่ ประเทศสหภาพโซเวียต ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศที่อยู่ในเครือของโซเวียต
1.4.กลุ่มกฎหมายศาสนาและปรัชญา (Religious) หรือ (Traditional Law ) เป็นกลุ่มที่แตกต่างจากสามกลุ่มแรก กลุ่มกฎหมายศาสนานี้ได้แก่ กฎหมายอิสลามและฮินดู


2.กฎหมายระบบต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการจัดทำประมวลกฎหมาย แพ่งพาณิชย์[2]
ประวัติและวิวัฒนาการของกฎหมายต่าง ที่มิอิทธิพลต่อกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทย นับตั้งแต่กฎหมายของชาวบาบิโลน (Babylonian Law) และกฎหมายของชาวโรมัน (Roman Law) และต่อมาเมื่อมีการจัดระบบกฎหมายออกเป็นประเทศที่ใช้กฎหมายลายลักษณะอักษรและประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมาย กฎหมายของประเทศประเทศที่เป็นที่ยึดถือในระหว่างประเทศที่ใช้ประมวลกฎหมายได้แก่ ประเทศฝรั่งเศล เยอรมัน สวิส จจีน และญี่ปุ่น
1.กฎหมายของชาวบาบิโลน(Babylonian Law) และ กฎหมายโรมัน (Roman Law)
ชาวบาบิโลนเป็นชนชาติที่ตั้งอยู่ในดินแดนระหว่างแม่น้ำไทกริส (Tigris) และแม้น้ำยูเฟรตรีส(Euphrates) หรือเมโสโปเตเมีย (Mesopotanmia) ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของประเทศอีรัก ในขณะที่ชาวบาบิโลนครอบครองดินแดน กษัตริย์ของชาวบาบิโลนองค์หนึ่งได้แก่พระเจ้าฮัมมูราบี (King Hammurabi) ได้จัดทำประมวลขึ้นเรียกว่าประมวลอัมมูราบี (The Code of Hammurabi) ราวค.ศ. 1902ก่อรคริสต์ศักราช ได้รับการยกย่องว่าเป็นประมวลที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดในยุคนั้น
ในสมัยแรกเริ่มของกรุงโรม ชาวโรมันใช้จารีตประเพณีเรื่อยมา จนเริ่มบัญญัติเป็นกฎหมาย
กฎหมายสิบสองโต๊ะ (The Twelve Tables) ในปี 451 ก่อนคริสต์ศักราช
กฎหมายสิบสองโต๊ะ
เป็นกฎหมายที่รวบรวมในรูปของประมวลกฎหมาย(Code) และกล่าวว่าเป็นจุดเริ่มต้นของกฎหมายโรมัน ทำให้ประมวลกฎหมายลายลักษณะอักษรเริ่มมีคุณค่าและบทบาทเหนือกว่าจารีตประเพณี เหตุที่มีการจัดทำประมวลกฎหมายสิบสองโต๊ะเนื่องจาการจัดทำกฎหมายและการใช้กฎหมายอยู่เฉพาะพวกชนชั้นสูงที่เรียกว่า พวก Patrician ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย ดังนั้นการรับรู้ก็อยู่เพียงชนกลุ่มน้อยเท่านั้น แต่ชนชั้นกลางหรือพวก Plebeians ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ไม่อาจได้ล่วงรู้ถึงบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงเรียกร้องให้มีการจัดกฎหมายใหม่ให้มีลักษณะที่แน่นอน มีหลักฐานเพื่อสามารถเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปปฎิบัติตาม
ประมวลกฎหมายจัสติเนียน(The Juntinian Code)
ต่อมาเมื่อกรุงโรมถูกรุกรานโดยชาวโกลและถูกเผ่าทำลายเมื่อปี 390 ก่อนคริสต์ศักราช กฎหมายสิบสองโต๊ะได้ถูกทำลายลงไปด้วย หลังจากนั้นในยุคต่อมาได้มีการจัดทำกฎหมายขึ้นอีกหลายฉบับ จนกระทั่ง ค.ศ.528-529 ได้มีการจัดทำกฎหมายขึ้นซึ่งถูกถือว่าเป็นกฎหมายที่มีความหมายที่มีความสำคัญและเป็นแบบอย่างแก่กฎหมายของยุโรปในสมัยต่อมา กฎหมายนี้คือประมวลกฎหมายนี้คือประมวลกฎหมายที่จัดทำโดย Emperor Justinian


อิทธิพลของกฎหมายโรมมันในยุโรป
การยอมรับกฎหมายโรมันไปใช้เป็นไปในลักษณะที่แตกต่างกัน ยุปโรปใต้ได้แก่ อิตาลี สเปน และภาคใต้ของฝรั่งเศส รับเอาไปใช้อย่างไม่มีปัญหา เพราะมีกฎหมายลายลักษณะอักษรอยู่ก่อนแล้ว แต่ในยุโรปเหนือได้แก่เยอรมันและเนเธอร์แลนด์ยอมรับกฎหมายโรมันอย่างช้า ๆ เพราะต่างมีกฎหมายจารีตประเพณีอยู่แล้ว แต่ในที่สุดก็รับอิทธิพลของกฎหมายโรมันไปใช้ในตอนปลายคริส์ศตวรรษที่ 15 และยอมรับอย่างสมบูรณ์เมื่อคริส์ตวรรษที่ 16 เช่นเดียวกับภาคเหนือฝรั่งเศส
ต่อมาประเทศต่าง ๆ ได้จัดทำประมวลกฎหมายประจำชาติ ได้รับอิทธิพลของกฎหมายเป็นหลัก สำหรับประเทศเยอรมันนี แม้จะได้รับอิทธิพลจากประมวลกฎหมายโปเลียนมาก แต่เนื่องจากอิทธิพลของ ซาวินญี่ (1779-1861) นักนิติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของประเทศเยอรมันจึงไม่เอาของประเทศโปเลียนมาใช้ ในที่สุดได้จัดทำประมวลกฎหมายเยอรมันขึ้นใน ค.ศ.1900 และประมวลกฎหมายเยอรมันได้เป็นต้นแบบของประมวลกฎหมายของญี่ปุ่นและบาซิล และมีอิทธิพลต่อกฎหมายสวิสด้วย
แต่อิทธิพลของกฎหมายโรมันก็ไม่สามารถขยายตัวเข้าไปในอังกฤษและไอร์แลนได้มาก แม้ว่ากฎหมายของอังกฤษจะมีกฎหมายโรมันผสมอยู่ก็ตามก็มิอาจทำลายจารีตประเพณีดังเดิมของอังกฤษได้ และในคริสต์ศตวรรษที่ 12 และ 13 อังกฤษได้มีประมวลใช้เป็นของตนเอง คือกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) และได้แพร่อิทธิพลระบบกฎหมายอังกฤษ

2.กลุ่มกฎหมายจารีตประเพณี[3]
กลุ่มกฎหมายจารีตประเพณี หรือ Common Law เป็นระบบกฎหมายที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษ ตั้งแต่สมัยที่ถูกพวก Norman เข้ายึดครองใน ค.ศ. 1066 หลังจากนั้นกฎหมายจารีตประเพณีก็ได้มีอิทธิพลเข้าไปในประเทศอังกฤษเป็นภาษาประจำชาติ Common Law มีรากฐานมาจากจารีตประเพณีที่เกิดในอังกฤษและไมจัดทำในรูปกฎหมายลายลักษณะอักษร กฎหมาย Common Law มีพัฒนาการตามลำดับ กล่าวคือได้มีการก่อตัวของหลักกฎหมายคือหลักEquiy เพื่อแก้ไขความไม่เป็นธรรมและความไม่เสมอภาคของหลัก Common Law และได้มีการประนีประนอมยอมความกัน ค.ศ.ที่ 18 ได้ยอมรับหลักดังกล่าวและได้รวบรวมกฎหมายพาณิชย์เข้ากับ Common Law ค.ศ.ที่ 19 ได้มีการปฎิรูปกฎหมายใหม่ทดแทนโดยยกเลิกกฎหมายเก่า
ต่อมาในค.ศ.ที่ 20 ผลสืบเนื่องของการปฎิรูปกฎหมายใน ค.ศ.ที่ 19 ยังคงดำเนินต่อมา โดยเฉพาะในค.ศ.ที่ 20 นี้มีความเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากระบบเสรีนิยมมาเป็นสังคมนิยมมากขึ้นต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขตามไปด้วย เริ่มในค.ศ.ที่ 1914 และการเปลี่ยนแลงครั้งนี้ทำให้กฎหมายอังกฤษกับกฎหมายภาคพื้นยุโรปมีความโน้มเอียงเข้าหากัน เพราะ ประเทศเหล่านี้มีวัฒนธรรมที่เหมือนกันหลายอย่าง

3.การจัดทำประมวลกฎหมายของประเทศอินโดจีน
ประเทศอินโดจีนทกประเทศ ยกเว้นพม่า ได้มีการจัดทำประมวลกฎหมายตามแบบอย่างประมวลยุโรปขึ้นใน ค.ศ.ที่ 20 ประมวลกฎหมายแพ่งซึ่ง
ถึงว่าเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่ง ก็ได้เริ่มจัดทำขึ้นในระยะนี้และประมวลกฎหมายที่มีความสมบูรณ์เหล่านี้เองได้เข้าแทนที่กฎหมายเก่าซึ่งส่วนใหญ่มาจากจารีตประเพณี ประเทศที่ได้มีการจัดทำประมวลกฎหมายตามแบบสมัยใหม่ดังกล่าวได้แก่ ไทย พม่า กัมพูชา ลาว และเวียดนาม
ก.มูลเหตุของการจัดทำประมวลกฎหมายสมัยใหม่ ในยุโรปถ้าจะกล่าวถึงมูลเหตุแห่งการจัดทำประมวลกฎหมายแล้ว มักจะมีสาเหตุสำคัญมาจากความต้องการที่ขจัดการใช้กฎหมายในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป โดยพยายามให้มีการใช้กฎหมายอันหนึ่งอันเดียวกัน และเมื่อมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายนโปเลียนแล้วก็ยิ่งกระตุ่นให้ประเทศยุโรปเร่งทำประมวลกฎหมายตามแบบใหม่เร็วยิ่งขึ้น
ส่วนประเทศในอินโดจีนมีสาเหตุในการจัดทำประมวลกฎหมายแบบใหม่แตกต่างกับของยุโรป กล่าวคือ
1.การจัดทำประมวลกฎหมายขึ้นนี้ไม่ได้เป็นเพราะมีกฎหมายใช้อยู่ แตกต่างกับภายในประเทศ แต่เหมือนกับประเทศยุโรป ทั้ง เพราะประเทศอินโดจีนแต่ละประเทศได้มีการจัดรวบรวมกฎหมายขึ้นเป็นหลักฐาน และเป็นกฎหมายอันหนึ่งอันเดียวกันอยู่
2.สาเหตุที่แท้จริงและรีบด่วนในการจัดทำประมวลกฎหมายแบบใหม่ได้แก่สาเหตุที่ประเทศเหล่านี้เริมมีความสัมพันธ์กับตะวันตก และได้รับความไมเป็นธรรมจากสนธิสัญญาที่ทำไว้กับชาติเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่เป็นธรรมในเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขต จึงทำให้ต้องรีบแก้ไขปัญหานี้โดยการจัดทำประมวลกฎหมายแบบชาติตะวันตกขึ้น รวมทั้งการจัดระเบียบศาลยุติธรรมด้วย
เหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นแก่ประเทศไทย ซึ่งลักษณะเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น
ส่วนประเทศในอินโดจีนที่ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของฝรั่งเศลได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา และลาว แม้ว่าจะไม่จำเป็นในการจัดทำประมวลกฎหมายใหม่ เหมือนประเทศไทยหรือประเทศญี่ปุ่น แต่เนื่องจากได้มีการติดต่อและความสัมพันธ์ทางด้านพาณิชย์และเศรษฐกิจแบบสมัยใหม่กับชาติตะวันตกมากขึ้น ทำให้มีความรู้สึกว่ากฎหมายเดิมบกพร่องและมีช่องโหว่มาก ไม่สามารถนำมาใช้บังคับกับกิจการหรือเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในยุคใหม่ได้อย่างเหมาะสม จึงเห็นประโยชน์ที่จะจัดทำประมวลกฎหมายแบบใหม่ขึ้น
นอกจากนี้ยังได้จัดระเบียบศาลยุติธรรมเสียใหม่ และให้การศึกษากฎหมายแก่ผู้พิพากษา รวมทั้งการให้ผู้พิพากษาได้รับการศึกษากฎหมายจากประเทศในยุโรปด้วย เพื่อจะได้ใช้กฎหมายที่บัญญัติขึ้นใหม่ได้ถูกต้องยิ่งขึ้น
ข.ลักษณะกฎหมายที่จำเป็นในการจัดทำประมวลกฎหมาย ตามที่กล่าวมาแล้วว่าสาเหตุสำคัญในการจัดทำประมวลกฎหมายแบบใหม่ ประการหนึ่งด้วยความจำเป็นที่ต้องมีกฎหมายที่ชาติตะวันตกมาติดต่อค้าขายด้วยสามารถยอมรับ ดังนั้นในเรื่องกฎหมายหนี้ และสัญญารวมทั้งทรัพย์ มีลักษณะคล้ายประเทศตะวันตก เพราะบางประเทศลอกกฎหายตะวันตกมา บางประเทศเอามาเป็นต้นแบบ ส่วนกฎหมายที่ไม่ได้รับความกระทบกระเทือนน้อยที่สุด ได้แก่กฎหมายครอบครัว
ค.การประกาศใช้ประมวลกฎหมายแบบใหม่ ประเทศต่างๆ ในอินโดจีนได้แก่ ไทย กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ได้มีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายแบบใหม่ดังนี้คือ
(1).ประเทศไทย แนวความคิดในการจัดทำประมวลกฎหมายแบบใหม่ได้เริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5 แห่งราชวงค์จักกรี กล่าวคือหลังจากที่เสด็จเถลิงถวัยราชสมบัติแล้ว ได้เสด็จประพาสต่างประเทศคืออินเดีย ในปี พ.ศ.2415 ชวาในปี พ.ศ.2439 และยุโรปในปี พ.ศ. 2440 ซึ่งผลของการเสด็จประพาสต่างประเทศนี้ทำให้ความสัมพันธ์กับต่างชาติ ทั้งชาติตะวันตก และชาติในเอเชียเองเพิ่มมากขึ้น
แต่ในขณะนั้นประเทศไทยตกอยู่ภายใต้สิทธิเสรีภาพนอกอาณาเขตอันเป็นผลมาจากสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมซึ่งทำไว้กับต่างประเทศ ทำให้ชาวต่างชาติแทนที่จะอยู่ภายใต้บังคับศาลไทยกลับไปอยู่ใต้บังคับศาลกงสุล ในระยะแรก การจัดตั้งศาลกงสุลไม่กระทบกระเทือนศาลไทยมากนัก เพราะคดีไปสู่ศาลกงสุลอีกจำนวนไม่น้อย แต่ต่อมาอำนาจของศาลกงสุลได้ขยายออกไปสู่ประเทศที่อยู่ภายใต้บังคับของประเทศมหาอำนาจ เหตุการณ์ดังกล่าวได้นำความยุ่งยากมาสู่การปกครองและด้านการยุติธรรมมาก และจากการเจรจากับต่างประเทศเหล่านั้น ทุกประเทศได้เรียกร้องให้ประเทศไทยจัดการปรับปรุงกฎหมายเสียใหม่ให้มีลักษณะทันสมัย และต่างชาติยอมรับ ประเทศไทยจึงจะได้รับเอกราชตามความต้องการ
ดังนั้น ตั้งแต่ปี พ.ศ.2435 เป็นต้นมาได้มีการปฎิรูประเบียบกาศาลยุติธรรมสมัยใหม่ โดยการจัดตั้งกระทรวงยุติธรรมขึ้น และจัดระเบียบศาลตามแบบชาติตะวันตก นอกจากนั้นยังจ้างนักกฎหมายชาวต่างประเทศได้แก่นักกฎหมายชาวฝรั่งเศล เบลเยียม อังกฤษ และญี่ปุ่น มาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาอีกด้วย
การจัดทำประมวลกฎหมายเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2440 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำประมวลกฎหมายขึ้นคณะหนึ่ง มีพระลูกยาเธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะน้นทรงเป็นประธาน
เริ่มงานโดยการร่างประมวลกฎหมายอาญาขึ้นก่อน ประกาศใช้วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2451 หรือเรียกว่าประมวลกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 ลำดับต่อมาเป็นการร่างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ประกาศใช้ในปี พ.ศ.2451 เป็นการชั่วคราวจนกว่าการจัดทำประมวลกฎหมายจะมีความสมบูรณ์ ในปีพ.ศ.2451 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าให้รางประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 2 ระยะ
· ระยะแรก ตั้งแต่ปี พ.ศ.2451-2459 คณะกรรมการได้จัดทำร่างประมวลกฎหมายตามที่ได้รับมอบหมาย แล้วนำเข้าไปพิจารณา ในคณะกรรมการชำระประมวลกฎหมายพิเศษอีกครั้งหนึ่งซึ่งประชุมเพื่อการนี้ครั้งคราว
· ระยะที่สอง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2459 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้จัดทำเสร็จ และประกาศใช้เป็นบรรพๆ กลางคือ บรรพ 1 ว่าด้วยหลักทั่วไป และบรรพ 2 ว่าด้วยหนี้
ได้ประกาศใช้เป็นครั้งแรกวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2466 ให้มีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2467 เป็นต้นไปและปรับปรุงใหม่ซึ่งประกาศใช่วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2467 ให้มีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2468
บรรพ 4 ว่าด้วยทรัพย์สิน ได้ประกาศใช้เป็นครั้งแรกวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2473 ให้มีผลบังคับใช้วันที่ 1เมษายน พ.ศ.2473 เป็นต้น
บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว และบรรพ 6 ว่าด้วยมรดกได้ประกาศใช้เป็นครั้งแรกวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ.2478 และ วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2478 ตามลำดับ ให้มีผลพร้อมกันโดนเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2478 เป็นต้นไป
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความอาญา ได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน และวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2487 ตามลำดับ โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2487 เป็นต้นไป โดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมีทั้งสิ้น 323 มาตรา และ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีทั้งสิน 267 มาตรา

3.วิวัฒนาการของกรรมสิทธิ์[4]
ก่อน ศตวรรรษที่ 18-19 กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินยังเป็นของกษัตริย์ เอกชนมีเพียงสิทธิครอบครอง และสิทธิใช้สอยเท่านั้น
ศตวรรษที่ 18-19 อิทธิพลของแนวความคิดปัจเจกชนนิยมกับสิทธิเสรีนิยม กรรมสิทธิ์เสรีนิยม กรรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเป็นสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับ สิทธิเสรีภาพอื่น ๆ ไม่ใช่เกิดขึ่นเพราะกฎหมายกำหนดให้เป็นเช่นนั้น กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์“ที่ดินทั้งหมดเป็นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหาได้ทรงเป็นเจ้าของชีวิตตอย่างเดียวไม่ ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินด้วย”(แนวคิดแบบสมบูรณาสิทธิราชย์)พวกปฎิฐานนิยม ร.แลงกาต์ ชาวฝรั่งเศล “ ตามกฎหมายประเพณีโบราณทั่วโลก สิทธิในที่ดินผูกพันอยู่กับผู้ครอง เมื่อเลิกครอบครองก็ย่อมไม่สิทธิอันใดเหลืออยู่อีกต่อไป มนุษย์เพิ่งแยกกรรมสิทธิ์ออกจาการครอบครองได้ในภายหลัง ”
สิทธิในที่ดินของกฎหมายไทย
สุโขทัย “สร้างป่าหมากป่าพลูทั่วเมืองนี้ทุกหนทุกแห่ง ป่าพร้าวก็หลายในเมืองนี้ ป่าลางก็หลายในเมืองนี้ หมากก็หลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้แก่มัน” หลักศิราจารึกพ่อขุนรามคำแหง
ราษฎรมีสิทธิครอบครองในที่ดินที่ก่อสร้างเป็นเรือกสวนไร่นา แต่คงไม่มีอำนาจสิทธิขาดเหนือที่ดินนั้น พ่อขุนหมายถึงพระเจ้าแผ่นดินสยามสามารถเรียกคืนได้เสมอในฐานะรัฐาธิปัตย์
อยุธยา พระอัยการศึกเบ็ดสร็จ บทที่ 52 “ที่ในแว่นแคว้นพระนครศรีอยุธยามหาดิลกนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ เป็นที่แห่งหระเจ้าอยู่หัว หากให้ราษฎร์ทั้งหลายผู้เป็นข้าแผ่นดิน จะได้เป็นที่ราษฎร์มิได้” มาตรา 54 “ถ้าที่นอกเมืองหลวงอันเป็นแว่นแค้วนกรุงศรีอยุธยา*ใช้ที่ไม่ใช่ที่ราษฎร์อย่าให้ซื้อขายแก่กัน” แนวคิดเกี่ยวกับการข้าแทรกแซงของรัฐในการถือครองที่ดิน
สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ก่อน พ.ศ. 2475 ตั้งแต่ รัชกาลที่ 1 มาใช้กฎหมายตราสามดวง สิทธิของประชาชนเรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ยังคงเป็นเหมือนเช่นในสมัยอยุธยา
สมัยรัตนโกสินทร์หลัง พ.ศ.2475 จนถึงเมื่อมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดินเมื่อปี พ.ศ. 2497 คือประชาชนต้อง ได้สิทธิครอบครองอยู่ก่อน และเมื่อทำที่เป็นประโยชน์ขึ้นแล้วก็ขอให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ว่าทำเสร็จแล้วมากน้อยเท่าใด แล้วจึงได้รับโฉนดให้เป็นกรรมสิทธิ์เท่าจำนวนเนื้อที่ซึ่งได้ทำสำเร็จแล้วนั้น และด้วยเหตุมีกฎหมายใหม่บัญญัติชัดเจนแล้ว ข้อใดขัดกับกฎหมายเก่าย่อมถูกยกเลิกไปโดยปริยาย
ศตวรรษที่20 : แนวคิดเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไม่เพียงเป็นสิทธิชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ชนิดหนึ่งด้วยแนวคิดของนักปราชญ์ชาวฝรั่งเศล Leon Duquit ซึ่งปฎิเสธกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินว่าเป็นสิทธิตามธรรมชาติชนิดหนึ่งของมนุษย์แต่เห็นว่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะต้องมีอยู่เนื่องจากหน้าที่ตามสังคมชนิดหนึ่ง (Social Function)
คือเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะใช้สอยเพื่อประโยชน์ของเองเท่านั้นหาได้ไม่ แต่ต้องปฎิบัติตามภาระที่มีอยู่ในสังคมด้วย
ดังนั้น เจ้าของต้องใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น หากไม่มีการใช้ประโยชน์ และเพื่อประโยชน์สาธารณะ รัฐก็อาจแทรกแซงได้
ลักษณะสำคัญของกรรมสิทธิ์[5] เกือบทุกระบบกฎหมายมีลักษณะเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน 3ประการที่สำคัญกล่าวคือ
ประการแรก เป็นสิทธิ์เด็ดขาด absolute เป็นลักษณะที่เป็นอำนาจเด็ดขาด แต่ภายใต้บังคับขอบของกฎหมาย
ประการที่สอง ลักษณะที่ถืออำนาจห่วงกัน Exculusive กรรมสิทธิ์ทำให้เกิดอำนาจหวงกันตัดความเกี่ยวข้องของผู้อื่น เว้นแต่ จะตกอยู่ในบังคับขีดขั้นจำกัดตามข้อจำกัดกฎหมาย หมายความว่า (เสนีย์ P .221) เจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ชอบที่จะใช้ประโยชน์จากทรัพย์ของเขาโดยลำพัง โดยทั่วไปผู้อื่นใดไม่มีอำนาจเข้าเกี่ยวข้องขัดขวางเขาได้และเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะขัดขวางต่อการสอดเข้าเกี่ยวข้องโดยมิชอบด้วยกฎหมายนั้นได้ ถ้าจำเป็นถึงแม้จะเป็นอันตรายผู้ที่สอดเข้าม้เกี่ยวข้องนั้นก็ได้ กฎหมายไม่อาจเอาผิดเอาโทษ
ประการที่สาม ลักษณะถาวร Perpetual กรรมสิทธิ์ต่างกับทรัพยสิทธิอย่างอื่นทั้งหลายที่มีลักษณะถาวร ไม่มีบทบัญญัติไว้ให้สิ้นสุดไปด้วยกาลเวลาหรือโดยเจ้าของมิได้ใช้ ทรัพยสิทธิชนิดที่จำกัดตัดทอนกรรมสิทธิ์นั้นถ้าก่อให้เกิดขึ้นโดยกำหนดเวลาไว้ อย่างมากจะอยู่ได้เพียง 30 ปี หรือมิฉะนั้นก็อยู่ได้เพียงชั่วชีวิตของผู้ทรงสิทธิ์เท่านั้น

4.วิวัฒนาการของสัญญา[6]
จากการศึกษาจากวิวัฒนาการของสัญญา ตั้งแต่โรมันจนถึงปัจจุบัน เริ่มจากในสมัยโรมันสัญญามิได้เกิดจากการตกลงกันตามเจตนาเพราะถูกจำกัดในเรื่องของรูปแบบและสถานะของบุคคลในการทำสัญญา ต่อมาในศตวรรษที่ ๖ สัญญาได้เกิดในรูปของสัญญาตามประเพณี เป็นสัญญาที่มีรูปแบบที่แน่นอน และรูปแบบของทรัพย์สัญญาหรือมีความสัมพันธ์กับทรัพย์สิน สุดท้ายรูปแบบของสัญญาที่เกิดจากการยินยอมซึ่งเป็นสัญญาที่ไม่มีแบบ จากนั้นก็เข้ามาในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๐ รูปแบบของสัญญาได้คลายความเคร่งครัดลง สัญญาจะอยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจและความซื่อสัตย์ของคู่สัญญา ต่อมาในสมัยCanon Law ในยุคนี้ได้นับอิทธิพลของศาสนาลักษณะของสัญญาอยู่บนพื้นฐานหลักของสัญญาจะต้องไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีงาม ดังนั้นวิวัฒนาการของสัญญาในยุคศตวรรษที่ ๑๗ ถึง ๑๙ เป็นต้นมาได้เกิดทฤษฎีว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงเจตนาและหลักความศักดิ์สิทธิแห่งการแสดงเจตนา

5.ทฤษฎีว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงเจตนาและหลักความศักดิ์แห่งการแสดงเจตนา[7]
ทฤษฎีว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงเจตนา และหลักความศักดิ์สิทธิแห่งการแสดงเจตนา กล่าวถึง ข้อความคิดของหลักความศักดิ์สิทธิ์ของเจตนาและหลักเสรีภาพในการทำสัญญาเรื่องบทบาทของเจตนาในทางข้อเท็จจริงซึ่งเจตนาเป็นตัวก่อให้เกิดสัญญา เป็นตัวกำหนดเนื้อหาของสัญญาและเป็นตัวกำหนดผลของสัญญา และเรื่องรากฐานของข้อคิดของรากฐานข้อคิดในหลักความศักดิ์สิทธิ มี ๒ หลักการ คือ หลักปัจเจกชนนิยมและหลักเสรีนิยม เสรีภาพในการทำสัญญา นอกจากนี้ข้อวิจารณ์หลักเสรีภาพในการทำสัญญานั้นกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างการมีเสรีภาพในการทำสัญญากับความยุติธรรม และ ความแตกต่างระหว่างเสรีภาพในการทำสัญญากับผลประโยชน์ส่วนรวมของสังคม
สัญญามาตราฐาน หรือสัญญาสำเร็จรูป[8]
สัญญามาตราฐาน(Standard Contract) หรือสัญญาสำเร็จรูป (Adhesion Contract) มีหลายลักษณะรวมกันอยู่เช่น
1) เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ หรือมีความรู้ทางเทคโนโลยีเหนือกว่าหรือได้เปรียบกว่าซึ่งอาจจะมีลักษณะของการผูกขาดในทางข้อเท็จจริงหรือผูกขาดในทางกฎหมายก็ได้
2) คู่สัญญาฝ่ายที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจเหนือกว่านี้เป็นผู้กำหนดข้อสัญญาไว้ล่วงหน้าที่มีลักษณะเป็นเงื่อนไขทั่วไป สัญญานี้จะทำไว้เป็นจำนวนมาก เพื่อใช้กับบุคคลไม่จำกัดจำนวน และไม่จำกัดความแตกต่างของตัวผู้เข้าทำสัญญา
3) การกำหนดข้อสัญญาต่างๆ นี้เป็นการกระทำฝ่ายเดียว คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งที่เข้ามาภายหลังจะต้องยอมรับข้อสัญญาที่ได้กำหนดไว้แล้วนั้น หรือไม่อาจปฏิเสธไม่ต้องการทำสัญญาด้วย เพราะว่าไม่มีสิทธิที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวได้ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเนื้อหาของสัญญานี้ไม่ได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่ได้เกิดจากการเจรจาต่อรองหรือตกลงกันอย่างแท้จริง



สัญญาในระบบ Common Law[9]
สัญญาเป็นข้อตกลงของบุคคลที่มีจุดมุ่งหมายก่อให้เกิดหนี้และต้องการให้ผูกพันบังคับกันตามข้อตกลงนั้นเป็นข้อตกลงที่เกิดจากความสมัครใจของคู่สัญญาและจะสำเร็จได้ด้วยการกระทำการ งดเว้นการกระทำการ หรือส่งมอบของฝ่ายที่มีหน้าที่ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งถ้าไม่ปฏิบัติตามอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องบังคับให้ปฏิบัติตาม หลักกฎหมายเรื่องสัญญาที่วางหลักไว้ในกฎหมายประมวลกฎหมายแพ่งของทุกประเทศมีพื้นฐานมาจากหลักเจตนาของบุคคลและเสรีภาพในการทำสัญญา
สัญญาในระบบ Common Law จะเกิดขึ้นมีผลสมบูรณ์และใช้บังคับกันได้ตามกฎหมายจะต้องประกอบด้วย
1.ความสามารถในการทำสัญญาของคู่สัญญา
2.ต้องมีความตกลงยินยอมหรือมีคำเสนอและคำสนองตรงกันก่อให้เกิดสัญญาขึ้น
3.คู่สัญญาจะต้องมีเจตนาที่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ตามกฎหมาย
4.ต้องมีการให้สิ่งตอบแทน


หลักนิติกรรมของไทยและเยอรมัน
1. นิติกรรมลอย (Abstract real juristic act)
กล่าวคือเป็นลักษณะที่แยกนิติกรรมทางทรัพย์ออกจากนิติกรรมในทางหนี้ ตามระบบกฎหมายแพ่งเยอรมัน ซึ่งเรียกว่าระบบสองสัญญา นิติกรรมทางทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมัน มาตรา 929 บัญญัติว่า “การโอนกรรมสิทธิ์ในสังหาริมทรัพย์ นอกจากจะต้องมีการส่งมอบหรือมีการกรกะทำที่มีค่าเทียบเท่ากับการส่งมอบแล้ว ผู้โอนและผู้รับโอนยังต้องตกลงให้กรรมสิทธิ์โอนเปลี่ยนมือไปอีกด้วย” การที่นิติกรรมทางทรัพย์แยกออกจากนิติกรรมในทางหนี้ดังกล่าว เมื่อสัญญาในทางหนี้ตกเป็นโมฆะหรือเสียเปล่าไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายอีกต่อไป นิติกรรมทางทรัพย์จึงเกิดขึ้นได้โดยไม่มีมูลเหตุตามกฎหมาย ซึ่งยังทำให้กรรมสิทธิ์โอนเปลี่ยนมือไปได้ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมัน มาตรา 929 ซึ่งคู่สัญญาซึ่งเป็นผู้โอนทรัพย์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมจะติดตามเอาทรัพย์คืนได้ตามหลักกฎหมายเรื่อง ลาภมิควรได้ ในประมวลกฎหมายแพ่ง เยอรมัน มาตรา 812 ซึ่งมีหลักอยู่ว่า “บุคคลใดได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใด จากการที่บุคคลใด บุคคลหนึ่งกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือได้มาโดยปราศจามูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้บุคคลอีกคนหนึ่งเสียเปรียบ ท่านว่าต้องคืนทรัพย์นั้นให้แก่เขา” และหากเมื่อกรรมสิทธิ์โอนไปแล้วตามมาตรา 929 ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ซึ่งต้องคืนทรัพย์ในฐานะลาภมิควรได้ ตกลงโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบทรัพย์นั้นแก่บุคคลที่สาม ย่อมทำให้บุคคลที่สามได้กรรมสิทธิ์ตามหลักกฎหมายแพ่งเยอรมัน จึงถือว่า “ผู้รับโอนมีสิทธิดีกว่าผู้โอน” ความแตกต่างจากกฎหมายของไทย ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นระบบสัญญาเดี่ยว คือ การทำสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นสัญญาในทางหนี้มีผลทำให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโอนไปยังผู้ซื้อทันทีที่ตกลงทำสัญญาซื้อขายกันโดยไม่ต้องไปทำสัญญาอะไรกันอีก และหากสัญญาในทางหนี้ตกเป็นโมฆะ ถือว่ากรรมสิทธิ์ยังไม่ได้โอนไป กรรมสิทธิ์ยังอยู่กับเจ้าของ สามารถที่จะติดตามเอาคืนได้ตามหลักกรรมสิทธิ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 บัญญัติว่า “ ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลที่ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย” หลักกฎหมายไทยและฝรั่งเศส จึงถือว่า “ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน”

สัญญาต้องทำเป็นหนังสือ......(หรือไม่)
โดยฝ่ายกฎหมาย ธนาคาร ไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน ขึ้นชื่อว่า “สัญญา” บุคคลทั่วไปอาจจะเข้าใจว่าจะต้องมีการทำเป็นหนังสือเท่านั้นจึงจะถือว่าเป็นสัญญาที่จะมีผลผูกพันคู่สัญญา แต่จริงๆแล้วถ้าได้ลองนึกย้อนไปถึงตามสภาพความเป็นจริงแล้วจะเห็นได้ว่า ในชีวิตประจำวันของคนเรานั้น วันหนึ่งๆทุกคนอาจจะมีการทำสัญญากันนับครั้งไม่ถ้วน เช่นเริ่มตั้งแต่ออกจากบ้านเพื่อมาที่ทำงานก็อาจจะต้องใช้ระบบขนส่งมวลชน นี่ก็ถือเป็นสัญญาอย่างหนึ่ง พักเที่ยงต้องซื้ออาหารกลางวันทาน นี่ก็เป็นสัญญาอีกอย่างหนึ่ง หรือไปทานข้าวกับเพื่อนแล้วเพื่อนขอยืมเงิน 30 บาท เพื่อจ่ายค่าอาหาร นี่ก็เป็นสัญญาอย่างหนึ่ง หรือตอนเย็นเลิกงานผู้ที่ขับรถมาทำงานอาจจะแวะหาซื้อของก่อนกลับบ้าน ซึ่งหากสถานที่ที่จะไปซื้อของไม่มีที่จอดรถ ก็อาจจะต้องนำรถไปจอดยังสถานที่บริการจอดรถที่เสียค่าบริการ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสัญญาทั้งสิ้น ดังนั้นหากว่าการทำสัญญาจะต้องมีการทำเป็นหนังสือไปเสียทั้งหมดทุกเรื่อง ก่อนที่คนเราจะออกจากบ้านก็คงจะต้องหอบเอาแฟ้มสัญญาออกจากบ้านติดตัวไปด้วยทุกครั้ง และหากวันไหนลืมเอาสัญญามาด้วย อาจถึงต้องอดข้าวหรือต้องวิ่งเที่ยวหยิบยืมสัญญากันให้วุ่นวาย ซึ่งก็คงจะเป็นเรื่องที่ลำบากไม่น้อย ฉะนั้น คำว่า “สัญญา” จึงไม่จำเป็นที่จะต้องทำเป็นหนังสือเสมอไป ก็อาจมีผลผูกพันและบังคับคู่สัญญาได้ตามกฎหมาย เพราะโดยกระบวนการหลักที่ก่อให้เกิดสัญญาตามกฎหมายนั้น สัญญาสามารถเกิดได้เมื่อคำเสนอและคำสนองถูกต้องตรงกัน เว้นแต่ในสัญญาบางประเภทเท่านั้นที่กฎหมายบังคับแบบไว้เป็นการเฉพาะว่าจะต้องทำตามแบบที่กฎหมายบัญญัติ หรือในสัญญาบางประเภทที่กฎหมายบัญญัติว่าจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงจะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ ส่วนสัญญาใดๆที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติแบบไว้เป็นการเฉพาะ หรือมิได้บัญญัติว่าจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ก็อาจไม่จำเป็นที่จะต้องทำเป็นหนังสือ ซึ่งสัญญาที่กฎหมายไม่บังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือก็เช่น สัญญาจ้างทำของ สัญญาจ้างแรงงาน สัญญายืมใช้คงรูป สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง(ยกเว้นการกู้ยืมเงิน ซึ่งจะกล่าวต่อไป )สัญญาฝากทรัพย์ สัญญาซื้อขายที่มีราคาไม่ถึงห้าร้อยบาท การกู้ยืมเงินไม่เกินห้าสิบบาท หรือสัญญานายหน้า เป็นต้น ถึงตรงนี้หลายท่านอาจสงสัยว่าเมื่อสัญญามิได้ทำเป็นหนังสือ หากมีการผิดสัญญาแล้วจะใช้อะไรเป็นหลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดี กรณีเช่นนี้คู่สัญญาสามารถฟ้องคดีโดยใช้พยานบุคคลเข้าสืบได้ ซึ่งก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติอยู่บ้าง แต่สัญญาที่ไม่ได้ทำเป็นหนังสือที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันนั้น ส่วนใหญ่ก็ถือเป็นเพียงสัญญาเล็กๆ น้อยเท่านั้น จึงมักไม่ค่อยเกิดปัญหาในทางคดีความ อย่างไรก็ดีแม้ว่าสัญญาบางประเภทกฎหมายจะไม่ได้บังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือก็ตาม แต่กรณีที่เป็นสัญญาที่มีมูลค่าสูงๆหรือสัญญาที่มีข้อปฏิบัติที่ซับซ้อน ก็ควรที่จะทำสัญญาเป็นหลักฐานต่อกันไว้ให้ชัดเจน เพื่อที่จะได้ไม่เกิดปัญหาข้อโต้แย้งในภายหลัง และมีเอกสารเป็นพยานหลักฐานในการนำสืบหากต้องมีการฟ้องร้องบังคับคดี
นอกจากสัญญาที่กฎหมายไม่บังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือตามตัวอย่างที่กล่าวข้างต้นแล้ว จะขอกล่าวถึงสัญญาประเภทที่กฎหมายบังคับแบบของสัญญา และสัญญาประเภทที่กฎหมายบัญญัติว่าจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงจะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ ซึ่งสัญญาทั้งสองประเภทนี้ค่อนข้างมีความสำคัญ เพราะหากไม่ทำหรือทำไม่ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดแล้ว ถึงกับมีผลเป็นโมฆะ(บังคับไม่ได้) หรือถึงกับฟ้องร้องบังคับคดีกันไม่ได้เลยทีเดียว(แล้วแต่กรณี) โดยสัญญาที่กฎหมายบังคับแบบไว้ให้ทำ หากไม่ทำจะตกเป็นโมฆะก็เช่น การทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ การให้อสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ การขายฝากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งสัญญาดังกล่าวกฎหมายบัญญัติว่าจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือกรณีของสัญญาเช่าซื้อที่กฎหมายบัญญัติแบบว่าต้องทำเป็นหนังสือ(ลงลายมือชื่อคู่สัญญาทุกฝ่าย) สัญญาเหล่านี้หากไม่ทำหรือทำไม่ถูกต้องก็จะตกเป็นโมฆะ ส่วนสัญญาประเภทที่กฎหมายบัญญัติว่าจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงจะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้นั้น เป็นกรณีที่กฎหมายไม่ได้บังคับลักษณะของแบบไว้อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ต้องการหลักฐานว่าได้มีการทำสัญญานั้นขึ้นจริงๆ โดยคำว่า “หลักฐานเป็นหนังสือ”นั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นหนังสือที่ทำขึ้นเป็นรูปแบบเฉพาะของนิติกรรมนั้นๆ แต่อย่างใด อาจจะเป็นจดหมายก็ได้ หรือบันทึกข้อความหรือการทำเป็นลายลักษณ์อักษรใดๆก็ได้ ที่เป็นหลักฐานว่าได้มีการทำนิติกรรมกันไว้ โดยที่สำคัญในหลักฐานนั้นๆจะต้องมีการลงลายมือชื่อของฝ่ายผู้ที่ต้องรับผิดในเอกสารนั้นด้วย ซึ่งตัวอย่างของสัญญาที่กฎหมายบัญญัติว่าจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงจะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ก็เช่น การกู้ยืมเงินเกินกว่า 50 บาท สัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษหรือสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ธรรมดาที่มีราคาตั้งแต่ห้าร้อยบาทขึ้นไป การค้ำประกัน เป็นต้น โดยกรณีที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมื่อชื่อผู้ที่ต้องรับผิดตามที่กำหนด ก็จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้(รวมถึงฟ้องร้องบังคับให้ทำหลักฐานเป็นหนังสือก็ไม่ได้ด้วย) อย่างไรก็ตามผลของการที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ก็คงเพียงแต่ฟ้องร้องบังคับกันไม่ได้เท่านั้น แต่ว่านิติกรรมหรือสัญญาที่ทำต่อกันก็มีผลสมบูรณ์ทุกประการ ดังนั้นแม้ว่าสัญญาจะมิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือ แต่หากได้มีการปฏิบัติการชำระหนี้ต่อกันถูกต้องตามสัญญาแล้ว ก็จึงจะเรียกคืนไม่ได้
กล่าวโดยสรุปว่าสัญญานั้น มีได้ทั้งที่ไม่ต้องทำเป็นหนังสือ หรือที่เพียงมีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือที่ต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด การที่จะเข้าทำสัญญาที่กฎหมายบังคับว่าต้องทำตามแบบ หรือที่กฎหมายต้องการหลักฐานเป็นหนังสือ จึงควรที่จะระมัดระวังและทำให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด เพราะมิฉะนั้นอาจจะทำให้เกิดความเสียหายในการที่ไม่สามารถบังคับคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งได้ตามสัญญา อย่างไรก็ดีไม่ว่าจะทำสัญญาเป็นหนังสือหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่คู่สัญญาพึงต้องตระหนักก็คือ “คู่สัญญามีหน้าที่ต้องทราบและรักษาสัญญา” (PACTA SUNT SERVANDA)[10]

หลักนิติธรรม
จอห์น ลอค ว่า “จุดมุ่งหมายของกฎหมาย มิใช่มุ่งต่อการทำลายหรือขัดขวาง (เสรีภาพ) แต่หากคือการธำรงรักษาและเปิดกว้างซึ่งเสรีภาพ.........ที่ใดซึ่งไม่มีกฎหมายที่นั้นย่อมไร้เสรีภาพ...........” [11]

คุณธรรมหลัก Cardinal virtue
Cardinal virtue คุณธรรมหลัก : คุณธรรมขั้นปฐมภูมิ ซึ่งเป็นแม่บทของคุณธรรมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นภายหลักหรือที่สำคัญน้อยกว่า เช่นในปรัชญากรีก ได้แก่ คุณธรรม 4 ประการ คือ ปัญญา (wisdom) ความกล้าหาญ (courage) ความรู้สึกประมาณ (temperance) และความยุติธรรม (justice) ศาสนาคริสต์เพิ่มเข้ามาอีก 3 ปะการ คือ ศรัทธา (faith) ความหวัง (hope) และความรัก (love) [12]

มีคำกล่าวในพระพุทธศาสนา “พุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่อาศัยสติปัญญา: หรืออาศัยวิชาความรู้ที่ถูกต้องเพื่อทำลายความทุกข์และต้นเหตุความทุกข์เหล่านั้น”[13]

กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ (Divine Law) ตามคำสอนของเซนต์โทมัส นอกจากกฎหมายธรรมชาติแล้วยังมีกฎหมายอีกประการเภทหนึ่งคือ กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ () กฎหมายศักดิ์สิทธิ์นี้คือกฎเกณฑ์ที่มนุษย์ได้รับรู้จากการดลบันดาลเปิดเผยให้รู้() โดยพระผู้เป็นเจา เช่นที่ปรากฏในรูปของพระบัญญัติ 10 ประการ () ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลและปรากฏในคำมั่น () ที่ศาสนาจักรประกาศว่าเป็นผลจากการดลบันดาลของพระผู้เป็นเจ้า กฎเกณฑ์ส่วนนี้เป็นกฎเกณฑ์ที่มนุษย์ปกติจะไม่อาจเข้าใจได้ด้วยเหตุผลเมื่อเป็นสิ่งที่มนุษย์เข้าไม่ถึงเหตุผลของตน พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงเปิดเผยให้รู้ด้วยคัมภีร์และคำสอนทางศาสนาจักร เป็นกฎเกณฑ์ที่เสริมให้มนุษย์ได้จากกฎหมายธรรมชาติ กฎเกณฑ์เหล่านี้มักเป็นกฎเกณฑ์ทางความเชื่อทางศาสนจักร เป็นกฎเกณฑ์ที่เสริมให้มนุษย์ประพฤติดีประพฤติชอบได้บริบูรณ์ยิ่งขึ้น นอกเหนือจากกฎเกณฑ์ทีมนุษย์รู้ได้จากกฎหมายธรรมชาติ กฎเกณฑ์นี้มีกเป็นกฎเกณฑ์ทางความเชื่อทางศาสนาหรือศีลธรรมที่ชี้ขาดหรืออธิบายกันด้วยเหตุผลไม่ได้[14]

หลักความเป็นธรรมในวิชาชีพ
ความเป็นธรรมในวิชาชีพคือความเป็นธรรมสำหรับผู้เชียวชาญในอาชีพต่าง ๆ ซึ่งมีเกณฑ์ความเป็นธรรมร่วมดังนี้
หลักแห่งความเชื่อถือได้
หลักแห่งความรับผิดชอบ
หลักแห่งจรรยาบรรณ
หลักแห่งผลตอบแทนที่เหมาะสม
เป็นอาทิ
จรรยาบรรณวิชาชีพ จรรยาบรรณนักกฎหมาย มีความเที่ยงธรรมและสามารถพิสูจน์ความเที่ยงธรรมได้ชัดแจ้ง เป็นอาทิ[15]
































บทที่3
กฎหมายเกี่ยวข้อง กรณีการซื้อขายทรัพย์ด้วยวาจา

1.คำประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมืองฝรั่งเศส
มาตรา 5 “กฎหมาย มีสิทธิห้ามการกระทำ เฉพาะที่เป็นการกระทำให้สังคมเดือดร้อน สิ่งที่ กฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ย่อมทำได้และบุคคลไม่อาจถูกบังคับให้กระทำในสิ่งที่กฎหมายไม่ได้สั่งให้กระทำ”


2.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550

มาตรา ๔๑ สิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครอง ขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิเช่นว่านี้ย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

การสืบมรดกย่อมได้รับความคุ้มครอง สิทธิของบุคคลในการสืบมรดกย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา ๔๒ การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะกิจการของรัฐเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค การอันจำเป็นในการป้องกันประเทศ การได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ การผังเมือง การส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การพัฒนาการเกษตรหรือการอุตสาหกรรม การปฏิรูปที่ดิน การอนุรักษ์โบราณสถานและแหล่งทางประวัติศาสตร์ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของตลอดจนผู้ทรงสิทธิบรรดาที่ได้รับความเสียหายจากการเวนคืนนั้น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

การกำหนดค่าทดแทนตามวรรคหนึ่งต้องกำหนดให้อย่างเป็นธรรมโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาด การได้มา สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ ความเสียหายของผู้ถูกเวนคืนและประโยชน์ที่รัฐและผู้ถูกเวนคืนได้รับจากการใช้สอยอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืน

กฎหมายเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ต้องระบุวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืนและกำหนดระยะเวลาการเข้าใช้อสังหาริมทรัพย์ไว้ให้ชัดแจ้ง ถ้ามิได้ใช้เพื่อการนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าวต้องคืนให้เจ้าของเดิมหรือทายาท
การคืนอสังหาริมทรัพย์ให้เจ้าของเดิมหรือทายาทตามวรรคสาม และการเรียกคืนค่าทดแทนที่ชดใช้ไป ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ


มาตรา ๔๓ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนการจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน


มาตรา ๔๔ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับหลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพในการทำงานรวมทั้งหลักประกันในการดำรงชีพทั้งในระหว่างการทำงานและเมื่อพ้นภาวะการทำงาน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา ๔๓ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนการจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน


3.ประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ไทย

มาตรา 456 การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อแพและสัตว์พาหนะด้วย

สัญญาจะขายหรือจะซื้อ หรือคำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้าได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่

บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับถึงสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาท หรือกว่านั้นขึ้นไปด้วย[16]

ข้อพิจารณาเบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายลักษณะซื้อขาย
ความหมายกล่าวถึง การซื้อขาย ดังนี้
“ซื้อ” หมายถึง “การเอาเงินแลกกับของ”
“ขาย” หมายถึง “การเอาของแลกกับเงินตราโดยโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้กั่นโดยตกลงกันว่า ผู้รับโอนจะใช้ราคาแห่งทรัพย์สินนั้น การขายมีหลายลักษณะ ถ้าชำระเงินภายในขณะที่ซื้อขายกันเรียกว่า ขายเงินสด ถ้าขายโดยยอมเก็บเงินอันเป็นมูลค่าในวันหลัง เรียกว่า ขายเชื่อ ถ้าขายทรัพย์สินโดยตกลงกันว่า ผู้ขายอาจไถ่ถอนทรัพย์สินนั้นคืนได้ เรียกว่า ขายฝาก การขายโดยเปิดเผยแก่มหาชน ด้วยวิธีให้โอกาสแก่ผู้ซื้อประมูลราคา ผู้ใดให้ราคาสูงก็มีโอกาสตรวจทรัพย์สินก่อนซื้อเรียกว่า ขายเผื่อชอบ” [17]

นิติกรรมสัญญาที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน มีดังนี้
(1).การซื้อขายอสังหารริมทรัพย์เช่น ที่ดิน บ้าน ซึ่งหมายถึงการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด รวมทั้งเรือกำบัน หรือเรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟ หรือยนต์ที่มีระวางตั้งอต่ห้าตันขึ้นไป แพและสัตว์พาหนะ ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ 6 อย่าง (ป.พ.พ 456)
ถ้าสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์ดังกล่าวใน ป.พ.พ. 456 จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อบุคคลผู้ต้องรับผิด หรือวางประจำหรือชำระหนี้บางส่วนซึ่งจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้
(2).การแลกเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษดังกล่าวในข้อหนึ่ง
(3).การให้ทรัพย์สินดังกล่าวในข้อหนึ่ง
(4).การขายฝากอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์พิเศษดังกล่าวในข้อหนึ่ง
(5)การเช่าอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีกำหนดกว่าสามปี หรือกำหนดตลอดอายุของของผู้เช่าต้องทำเป็นหนังสือหรือจดทะเบียนถ้าไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การเช่านั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เพียงสามปี (ป.พ.พ.538)
(6).สัญญาจำนองต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ (ป.พ.พ. 714) นิติกรรรมสัญญาดังกล่าวในข้อ (1) (2) (3) (4) และ (6) ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็เป็นโมฆะ[18]

มาตรา 459 ถ้าสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาบังคับไว้ ท่าว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินยังไม่โอนไปจนกว่าการจะได้เป็นไปตามเงื่อนไข หรือถึงกำหนดเวลานั้น
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้[19]


พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐

“ข้อสัญญา” หมายความว่า ข้อตกลง ความตกลง และความยินยอมรวมทั้งประกาศ และคำแจ้งความเพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดด้วย

“ผู้บริโภค” หมายความว่า ผู้เข้าทำสัญญาในฐานะผู้ซื้อ ผู้เช่า ผู้เช่าซื้อ ผู้กู้ ผู้เอาประกันภัย หรือผู้เข้าทำสัญญาอื่นใดเพื่อให้ได้มา ซึ่งทรัพย์สิน บริการ หรือประโยชน์อื่นใดโดยมีค่าตอบแทน ทั้งนี้ การเข้าทำสัญญานั้นต้องเป็นไปโดยมิใช่เพื่อการค้า ทรัพย์สิน บริการ หรือประโยชน์อื่นใดนั้น และให้หมายความรวมถึงผู้เข้าทำสัญญาในฐานะผู้ค้ำประกันของบุคคลดังกล่าวซึ่งมิได้กระทำเพื่อการค้าด้วย

“ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ” หมายความว่า ผู้เข้าทำสัญญาในฐานะผู้ขาย ผู้ให้เช่า ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้ให้กู้ ผู้รับประกันภัย หรือผู้เข้าทำสัญญาอื่นใดเพื่อจัดให้ซึ่งทรัพย์สิน บริการ หรือประโยชน์อื่นใด ทั้งนี้ การเข้าทำสัญญานั้นต้องเป็นไปเพื่อการค้า ทรัพย์สิน บริการ หรือประโยชน์อื่นใดนั้นเป็นทางค้าปกติของตน

“สัญญาสำเร็จรูป” หมายความว่า สัญญาที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษรโดยมีการกำหนดข้อสัญญาที่เป็นสาระสำคัญไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะทำในรูปแบบใด ซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำมาใช้ในการประกอบกิจการของตน



มาตรา ๔ ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

ในกรณีที่มีข้อสงสัย ให้ตีความสัญญาสำเร็จรูปไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายซึ่งมิได้เป็นผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปนั้น

ข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น

(๑) ข้อตกลงยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดที่เกิดจากการผิดสัญญา

(๒) ข้อตกลงให้ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด

(๓) ข้อตกลงให้สัญญาสิ้นสุดลงโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือให้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ

(๔) ข้อตกลงให้สิทธิที่จะไม่ปฏิบัติตามสัญญาข้อหนึ่งข้อใด หรือปฏิบัติตามสัญญาในระยะเวลาที่ล่าช้าได้โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

(๕) ข้อตกลงให้สิทธิคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเรียกร้องหรือกำหนดให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องรับภาระเพิ่มขึ้นมากกว่าภาระที่เป็นอยู่ในเวลาทำสัญญา

(๖) ข้อตกลงในสัญญาขายฝากที่ผู้ซื้อฝากกำหนดราคาสินไถ่สูงกว่าราคาขายบวกอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละสิบห้าต่อปี

(๗) ข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อที่กำหนดราคาค่าเช่าซื้อ หรือกำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับภาระสูงเกินกว่าที่ควร

(๘) ข้อตกลงในสัญญาบัตรเครดิตที่กำหนดให้ผู้บริโภคต้องชำระดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าใช้จ่ายหรือประโยชน์อื่นใดสูงเกินกว่าที่ควรในกรณีที่ผิดนัดหรือที่เกี่ยวเนื่องกับการผิดนัดชำระหนี้

(๙) ข้อตกลงที่กำหนดวิธีคิดดอกเบี้ยทบต้นที่ทำให้ผู้บริโภคต้องรับภาระสูงเกินกว่าที่ควร

ในการพิจารณาข้อตกลงที่ทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งตามวรรคสาม จะเป็นการได้เปรียบเกินสมควรหรือไม่ ให้นำมาตรา ๑๐ มาใช้โดยอนุโลม



มาตรา ๕ ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิ หรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

ในการวินิจฉัยว่าข้อตกลงตามวรรคหนึ่งทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้หรือไม่ ให้พิเคราะห์ถึงขอบเขตในด้านพื้นที่และระยะเวลาของการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพ รวมทั้งความสามารถและโอกาสในการประกอบอาชีพการงานหรือการทำนิติกรรมในรูปแบบอื่นหรือกับบุคคลอื่นของผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพ ประกอบกับทางได้เสียทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายของคู่สัญญาด้วย



มาตรา ๖ สัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพที่มีการชำระหนี้ด้วยการส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้บริโภค จะมีข้อตกลงยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพเพื่อความชำรุดบกพร่องหรือเพื่อการรอนสิทธิไม่ได้ เว้นแต่ผู้บริโภคได้รู้ถึงความชำรุดบกพร่องหรือเหตุแห่งการรอนสิทธิอยู่แล้วในขณะทำสัญญา ในกรณีนี้ให้ข้อตกลงยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดนั้นมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

มาตรา ๗ ในสัญญาที่มีการให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ หากมีกรณีที่จะต้องริบมัดจำถ้ามัดจำนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงให้ริบได้เพียงเท่าความเสียหายที่แท้จริงก็ได้

มาตรา ๘ ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้

ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดในกรณีอื่นนอกจากที่กล่าวในวรรคหนึ่ง ซึ่งไม่เป็นโมฆะ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น



มาตรา ๙ ความตกลงหรือความยินยอมของผู้เสียหายสำหรับการกระทำที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จะนำมาอ้างเป็นเหตุยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดมิได้

มาตรา ๑๐ ในการวินิจฉัยว่าข้อสัญญาจะมีผลบังคับเพียงใดจึงจะเป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีให้พิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ทั้งปวง รวมทั้ง

(๑) ความสุจริต อำนาจต่อรอง ฐานะทางเศรษฐกิจ ความรู้ความเข้าใจ ความสันทัดจัดเจน ความคาดหมาย แนวทางที่เคยปฏิบัติ ทางเลือกอย่างอื่น และทางได้เสียทุกอย่างของคู่สัญญาตามสภาพที่เป็นจริง

(๒) ปกติประเพณีของสัญญาชนิดนั้น

(๓) เวลาและสถานที่ในการทำสัญญาหรือในการปฏิบัติตามสัญญา

(๔) การรับภาระที่หนักกว่ามากของคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง

มาตรา ๑๑ ข้อสัญญาใดที่มิให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ไปใช้บังคับไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ข้อสัญญานั้นเป็นโมฆะ

มาตรา ๑๓ ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีตามพระราชบัญญัตินี้เมื่อคู่ความร้องขอ หรือศาลเห็นสมควร ศาลอาจขอให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาได้[20]


หลักกฎหมายไทยและฝรั่งเศส จึงถือว่า “ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน”
มาตรา 1336 บัญญัติว่า “ ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลที่ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย”

ประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมัน
มาตรา 929 บัญญัติว่า “การโอนกรรมสิทธิ์ในสังหาริมทรัพย์ นอกจากจะต้องมีการส่งมอบหรือมีการกรกะทำที่มีค่าเทียบเท่ากับการส่งมอบแล้ว ผู้โอนและผู้รับโอนยังต้องตกลงให้กรรมสิทธิ์โอนเปลี่ยนมือไปอีกด้วย”[21]

มาตรา 812 ซึ่งมีหลักอยู่ว่า “บุคคลใดได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใด จากการที่บุคคลใด บุคคลหนึ่งกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือได้มาโดยปราศจามูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้บุคคลอีกคนหนึ่งเสียเปรียบ ท่านว่าต้องคืนทรัพย์นั้นให้แก่เขา”[22]

มาตรา 847 “ก่อที่มีการจดทะเบียน ข้อตกลงจะผูกพันธ์คู่กรณีก็ต่อเมื่อการแสดงเจตนาได้กระทำเป็นหนังสือต่อหน้าศาล (ผู้พิพากษา) หรือต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ ( Notary Public) หรือว่าได้ยื่นคำแสดงเจตนาต่อสำนักงานทะเบียนที่ดินหรือคำแสดงเจตนาไปถึงสำนักงานทะเบียนที่ดินแล้ว หรือผู้มีสิทธิได้มอบคำยินยอมให้จดทะเบียนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ดินแก่อีกฝ่ายหนึ่งแล้ว”[23]



บทที่ 4
บทวิเคราะห์

1. ความหมายของสัญญา
สัญญาเป็นข้อตกลงของบุคคลที่มีจุดมุ่งหมายก่อให้เกิดหนี้และต้องการให้ผูกพันบังคับกันตามข้อตกลงนั้นเป็นข้อตกลงที่เกิดจากความสมัครใจของคู่สัญญาและจะสำเร็จได้ด้วยการกระทำการ งดเว้นการกระทำการ หรือส่งมอบของฝ่ายที่มีหน้าที่ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งถ้าไม่ปฏิบัติตามอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องบังคับให้ปฏิบัติตาม หลักกฎหมายเรื่องสัญญาที่วางหลักไว้ในกฎหมายประมวลกฎหมายแพ่งของทุกประเทศมีพื้นฐานมาจากหลักเจตนาของบุคคลและเสรีภาพในการทำสัญญา

2.ประวัติและวิวัฒนาการของสัญญา
จากการศึกษาจากวิวัฒนาการของสัญญา ตั้งแต่โรมันจนถึงปัจจุบัน เริ่มจากในสมัยโรมันสัญญามิได้เกิดจากการตกลงกันตามเจตนาเพราะถูกจำกัดในเรื่องของรูปแบบและสถานะของบุคคลในการทำสัญญา ต่อมาในศตวรรษที่ ๖ สัญญาได้เกิดในรูปของสัญญาตามประเพณี เป็นสัญญาที่มีรูปแบบที่แน่นอน และรูปแบบของทรัพย์สัญญาหรือมีความสัมพันธ์กับทรัพย์สิน สุดท้ายรูปแบบของสัญญาที่เกิดจากการยินยอมซึ่งเป็นสัญญาที่ไม่มีแบบ จากนั้นก็เข้ามาในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๐ รูปแบบของสัญญาได้คลายความเคร่งครัดลง สัญญาจะอยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจและความซื่อสัตย์ของคู่สัญญา ต่อมาในสมัยCanon Law ในยุคนี้ได้นับอิทธิพลของศาสนาลักษณะของสัญญาอยู่บนพื้นฐานหลักของสัญญาจะต้องไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีงาม ดังนั้นวิวัฒนาการของสัญญาในยุคศตวรรษที่ ๑๗ ถึง ๑๙ เป็นต้นมาได้เกิดทฤษฎีว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงเจตนาและหลักความศักดิ์สิทธิแห่งการแสดงเจตนา




3.ทฤษฎีว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงเจตนา และหลักความศักดิ์สิทธิแห่งการแสดงเจตนา
ทฤษฎีว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงเจตนา และหลักความศักดิ์สิทธิแห่งการแสดงเจตนา กล่าวถึง ข้อความคิดของหลักความศักดิ์สิทธิ์ของเจตนาและหลักเสรีภาพในการทำสัญญาเรื่องบทบาทของเจตนาในทางข้อเท็จจริงซึ่งเจตนาเป็นตัวก่อให้เกิดสัญญา เป็นตัวกำหนดเนื้อหาของสัญญาและเป็นตัวกำหนดผลของสัญญา และเรื่องรากฐานของข้อคิดของรากฐานข้อคิดในหลักความศักดิ์สิทธิ มี ๒ หลักการ คือ หลักปัจเจกชนนิยมและหลักเสรีนิยม เสรีภาพในการทำสัญญา นอกจากนี้ข้อวิจารณ์หลักเสรีภาพในการทำสัญญานั้นกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างการมีเสรีภาพในการทำสัญญากับความยุติธรรม และ ความแตกต่างระหว่างเสรีภาพในการทำสัญญากับผลประโยชน์ส่วนรวมของสังคม

4.สัญญามาตราฐานหรือสัญญาสำเร็จรูป
สัญญามาตราฐาน(Standard Contract) หรือสัญญาสำเร็จรูป (Adhesion Contract) มีหลายลักษณะรวมกันอยู่เช่น
1) เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ หรือมีความรู้ทางเทคโนโลยีเหนือกว่าหรือได้เปรียบกว่าซึ่งอาจจะมีลักษณะของการผูกขาดในทางข้อเท็จจริงหรือผูกขาดในทางกฎหมายก็ได้
2) คู่สัญญาฝ่ายที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจเหนือกว่านี้เป็นผู้กำหนดข้อสัญญาไว้ล่วงหน้าที่มีลักษณะเป็นเงื่อนไขทั่วไป สัญญานี้จะทำไว้เป็นจำนวนมาก เพื่อใช้กับบุคคลไม่จำกัดจำนวน และไม่จำกัดความแตกต่างของตัวผู้เข้าทำสัญญา
3) การกำหนดข้อสัญญาต่างๆ นี้เป็นการกระทำฝ่ายเดียว คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งที่เข้ามาภายหลังจะต้องยอมรับข้อสัญญาที่ได้กำหนดไว้แล้วนั้น หรือไม่อาจปฏิเสธไม่ต้องการทำสัญญาด้วย เพราะว่าไม่มีสิทธิที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวได้ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเนื้อหาของสัญญานี้ไม่ได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่ได้เกิดจากการเจรจาต่อรองหรือตกลงกันอย่างแท้จริง

ตามหลักการเกิดกฎหมายของประเทศเยอรมัน ประเทศอังกฤษ และประเทศไทยต่างมีหลักความสมบูรณ์ของสัญญาที่แตกต่างกัน สิทธิ์ในการเรียกร้อง สุดท้ายผลของสัญญาย่อมแตกต่างกันออกไป ซึ่งในส่วนของประเทศไทยนั้นจะเหมือนหรือคล้ายกับประเทศไทยเป็นอันมาก
จากหลักการตามกฎหมายแพ่งพาณิชย์ประเทศเยอรมัน ความสมบูรณ์ของสัญญาหรือการเกิดสัญญา แยกเรื่องนิติกรรมออกเป็น
แนวคิดเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ ประกอบด้วย กรรมสิทธิ์โอนโดยการแสดงเจตนา และกรรมสิทธิ์โอนโดยการส่งมอบ กล่าวคือ
กรรมสิทธิ์โอนโดยการแสดงเจตนา ตามมาตรา 458 กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ซื้อขาย โอนตั้งแต่ขณะทำสัญญาซื้อขาย ใช้ในประเทศอังกฤษ และประเทศไทย ความสมบูรณ์ของสัญญาเป็นลักษณะสัญญาเดี่ยว มีเพียง 1ขั้นตอน ดูเพียงครั้งเดียวคือการตกลง การเรียกทรัพย์คืนเมื่อนิติกรรมตกเป็นโมฆะ จะใช้เหตุผลในเรื่องของกรรมสิทธิ์ ในความเป็นเจ้าของสามารถเรียกคืนได้ ผลของการโอนทรัพย์ไปยังบุคคลที่ 3 นั้นจะเป็นหลักของผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ซึ่งเจ้าของกรรมสิทธิ์สามารถติดตามเอาคืนได้เสมอไม่ว่าจะส่งต่อไปสักกี่ทอดก็ตาม
กรรมสิทธิ์โอนโดยการส่งมอบ เป็นสัญญาคู่ ประทศเยอรมัน ดูความสมบูรณ์จากการแยกขั้นตอนเป็น 2 ขั้นตอน คือการแบ่งนิติกรรมแบ่งเป็นสองส่วน มี (การส่งมอบ/กรรมสิทธิ์โอน) นิติกรรมทางทรัพย์ (ลักษณะตกลงกัน) นิติกรรมทางหนี้ มูลหนี้คือการส่งมอบ การไม่ปฎิบัติตามนิติกรรมหนี้จะไม่กระทบกระเทือนถึงนิติกรรมทางทรัพย์ การเรียกทรัพย์คืนเมื่อนิติกรรมตกเป็นโมฆะ เหตุผล ผู้ที่ได้การครอบครองไปเป็นการได้ไปโดยปราศจากมูลหนี้ จึงเรียกคืนฐานลาภมิควรได้อันเนื่องมาจากกรรมสิทธิ์ได้โอนไปแล้ว ผลของการโอนทรัพย์ไปยังบุคคลที่ 3 ในการให้ความคุ้มครองบุคคลที่ 3จะเป็นเรื่องของหลักผู้รับโอนมีสิทธิ์ดีกว่าผู้โอน สามารถคุ้มครองได้เพราะนิติกรรมทางทรัพย์และนิติกรรมทางหนี้นั้นได้มีความสมบูรณ์ไปแล้ว จึงหาได้มีผลกระทบกระเทือนต่อการส่งมอบ
โดยที่ประเทศไทยใช้การปกครองระบบประชาธิปไตยในการปกครองประเทศและมีนโยบายในการส่งเสริมการประกอบธุรกิจอ่างเสรี ยึดถือระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมซึ่งมีกลักว่ารัฐจะไม่เข้าไปแทรกแซงการประกอบธุรกิจของเอกชนปล่อยให้เอกชนมีเสรีภาพในการประกอบธุรกิจการค้า แนวความคิดดังกล่าวมีอิทธิพลในการกำหนดหลักกฎหมายโดยถือหลักการเคารพความศักดิ์ในการแสดงเจตนา และยอมรับหลักเสรีภาพในการทำสัญญา ภายใต้แนวความคิดที่ว่า หากทุคนมีความรู้ความสามารถที่ท่าเทียมกัน ย่อมมีอิสระอันเท่าเทียมกันในการตกลงให้มีความสัมพันธ์อย่างไรก็ได้[24]
เรื่องการซื้อขายตามสัญญาซื้อขาย
กรณีตามปัญหาการที่ผู้ขายได้เสนอขายรถยนต์ยี่ฮ้อฮอนดา ให้กับผู้ซื้อในราคา 1 แสนบาท โดยที่ผู้ซื้อได้ตกลงซื้อรถในราคา 1 แสนบาท แต่ผู้ซื้อได้ชำระราคารถยนต์ก่อนเพียง 5 หมื่นบาทพร้อมกับนำรถไปทดลองใช้ก่อนโดยที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน กรรมสิทธิ์ยังคงเป็นของผู้ขายอยู่ ต่อมาเมื่อผู้ซื้อได้นำรถไปทดลองใช้แล้วปรากฎว่ารถยนต์คันดังกล่าวนั้น ชำรุดบกพร่องต้องทำการซ้อมแซมอย่างใหญ่ หมดค่าใช้จ่ายไปประมาณ 3 หมื่นบาท นอกจากนี้ผู้ขายได้มายึดรถคืนเนื่องจากผู้ซื้อไม่ยอมชำระราคารถยนต์ในส่วนที่เหลืออีก 5 หมืน ซึ่งไม่มีการลดราคาที่ผู้ขายได้ทำการซ้อมแซมไป ซึ่งการซื้อขายไม่ได้ทำนิติกรรมซื้อขายในรูปแบบของลายลักษณะอักษร สัญญาเกิดขึ้นด้วนการตกลงยินยอมกันภายใต้วาจาของคู่สัญญา หรือว่าเป็นสัญญาซื้อขายกันปากเปล่า
ตามหลักประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ไทยพาณิชย์
การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อแพและสัตว์พาหนะด้วย
สัญญาจะขายหรือจะซื้อ หรือคำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้าได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่[25]
บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับถึงสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาท หรือกว่านั้นขึ้นไปด้วย ซึ่งกรณีตามปัญหาการซ้อขายด้วยวาวามได้ทำเป็นหนังสือจดทะเทียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผลก็คือนิติกรรมนั้นย่อมตกเป็นโมฆะไม่มีผลบังคับได้ส่งผลให้คู่สัญญากลับสู่ฐานะเดิมก่อนเข้าทำสัญญาดังเช่นยังไม่ได้ทำการใดๆ
ตามหลักกฎหมายแพ่งพาณิชย์ของเยอรมันนั้นสัญญาตกลงซื้อรถยนต์กันเป็นนิติกรรมทางทรัพย์ที่มีผลสมบูรณ์จากการแสดงเจตนาของผู้ซื้อและผู้ขายถูกต้องตรงกันเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ที่จะผูกพันตนในมูลหนี้นั้น แต่หลักความสมบูรณ์ของกฎหมายเยอรมันจะต้องดูถึงนิติกรรมทางหนี้อีกครั้ง คือดูเรื่องของการส่งมอบและการปฎิบัติการชำระหนี้เงิน ซึ่งตามขอเท็จจริงปรากฏว่ายังไม่ได้มีการชำระหนี้เสร็จเรียบร้อยเต็มจำนวนและผู้ขายก็ยังไม่ได้มีการชำระหนี้โดยการโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ไปยังผู้ซื้อจึงจะถือได้ว่านิติกรรมทางทรัพย์มีความสมบูรณ์ ดังนั้นความสมบูรณ์ของสัญญาตามกฎหมายเยอรมันจะต้องดูความสมบูรณ์ของนิติกรรมทั้งสองเรื่อง กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ถึงจะโอนไปยังผู้ซื้อ
ส่วนตามหลักกฎหมายแพ่งพาณิชย์ของประเทศอังกฤษและประเทศไทย กรรมสิทธิ์ในทรัพย์จะโอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้มีการแสดงเจตนาซื้อขายภายใต้เสรีภาพในการทำสัญญา ซึ่งความสมบูรณ์ของสัญญาดูเพียงขั้นตอนเดียว แต่อย่างไรก็ตาม ตามมาตรา 456 ประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ของไทยนั้นเป็นแบบนั้นการปฎิบัติตามที่ประเทศไทยกำหนด เมื่อสัญญาไม่ได้เป็นไปตามแบบมาตรา 456 ผลของสัญญา๗งเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับได้ถือว่ายังไม่ได้มีการทำสัญญา ผู้ซื้อต้องคืนรถให้ผู้ขายตามที่ผู้ขายเรียกคืนตามหลักกรรมสิทธิ์ที่เจ้าของกรรมสิทธิ์สามารถติดตามเอาคืนได้ไม่ว่าทรัพย์นั้นจะอยู่ที่ใครก็ตาม ส่วนผู้ซื้อต้องคืนรถให้ฐานผู้รับโอนไม่มีสิทธิ์ดักว่าผู้โอนและเรียกให้ผู้ขายคืนเงินให้กับตนตามหลักกรรมสิทธิ์เช่นเดียวกัน
สำหรับเงินที่ผู้ซื้อรถยนต์ได้ใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถยนต์ของผู้ซื้อนั้น การซ่อมแซมรถยนต์เป็นการละเมิดชนิดหนึ่ง เป็นการสอดเข้าไปจัดการรถยนต์นั้นแทนเจ้าของรถยนต์ แต่เป็นการสมประโยชน์เพราะรถยนต์เสียหากผู้ซื้อไม่ซ่อมแซมแล้วผู้ขายก็ต้องซ่อมแซมอยู่เช่นเดียวกันเป็นลักษณะการจัดการงานนอกสั่ง ดังนั้นผู้ขายจำต้องใช้เงินคืนให้กับผู้ซื้อในจำนวน 3 หมื่นบาทเท่ากับจำนวนที่ผู้ซื้อได้ซ่อมแซมไปตามจำนวนจริง























บทที่ 5
บทสรุป

ในสภาพสังคมปัจจุบันมีการประกอบธุรกิจที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วมากขึ้น ดังนั้นในการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีทั้งข้อดีในการเพิ่มศักยภาพให้กับสังคมมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและในทางกลับกันข้อเสียก็มีมากเช่นเดียวกันเพราะมนุษย์มิได้เป็นสัตว์ที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในโลกคนเดียวได้ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องมีการพบกัน เจราจาติดต่อสื่อสารกันภายใต้การพึ่งพาอาศัยกันและกัน และที่สำคัญมนุษย์คนหนึ่งก็มีความคิดความอ่านที่แตกต่างกันที่สังกัดภายใต้ความเห็นของแต่ละคน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ผู้นั้นสัมผัสอยู่ซึ่งเป็นตัวที่มีอิทธิพลมาก ดังกรณีศึกษาเรื่องการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาเกินสองหมื่นบาทขึ้นไป โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นเรื่องที่เกิดข้อพิพาทกันในกรณีนี้

ความสมบูรณ์ของสัญญาตามหลักกฎหมายแพ่งเยอรมัน
การซื้อขายสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวตามหลักกฎหมายแพ่งพาณิชย์ของประเทศเยอรมันนั้นดูความสมบูรณ์ของสัญญาแบ่งเป็นสองส่วน กล่าวคือ ส่วนที่เป็นนิติกรรมทางทรัพย์และนิติกรรมทางหนี้ จากกรณีปัญหานั้นนิติกรมทางทรัพย์ตามสัญญาซื้อขายนั้นมีความสมบูรณ์แล้วแม้จะได้ตกลงซื้อขายกันด้วยวาจาก็ตามเพราะการแสดงเจตนาไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือ ส่วนนิติกรรมทางหนี้เป็นเรื่องของการส่งมอบทรัพย์หรือการปฎิบัติบ้างอย่างเพื่อการชำระหนี้ ดังนั้นนิติกรรมทางหนี้เมื่อยังไม่ได้มีการชำระเงินทั้งหมดและยังไม่ได้มีการส่งมอบทรัพย์แสดงว่ากรรมสิทธิ์ในรถยนต์ยังไม่ได้โอนเพราะความสมบูรณ์ของการซื้อขายนี้ดูความสมบูรณ์ทังนิติกรรมทางทรัพย์และนิติกรรมทางหนี้
ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นการซื้อขายรถยนต์ดังกล่าวยังไม่มีความสมบูรณ์ตามหลักกฎหมายแพ่งเยอรมัน



ความสมบูรณ์ของสัญญาตามหลักกฎหมายแพ่งอังกฤษและไทย
ความสมบูรณ์ของสัญญาตามหลักกฎหมายแพ่งอังกฤษและไทย นั้นดูเพียงขั้นตอนของการแสดงเจตนาเท่านั้น ดังนั้นในการแสดงเจตนาตกลงซื้อขายถูกต้องตรงกันสัญญาย่อมเกิดขึ้นแล้ว กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งสัญญาย่อมโอนไปยังผู้ซื้อแล้ว ส่วนเงินอีก 5 หมื่นนั้นก็โอนกรรมสิทธิ์ไปยังผู้ขายแล้วเช่นกัน
ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นการซื้อขายย่อมมีความสมบูรณ์ของสัญญาตามหลักกฎหมายแพ่งอังกฤษและไทย
กรณีตามปัญหาพิพาทกันนั้นเกิดจากกฎหมายแพ่งพาณิชย์ของประเทศไทยกำหนดเรื่องของการทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้มิฉะนั้นเป็นโมฆะ ผลของการซื้อขายตามกฎหมายแพ่งไทยมีผลเป็นโมฆะ

ข้อเสนอแนะ
การซื้อขายสังหาริมทรัพย์เกินกว่าสองหมื่นบาทขึ้นไป ที่มิได้ทำเป็นหนังสือจดทะเบียนต่อพนักงานต่อเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม เมื่อมีกรณีพิพาทว่าผู้ขายสามารถเรียกรถยนต์คืนจากผู้ซื้อได้หรือไม่ และผู้ซื้อสามารถยึดหน่วงรถไว้ได้หรือไม่ในฐานะที่ตนเป็นผู้ชำระค่าซ่อมแซมรถยนต์ได้หรือไม่ อย่างไรเพียงไร ซึ่งเมื่อมีปัญหาพิพาทเกิดขึ้นก็จำต้องให้ความยุติธรรมกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ตามสิทธิมนุษยชนที่บุคคลพึ่งมีพึ่งได้ภายใต้ขอบเขตของตนเอง
เพื่อเป็นการยุติปัญหาทั้งสองฝ่ายและเป็นการได้ประโยชน์ของสองฝ่าจะต้องมีการยอมถอยคนละก้าวและออมชอมกัน กล่าวคือผู้ขายจะได้ขายรถแต่ผู้ขายควรคำนึงถึงสภาพรถยนต์ของเราว่ารถยนต์ในสภาพอย่างไร เมื่อได้รับการซ่อมแล้งนั้นการที่จะเรียกในราคาที่เต็มจำนวนเห็นว่าจะเป็นการเห็นแก่ตัวมากเกินไป หรือเห็นแก่ค่าเสื่อมของรถยนต์บ้าง ส่วนกรณีของผู้ซื้อเมื่อตนประสงค์ที่จะได้รถยนต์ไว้ใช้และตนก็ได้ชำระราคารถไปแล้ว ก็ควรที่จะรับเรื่องภาระหน้าที่ต่อไปตามเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงของผู้ขายที่เป็นธรรมและไกล่เกลี่ยให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด


บรรณานุกรม

เอกสารภาษาไทย
หนังสือ
รองศาสตราจารย์ ดร. กัลยา ตัณศิริ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พิมพ์ใจ สระทองอุ่น.เอกสารประกอบคำบรรยาย กระบวนวิชากลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (LA 702) .หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ภาคพิเศษ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
รองศาสตราจารย์ ประเสริฐ ตัณศิริ และ อาจารย์ ดร.สถาพร สระมาลีย์. เอกสารประกอบคำบรรยาย กระบวนวิชานิติปรัชญา (LA 701) .หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ภาคพิเศษ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์.นิติปรัชญา.โครงการตำราและเอกสารประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2550.
ไชย ณ พล .ความเป็นธรรมสากล.สถาบันวิจัยธรรมสากล.
รองศาสตราจารย์ ดร.จำปี โสตถิพันธ์.คำอธิบายกฎหมายลักษณะซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้ .คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2543.
ราชบัณฑิตยสถาน.พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาอังกฤษไทย .บริษัท เท็กซ์ แอนด์ เจอรร์นัล พันลิเคชั่น จำกัด, 2543.
_________.พจนาราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 .กรุงเทพ:บริษัทนามมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น จำกัด ,2546.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต).คู่มือมนุษย์ธรรมนูญชีวิต.สำนักพิมพ์วิชั่นบุคส์,2549.






บทความและวารสาร
สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิประชาชนเชีงราย (สคช.). “นิติกรรมสัญญาที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่.”ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ .(เชียงใหม่:ห้างหุ้นส่วนจำกัดดาราวรรณการพิมพ์).
โปรแกรมวิชานิติศาสตร์ .กฎหมายซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้ เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ.คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย,2543.

วิทยานิพนธ์
ประเสริฐ ยี่แพร,การประกอบธุรกิจให้เช่าที่พักอาศัยรูปแบบทั่วไป:ศึกษากรณี การคุ้มครองผู้บริโภคที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม,วิทยานิพนธ์ นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวอทยาลัยรามคำแหง,2547.

เอกสารอื่นและการทอดเทปคำบรรยาย
รองศาสตราจารย์ ดร. กัลยา ตัณศิริ.เอกสารทอดเทปคำบรรยาย กระบวนวิชากลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (LA 702) .หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ภาคพิเศษ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง,วันที่11 เมษายน 2551.


กฎหมาย
พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พุทธศักราช 2550.
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

[1] ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิมพ์ใจ สระทองอุ่น,หลักกฎหมายแพ่งพาณิชย์(กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง),หน้า 1-7.
[2]ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิมพ์ใจ สระทองอุ่น,เรื่องเดียวกัน,หน้า7-10.
[3] ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิมพ์ใจ สระทองอุ่น,เรื่องเดียวกัน,หน้า10-12.
[4] รองศาสตราจารย์ ดร. กัลยา ตัณศิริ,เอกสารทอดเทปคำบรรยาย กระบวนวิชากลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (LA 702) ,(หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ภาคพิเศษ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง),วันที่11 เมษายน 2551.

[5] รองศาสตราจารย์ ดร.กัลยา ตัณศิริ,หลักกฎหมายแพ่งพาณิชย์(กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง), หน้า 22-24.
[6] ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิมพ์ใจ สระทองอุ่น,เรื่องเดียวกัน,หน้า18-21
[7] ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิมพ์ใจ สระทองอุ่น,เรื่องเดียวกัน,หน้า21-35
[8] ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิมพ์ใจ สระทองอุ่น,เรื่องเดียวกัน,หน้า35-38
[9] ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิมพ์ใจ สระทองอุ่น,เรื่องเดียวกัน,หน้า52-58
[10] “สัญญาต้องทำเป็นหนังสือ......(หรือไม่)” [Online],Available URL;http://Online:www.bankthai.co.th/website/upload/content.

[11] รองศาสตราจารย์ ประเสริฐ ตัณศิริ และ อาจารย์ ดร.สถาพร สระมาลีย์, เอกสารประกอบคำบรรยาย กระบวนวิชานิติปรัชญา (LA 701) ,(หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ภาคพิเศษ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง,2550),หน้า 25.
[12] ราชบัณฑิตยสถาน,พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาอังกฤษไทย ,(บริษัท เท็กซ์ แอนด์ เจอรร์นัล พันลิเคชั่น จำกัด, 2543),หน้า 14.

[13] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต),คู่มือมนุษย์ธรรมนูญชีวิต,(สำนักพิมพ์วิชั่นบุคส์,2549),หน้า 12.

[14]ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์,นิติปรัชญา,โครงการตำราและเอกสารประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2550),หน้า 158.

[15] ไชย ณ พล ,ความเป็นธรรมสากล,สถาบันวิจัยธรรมสากล,หน้า 193-194.
[16] รองศาสตราจารย์ พันตำรวจหญิง นัยนา เกิดวิชัย,ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (นครปฐมร:สำนักพิมพ์นิตินัย จำกัด),หน้า 178-179.
[17] โปรแกรมวิชานิติศาสตร์ ,กฎหมายซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้ เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ,(คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย,2543),หน้า 1.
[18] สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิประชาชนเชีงราย (สคช.), “,นิติกรรมสัญญาที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่,”ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ,(เชียงใหม่:ห้างหุ้นส่วนจำกัดดาราวรรณการพิมพ์),หน้า 4 .
[19] รองศาสตราจารย์ พันตำรวจหญิง นัยนา เกิดวิชัย,เรื่องเดียวกัน ,หน้า 179.
[20] รองศาสตราจารย์ ดร.กัลยา ตัณศิริ,เรื่องเดียวกัน,หน้า93-97.
[21] รองศาสตราจารย์ ดร.กัลยา ตัณศิริ,เรื่องเดียวกัน,หน้า51.
[22] ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิมพ์ใจ สระทองอุ่น,เรื่องเดียวกัน,หน้า57.
[23] รองศาสตราจารย์ ดร.กัลยา ตัณศิริ,เรื่องเดียวกัน,หน้า52.
[24] ประเสริฐ ยี่แพร,การประกอบธุรกิจให้เช่าที่พักอาศัยรูปแบบทั่วไป:ศึกษากรณี การคุ้มครองผู้บริโภคที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม,(วิทยานิพนธ์ นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวอทยาลัยรามคำแหง,2547),หน้า 1.
[25] [25] รองศาสตราจารย์ พันตำรวจหญิง นัยนา เกิดวิชัย,ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (นครปฐมร:สำนักพิมพ์นิตินัย จำกัด),หน้า 178-179.

ไม่มีความคิดเห็น: