หลักกฎหมายในการสอบความรู้ชั้นเนติบัณฑิต
ภาคสอง สมัยที่ 55-60 (2545-2550)
วิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กฎหมายล้มละลาย ระบบศาลและพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
อาทิตยา ธีราทิตยกุล
กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ภาค 1
(1-169/3)
7(2) *302
4(1)*55*42
42*132(3)
27ว.2*7.4
57(1)
42ว.1
2
144*148
155*156/1
ว.4*156
144
148*1(1)*144*145
237*174(2)*132(1)*145*142(5)*176
59
3
ภาค 2 (170-222)
180
145*175
173ว.2
179*177ว.2
176*173ว.2(1)
174*175
4
200ว.1*202
*198ตรี ว.2
201*202*
203
200ว.1*
202*204
*206ว.4(1)
199*199ตรี
200ว.1*202
199*199ตรี
5
ภาค 3 (223-252)
224 ว.1*
225ว.1
224ว.1
248ว.2*
249ว1,2
226*225ว.2*229
224ว.1*225
1(5)*226
6
ภาค 4 (253-323)
254(1)*290
ว.1*260(2)
254(2)*254
(1)*255
(1)(ข)
254*267ว.3
254
264
254*290
7
271
288ว.1*289
290ว.8*287
290
287
287
8
ล้มละลาย
22(3)*25*
145(3)(4)*41
1341,2*109
*135(4)
22*111*27*
91*94*132
22(3)*94*105*106*107*94(1)
8(5)(9)*6*10(2)ป.พ.พ.241*244*819
122*146
9
90/25*/12(9)
*/27ว.1*/62(1)
90/631,3*/46
*/55/67
90/58ว.3/48ว.4/76
90/45/48/46/56
90/60/58ป.พ.พ.150
90/42ทวิว.1(1-3)/ตรี
/58
10
ระบบศาลและพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
24(1)*26*30
*18*28
25(3)(4)(5)
*26
29ว.1,3,ท้าย*309ว.2,ท้าย*25(5)*56
30*29(3)*26
17*25(3)(5)*58ว.แรก
17*25(3)*9*25ว.2
วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2551
วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2551
แนวทางการดำเนินธุรกิจและภาษีอากร:
แนวทางการดำเนินธุรกิจและภาษีอากร:
ศึกษากรณี : ธุรกิจประเภทบริการใช้ชื่อ “อยู่กับธรรมชาติ”
อทิตยา ธีราทิตยกุล
บทที่ 1
แนวทางการดำเนินธุรกิจอยู่กับธรรมชาติ
การนวด (Massage) การนวดเป็นวิธีการรักษาและฟื้นฟูสุขภาพร่างกายที่เป็นที่รู้จักและนิยมกันมาตั้งแต่โบราณกาล การนวดถือเป็นธรรมชาติบำบัดอย่างหนึ่งที่ใช้การกดจุดปิดสัญญาณเตือนภัยบนร่างกาย เพื่อแก้ไขอาการปวด อาการขัด หรืออาการผิดปกติต่างๆที่เกิดจากการทำอิริยาบถผิดท่า ผิดจังหวะ หรือผิดสุขลักษณะ การนวดช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ช่วยในการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้ร่างกายสดชื่น ผิวพรรณสดใส จิตใจเบิกบานเพราะได้ผ่อนคลายความตึงเครียด สามารถป้องกันอาการปวดศีรษะจากความเครียดทางร่างกายได้อีกทางหนึ่ง อีกทั้งยังสามารถบรรเทาอาการบวมช้ำ ของกล้ามเนื้อที่ถูกกระแทกหรือใช้งานหนักได้เป็นอย่างดี
หลักการนวด ในการนวดบริเวณต่างๆ ของร่างกายอันมีผลต่อระบบการทำงานของร่างกายจะมีลักษณะหรือหลักการนวดต่างๆกันทั้งหมด 5 แบบ ซึ่งจะนวดในลักษณะใดนั้นย่อมขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของบริเวณที่ต้องการนวดหลักการนวดทั้งหมดที่มี 5 แบบได้แก่1. การนวดแบบลื่นไถล การนวดแบบลื่นไถลนี้ใช้ได้ทั่วไปกับทุกส่วนของร่างกายของคนเรานั้นจะมีหลอดบรรจุของเสียที่มีท่อปิดเปิดอยู่ด้านเดียว การนวดแบบนี้จะช่วยทำให้ท่อเหล่านี้บีบไล่ของเสียได้เร็วขึ้น และได้รับสารใหม่ที่มีคุณค่าต่อการบำรุงกล้ามเนื้อเข้ามาแทนที่หลอดเลือดแดงก็จะขยายตัว ทำให้มีเลือดมาหล่อเลี้ยงผิวหนังได้มากขึ้นนอกจากนี้ยังช่วยลดอาการเจ็บปวดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ดี
2. การนวดแบบลึกปานกลาง การนวดแบบนี้จะใช้บริเวณนวดที่มีกล้ามเนื้อใหญ่ๆ เช่น สะโพกและต้นขา ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย กระตุ้นเส้นประสาทและการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ซึ่งมีผลให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า การนวดแบบนี้ต้องใช้มือทั้งสองทำงานประสานกันเป็นจังหวะต่อเนื่อง
3. การนวดแบบลึกถึงเส้นเอ็น การนวดแบบลึกถึงเส้นเอ็นต้องใช้นิ้วหัวแม่มือ ปลายนิ้ว ส้นมือ และน้ำหนักตัวช่วยในการนวด เพื่อทำให้นวดได้ลึกถึงเส้นเอ็นที่ต้องการ ซึ่งถ้าใช้แรงนวดมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการระบม หรืออวัยวะภายในอาจช้ำเนื่องจากแรงกด และควรระมัดระวัง อย่ากดถูกเส้นประสาท การนวดแบบลึกถึงเส้นเอ็นจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตเพราะการกดทำให้เลือดถูกขับออกจากหลอดเลือด เมื่อผ่อนแรงกดเลือดก็จะพุ่งเข้าสู่บริเวณนั้นมากขึ้น จึงช่วยในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่สึกหรอ และช่วยทำให้เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อผ่อนคลายความตึงเครียด การนวดแบบนี้จะนวดหลังจากที่ผู้มานวดได้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อด้วยการนวดแบบลื่นไถล และการนวดแบบลึกปานกลาง
4. การนวดแบบยืดหยุ่น การนวดแบบยืดหยุ่นจะเป็นการนวดเพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสมากกว่า เพื่อที่จะทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ซึ่งมักจะนวดในบริเวณไหล่ หลัง ขาอ่อน หรือสะโพก การนวดแบบนี้จะทำให้เลือดมาหล่อเลี้ยงบริเวณที่นวดมากขึ้น กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า กระตุ้นให้กล้ามเนื้อหดตัว ทำให้ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังและคอได้ นอกจากนี้ในการนวดแบบยืดหยุ่นที่เป็นการสับ ทุบ และตบ บริเวณหลังจะช่วยระบายเสมหะได้เป็นอย่างดี
5. การนวดแบบสัมผัสต่อเนื่อง การนวดแบบสัมผัสต่อเนื่องเป็นการนวดแบบพิเศษที่จะใช้นวด เมื่อผู้มานวดนวดร่างกายครบทุกส่วนตามขั้นตอนต่างๆ การนวดแบบนี้จะเป็นการนวดครั้งสุดท้ายที่แสดงถึงว่าการนวดกำลังจะสิ้นสุดลง การนวดแบบสัมผัสต่อเนื่องจะทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายผ่อนคลายโดยผู้นวดจะลูบมือไปตามส่วนต่างๆของร่างกายผู้มานวดอย่างช้าๆ ซึ่งมักจะเริ่มจากการลูบเบาๆ ก่อนจะเพิ่มน้ำหนักมือมากขึ้น การนวดแบบนี้ที่บริเวณช่องท้อง จะทำให้กระเพาะและม้ามแข็งแรงที่บริเวณอื่นๆ จะช่วยลดอาการบวมและการคั่งของเส้นเลือด แก้อาการเป็นตะคริวและช่วยผ่อนคลาย กล้ามเนื้อในส่วนต่างๆได้ดี
จุดสำคัญและขั้นตอนการนวดของร่างกาย
จุดสำคัญของร่างกาย การนวดเพื่อสุขภาพนั้นมีทั้งการนวดทั่วบริเวณเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและนวดตรงจุดสำคัญของร่างกายเพื่อบรรเทา หรือรักษาอาการไม่สบายต่างๆของร่างกายด้วย จุดสำคัญต่างๆของร่างกายที่จะนวดนั้นเป็นจุดที่ใช้นิ้วมือคลำพบได้ง่าย การนวดจุดสำคัญมักจะใช้การกด ซึ่งการกดแต่ละครั้งจะกดค้างไว้ประมาณ 3-5 วินาทีเท่านั้น จุดสำคัญของร่างกายแบ่งได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ จุดสำคัญของร่างกายด้านหลัง และด้านหน้า
จุดสำคัญของร่างกายด้านหลัง
1. แผ่นหลัง จุดด้านข้างแต่ละข้างของกระดูกสันหลังระหว่างปล้อง มีผลทำให้การทำงานในอวัยวะภายในต่างๆสมดุล 2. สะโพกจุดด้านข้างของสะโพกทั้งสองจุดนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อที่กรวยไต และกระดูกเชิงกรานผ่อนคลาย ทำให้เลือดลมเดินสะดวกช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนจุดโพรงกระดูกกระเบนเหน็บ ช่วยบรรเทาอาการคั่งของโลหิตที่กรวยไตจุดตรงกลางสะโพก ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อสะโพก และบริเวณหลังขา 3. ขาจุดขาพับ จุดนี้จะช่วยบรรเทาอาการปวด ซึ่งเกิดที่หลังต้นขา แล้วแผ่ลงไปถึงน่อง รวมถึงบรรเทาอาการปวดสะโพกและบั้นเอวด้วย 4. ข้อเท้าจุดเอ็นร้อยหวายทั้งสองข้าง จะช่วยกระตุ้นการขับถ่ายปัสสาวะให้ทำงานได้ดีขึ้น และช่วยบรรเทาอาการปวดหลังและเอว 5. เท้าจุดใต้ตรงกลางเนินฝ่าเท้า จะช่วยทำให้ผ่อนคลายอารมณ์จิตใจเบิกบาน
จุดสำคัญของร่างกายด้านหน้า
1.ไหล่ จุดที่ปลายกระดูกไหปลาร้าด้านนอก จุดนี้จะช่วยกระตุ้นการทำงานของปอด 2. แขนและมือจุดง่ามมือหรือประตูลม ช่วยให้หายจากหวัด ดาการปวดศีรษะและปวดฟันจุดกลางฝ่ามือ ช่วยให้อารมณ์ผ่องใส เบิกบานจุดข้อพับศอก จุดนี้ช่วยคลายความเจ็บปวดที่ไหล่และแขน ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ 3. ช่องท้องจุดบริเวณที่ห่างจากสะดือไปประมาณ 3 นิ้วทั้งด้านซ้ายและขวา ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ และแก้ท้องอืดท้องเฟ้อจุดใต้สะดือ กดโดยแผ่นิ้วให้แบนราบแล้วกดลงลึกๆ จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายทุกส่วนมีกำลังและกระปรี้กระเปร่า 4. ขาจุดใต้สะบ้าหัวเข่า กดโดยใช้นิ้วหัวแม่มือกดลงไปให้ลึกที่สุด จะทำให้เกิดกำลัง รู้สึกกระชุ่มกระชวย และกรฉับกระเฉงมากขึ้นจุดเหนือกระดูกข้อเท้าด้านใน ช่วยทำให้อารมณ์แจ่มใสและผ่อนคลายอาการปวดเนื่องจากประจำเดือน และความเจ็บปวดเล็กๆน้อยๆ จากสาเหตุอื่น 5. เท้าจุดระหว่างหัวแม่เท้าและนิ้วชี้เหนือหัวข้อต่อขึ้นมา ประมาณ 1-2 นิ้ว ช่วยเพิ่มพลังงานที่ตับ ทำให้ตับทำงานได้ดีขึ้นจุดบริเวณส้นเท้าด้านใน ช่วยกระตุ้นการทำงานของไต[1]
โครงสร้างทางธุรกิจ
การดำเนินธุรกิจประเภทการบริการในธุรกิจการอยู่กับธรรมชาติ กล่าวคือเป็นธุรกิจในเรื่องของการนำวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่น อาทิเช่น สมุนไพร มะขาม ขมิ้น เป็นต้น มาประยุกต์เพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจค้าสุขภาพและส่งเสริมความงาม และเป็นการส่งเสริมกลุ่มสตรีในท้องถิ่นให้มีรายได้ ซึ่งที่ผู้จัดทำได้ทำการศึกษาในครั้งนี้ เป็นการประกอบธุรกิจเป็น ห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล ผู้ประกอบการธุรกิจไม่ต้องจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สถานที่ยื่นขอจดทะเบียนจังหวัดเชียงราย ยื่นขอจดทะเบียน ณ สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ที่ห้างหุ้นส่วนมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่เกินสามคน 1,000 บาท
ในการจัดตั้งโดยมีการตกลงทำสัญญาร่วมกับเพื่อนเรื่องเงินทุน โดยอำนาจในการบริหารและการตัดสินใจอยู่ที่บุคคลเพียงสองคนเดียวเท่านั้น บรรดาผลกำไรและประโยชน์ต่าง ทางการค้าจึงต้องแบ่งสันปันส่วนให้กันละกัน ทั้งนี้ รสนิยมการปรับปรุงรูปแบบต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับความชอบ ความรักคามแบบของผู้เป็นเจ้าของ[2] ทั้งนี้จำต้องคำนึงถึงผู้เป็นลูกค้าเป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นธุรกิจบริการ
กรณีการลงทุนโดยการมีเงินทุนเพียงพอที่จะเปิดดำเนินการได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาแหล่งเงินทุนภายนอก และกิจการดังกล่าวมีขนาดเล็ก จึงเลือกประกอบธุรกิจในรูปแบบห้างหุ่นส่วนจำกัด เพราะสามารถดำเนินธุรกิจได้โดยคล่องตัวและมีความน่าเชื่อถือระดับปานกลาง
สำหรับเงินได้ที่คาดว่าจะได้รับจากการประกอบกิจการนี้ กรณีที่คาดว่าจะมีจำนวนเงินได้พอสมควร จึงเลือกประกอบธุรกิจในรูปห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เพราะซึ่งเจ้าหนี้หรือบุคคลภายนอกสามารถฟ้องร้องได้โดยสะดวก[3] นอกจากนี้การรับผิดสำหรับหนี้สินอยู่เพียงบุคคลผู้เป็นหุ้นส่วนไม่มีผลกระทบถึงครอบครัว
1.ชื่อธุรกิจ
พิจารณาจากลักษณะสภาพแวดล้อมที่มีอิทธิผลต่อการดำเนินธุรกิจ และจากการศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ความนิยมและความต้องการของประชาชนในย่านนั้นความเป็นอยู่และรายไดของประชาชน การสาธารณูปโภค การผูกขาดและการแข่งขัน การคมนาคมขนส่ง ตลอดจนสิ่งจูงใจในแง่ของการครอบงำต่าง ๆ ซึ่งการได้เข้าไปสัมผัสด้วยการลงพื้นที่และวิเคราะห์ตลาดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง อันเป็นการส่งผลถึงการวางแผนกิจการและช่วยให้ธุรกิจเป็นไปด้วยดี ทั้งนี้เพราะในท้องถิ่นหนึ่งท้องถิ่นใด ย่อมมีความแตกต่างกัน และมีความเหมาะสมที่จะลงทุนเฉพาะธุรกิจบางประเภทเท่านั้น
อย่างไรก็ตามหัวใจของการเป็นผู้ที่เป็นเจ้าของธุรกิจก็คือ จะวิเคราะห์ถึงคู่แข่งในธุรกิจประเภทเดียวกันที่อยู่ในย่านเกี่ยวกับจำนวนรายได ทำเลที่ตั้ง และการโฆษณาประชาสัมพันธ์[4]
จากบริเวณที่ทำเลในการตั้งสถานประกอบธุรกิจ การบริการ จำนวนลูกจ้าง เครื่องใช้และอุปกรณ์ และวัตถุดิบสำหรับ การบริการลูกค้า ตลอดจน อาคารสถานที่ในการให้บริการผู้ค้าและบริการด้านความปลอดภัยแก่ลูกค้า ที่อยู่ในระดับเกณฑ์พอสมควร หรืออยู่ในช่วงของราคาที่สามารถใช้บริการได้นั่นเอง เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถที่จะเข้ารับการบริการได้ เมื่อเกิดอาการปวดเมื่อยร่างกายภายหลังจากการทำงาน และสามารถขัดตัวเพื่อความผ่องใสของร่างการ ตามตามด้วยการอบสมุนไพร่เพื่อความสดชื้นและเป็นการช่วยให้โลหิตไหลเวียนอย่างเป็นปกติด้วยสมุนไพร่ สุดท้ายสามมารถสะไดร์ผมก่อนออกจากร้านเพื่อปฎิบัติหน้าที่ต่อไปได้ในราคาแบบเป็นธรรมสำหรับผู้บริโภค
2.ประเภทของธุรกิจ
ในการประกอบธุรกิจอยู่กับธรรมชาตินั้นเป็นธุรกิจประเภทบริการ งานบริการนั้นหัวใจของการบริการคือการดูแลลูกค้าอย่างดีที่สุดเพราะลูกค้าคือพระเจ้า หากไม่มีลูกค้าแล้วงานบริการก็จะขาดรายได้ในลำดับต่อมา กล่าวคือการบริการนั้นมีบทบาทจากการเริ่มโฆษณาประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับส่วนที่เป็นการประกอบธุรกิจว่าเป็นการประกอบธุรกิจอะไร มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไรและประโยชน์ที่ได้รับกับการที่เข้ารับริการจากทางสถานประกอบการมีอะไรบ้าง สุดท้ายการเข้ารับบริการเป็นการบริการในราคาที่ไม่แพงและได้รับคุณภาพอย่าเต็มเปี่ยมทุกประเภท เป็นที่ประทับใจทุกระดับ ความปลอดภัยสำหรับทรัพย์สินของลูกค้าก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับผู้เข้ารับบริการ ผู้ให้บริการจะต้องดูแลลูกค้าจนถึงเวลาที่ลูกค้าเดินออกจากร้าน ออกไปจากประตูของร้าน นอกจากนี้หากผู้เข้ารับบริการท่านใดลืมทรัพย์สินไว้ ทางผู้ประกอบการต้องดูแลรักษาทรัพย์นั้นไว้เพื่อผู้เป็นเจ้าของจะกลับมาเอาเหมือนดังเช่นวิญญูชนดูแลทรัพย์สินของตนเอง
ในการให้บริการแก่ลูกค้าทุกขั้นตอนผู้ให้บริการต้องดูแลลูกค้าอยู่ตลอดเวลา แต่มิใช่เป็นเรื่องของการดูแลจนไม่สามารถทำอะไรได้ จนเกิดอาการอึดอัดมาเกินไป แต่เป็นการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า ภายใต้ความพอใจของลูกค้าแต่ละบุคคล
3.ประมาณการเงินทุนในการเริ่มต้นต่ำสุด
ปัจจัยที่มีผลต่อการสนับสนุนสินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อย คุณศิริพร นพวัฒนพงศ์ กล่าวว่า กิจการขนาดเล็ก ส่วนใหญ่มีข้อมูลไม่เพียงพอหรือมีข้อมูลที่น้อยกว่ากิจการขนาดใหญ่ทำให้การประเมินความเสี่ยงสินเชื่อของกิจการขนาดเล็กเป็นไปได้ยากกว่าการประเมินกิจการขนาดใหญ่ ดังนั้น โอกาสที่กิจการขนาดเล็กจะไม่ได้รับสิ้นเชื่อจึงสูงกว่ากิจการขนาดใหญ่ [5]
รายละเอียดการลงทุน ค่าใช้จ่ายสำหรับการลงทุนเริ่มต้น จะแตกต่างกันตามขนาดและลักษณะของกิจการจากข้อมูลเฉลี่ยของการสำรวจการลงทุนเริ่มต้นของผู้ประกอบธุรกิจ จำแนกเป็นตกแต่งอาคาร เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้สำนักงาน เครื่องมือและอุปกรณ์ในธุรกิจนวดแผนโบราณ เงินทุนหมุนเวียน ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบริการลูกค้า เงินค่าเช่าอาคารสถานที่ เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำประปา ไฟฟ้า เป็นต้น
กรณีการลงทุนนั้นเป็นการลงทุนโดยเงินทุนของหุ้นส่วนที่จะเปิดบริการ ในที่จะลงทุนในเรื่องของสินทรัพย์ถาวร กล่าวคือ สัญญาเช่าที่ดินอาคาร อุปกรณ์ที่ใช้ในการนวดแผนโบราณ ขัดตัวขัดผิว อบสมุนไพร สระไดร์ ลักษณะของอุปกรณ์ฟลูคนอน หมอน เสื้อผ้าสำหรับลูกค้าเปลี่ยนสำหรับการเข้ารับบริการ ผ้าขนหนู ผ้าเช็ดหน้า ผ้าคลุมตียง ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนสำหรับใส่และสำหรับเปลี่ยนรวม 2 ชุด โต๊ะและเก้าอี้ในการใช้เพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวก สำหรับลูกค้า เครื่องปรับอากาศ เครื่องดูดน้ำ หม้ออบยาสมุนไพร ห้องอบสมุนไพร เตียงขัดผิว ชั้นวางอุปกรณ์สำหรับขัดผิว อุปกรณ์ในการขัดผิว เตียงสระผม โต๊ะเครื่องแป้ง เก้าอีทำผมหมุนได้ ไดร์ หวี เครื่องหนีบ เครื่องรอนผม นอกจากนี้ยังมีในส่วนของสินทรัพย์ที่ยังต้องลงทุนอีกเป็นการหมุนเวียน กล่าวคือ สมุนไพร อาทิ ตะไคร้หอม ขมิ้น ไพร ปูเลย โหรพา กระเพรา ยาหมอง น้ำมันมะพร้าว ผงขัดผิว น้ำนม น้ำผึ้ง มะกูด มะนาว เกลือ แก๊สหุงต้ม ไฟฟ้า ค่าจ้างลูกจ้าง ค่าไฟฟ้า ค่าภาษีอากร ภาษีท้องถิ่นกล่าวคือภาษีป้าย ค่าอาหารและค่าเครื่องดื่มรายวันสำหรับบริการลูกค้า เป็น
รายละเอียดเงินลงทุนธุรกิจอยู่กับธรรมชาติ
รายการ
จำนวนเงิน(บาท)
ค่าตกแต่งอาคารสำนักงาน
100,000
เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้สำนักงาน
- โต๊ะ / เก้าอี้ทำงาน
4,000
- ตู้เก็บเอนกประสงค์
3,000
- เครื่องปรับอากาศ
30,000
- เครื่องเสียง
10,000
- ตู้เย็น
10,000
- เครื่องคอมพิวเตอร์ และเครื่องพิมพ์
10,000
- เครื่องโทรศัพท์
2,000
- เครื่องคิดเลข
1,000
- เฟอร์นิเจอร์อื่นๆ
20,000
รวม
190,000
เงินทุนหมุนเวียน
500,000
รวมเงินลงทุนทั้งหมด
690,000
4.กำไรที่คาดว่าจะได้รับ
อัตราผลตอบแทนทางการเงินอัตราผลตอบแทนทางการเงินของธุรกิจจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ขนาดของกิจการ ทำเลที่ตั้ง และความสามารถในการบริหารธุรกิจ เป็นต้น การคาดหวังเรื่องของกำไรหรือจำนวนเงินที่คิดว่าจะได้จากการประกอบธุรกิจ ความมุ่งหวังในการลงทุนทำธุรกิจก็ต้องยึดถือกำไรเป็นสำคัญ เป็นผลประโยชน์จากการประกอบธุรกิจ การทำธุรกิจที่จะให้ได้ผลดีจำเป็นต้องเลือกสถานที่หรือทำเลในการตั้งสถานประกอบการในสภาพแวดล้อมที่ในพื้นที่ และความนิยมของคนในท้องถิ่น และความต้องการของประชาชนนั้น
ทำเลที่ตั้งกล่าวคือในสถานที่ตั้งสถานประกอบกิจการธุรกิจอยู่กับธรรมชาตินั้น อยู่ที่หมู่ที่ 2 บ้านนางแล ตำบลบ้านนางแล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งตำบลนางแลนั้นตั้งอยู่บนเส้นทางถนนพหลโยถิน เชียงราย กรุงเทพมหานคร ตำบลนางแลเป็นตำบลที่อยู่ระหว่างตำบลหลาย ๆ ตำบล ทางทิศใต้และทิศตะวันตกของตำบลติดตำบลบ้านดู่ ทางทิศเหนือติดตำบลท่าสุด ทางทิศตะวันออกติดกับตำบลแม่ข้าวต้มหลวง
ตำบลนางแลเป็นตำบลที่เป็นทางผ่านของประชานในท้องถิ่นของ 3 ตำบลดังกล่าว และทัง 3 ตำบลเป็นตำบลที่องค์กรทางการศึกษาที่สำคัญ และมีการประกอบธุรกิจการค้าอย่างหลากหลาย และยังคงมีการประกอบอาชีพในภาคของการเกษตรอยู่ทุกตำบล กล่าวคือตำบลบ้านดู่ เป็นตำบลที่มีการประกอบธุรกิจในภาคเอกชนมาก อับประกอบด้วย ธุรกิจเครื่องเรือน ร้าขายเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก ร้านขายเครื่องนอนเรือนทอง ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านปีนัง ปั้มนำมันเอสโซ ศูนย์อีซูซุสาขาบ้านดู่ ศูนย์ขายรถมือสอง ศูนย์โตโยตาสาขาบ้านดู่ ร้านอาหารขนาดใหญ่หลายแห่ง สำหรับสถานศึกษาในตำบลบ้านดู่คือมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อมีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นแล้วเศรษฐกิจจะมีการหม่นเวียนเม็ดเงินจะกระจายไปในท้องถิ่นนั้นๆ ก่อให้เกิดธุรกิจอย่างหลากหลาย มีทั้งธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ตามกำลังของเจ้าของกิจการและแหล่งเงินทุน รวมถึงธุรกิจหอพักด้วย
ส่วนของตำบลท่าสุด เป็นตำบลที่มีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงตั้งอยู่ ซึ่งการพัฒนาเศรฐกิจในส่วนของตำบลท่าสุดยังคงอยู่ในช่วงพัฒนาไปเรื่อยๆ นับแต่มีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นมา อย่างไรก็ตามนับว่าเป็นการขยายตัวอย่างรวดเร็วมาก กล่าวคือ จากพื้นที่เป็นตำบลที่ไม่มีการพัฒนามากนักยังคงเป็นแบบท้องถิ่นธรรมดาที่ไม่ได้เกิดรายได้แต่อย่างไร หรืออาจจะมีแต่ในราคาไม่มากนัก การตั้งมหาวิทยาลัยเป็นอันส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภาคการเกษตรอย่างเต็มตัว มาเป็นการเกษตรแบบครึ่งตัวและหันมาประกอบธุรกิจ อาทิเช่น ธุรกิจหอพัก ธุรกิจร้านค้า ร้านอาหาร และในส่วนของภาคมหาวิทยาลัยก็ต้องมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการประกอบการของท้องถิ่นในการรองรับมหาวิทยาลัยในการขยายตัว อันเป็นการพัฒนาเศษฐกิจจึงมีการกระจายของเม็ดเงินอย่างทั่วถึง ในตำบลท่าสุดนับว่าเป็นตำบลที่มีเม็ดเงินที่ค่อนข้างที่จะมีการพัฒนาไปอย่างยังยืนต่อไป
ตำบลแม่ข้าวต้มหลวงเป็นตำบลที่มีการประกอบธุรกิจในภาคของเกษตรกรมอย่างหลากหลาย และภาคเกษตรเป็นอาชีพหลักของตำบลนี้ นอกจากนี้ในตำบลมีในส่วนของไร่บุญรอดบิวเวอร์รี่ และฟามเมอวิวล์ ที่เป็นตัวหลักในภาคเกษตรอันเป็นการกระจายรายได้ จากการส่งเสริมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะช่วยเหลือในการประกอบอาชีพ และการดูแลเอาใจใส่รวมถึงการนำเสนอแสดงผลงานจากการเกษตรประจำปี จะเห็นว่าเป็นการกระตุ้นภาคการเกษตรอย่างหนึ่ง
สำหรับทำเลที่ตั้งสถานประกอบการในบ้านนางแล หมู่ที่ 2 ตำบลนางแล อำเภอเมืองจังหวัดเชียงราย นั้น ในตำบลนางแลเป็นตำบลที่ประกอบธุรกิจ และยังคงมีการประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรมเช่น การทำสวนลิ้นจี่ สวนสับปะรด สวนมันเทศ แต่จากปีที่ผ่านมาในภาคของเกษตรกรรมได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจอย่างมากทำให้พืชผลทางการเกษตรไม่เป็นไปตามเป้าหมาย บางรายถึงกับขาดทุนอันเป็นการเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางและรัฐบาลไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้เท่าที่ควร ดังนั้นในบริเวณนี้เป็นบริเวณที่มีการสัญจรไปมาผู้คนพลุพลานอย่างมาก จึงควรประกอบธุรกิจในภาคของธุรกิจ อย่าที่ผู้ศึกษาได้ศึกษาในการทำธุรกิจอยู่กับธรรมชาติ อันเป็นการนำธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นธรรมชาติมาปลูกประดับตกแต่งกิจการ ละนำมาแปลรูปใช้ในการทำธรรมชาติบำบัดในการรักษาโรคบางประเภท และเป็นการบำรุงเพื่อสุขภาพ รวมถึงเรื่องความสวยงามบุคลิกที่ดีสืบไป แบบเศรษฐกิจพอเพียงอยู่อย่างเพียงพอตามพระราชดำรัชของประบาทสมเด็จประเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
สถานที่ประกอบกิจการ บ้านไม้สองชั้น ประกอบด้วย 2 ห้องโถ 1 ห้องน้ำ 1 ห้องเล็ก ใต้ถุ่นบ้านโล่ง และมีบริเวณบ้านเป็นลานรอบนอกประมาณ 2 งาน สถานที่ประกอบการเป็นการทำสัญญาเช่า ในราคาเดือนละ 3000 บาท ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้าไม่รวมในค่าเช่า
การทำสัญญาเช่า ในการทำสัญญาเช่านั้นเป็นการทำสัญญาเช่าระหว่างผู้ให้เช่ากับผู้เช่า ตกลงเช่าบ้านพร้อมที่ดินในสถานประกอบกิจการดังกล่าว ในราคาเดือนละ 3000 บาท ไม่รวมค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า เป็นระยะเวลาการเช่า 3 ปีติดต่อกัน แลผู้เช่าสามารถต่อเติมตกแต่งบ้านได้ภายใต้การอนุญาตของผู้ให้เช่าและการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด และผู้ให้เช่ายังคงอยู่ในบ้านที่ผู้เช่าได้เช่าอยู่ต่อไปในฐานะผู้ดูแลรักษาบ้าน ทำความสะอาดบ้าน ทั้งสองฝ่ายได้ทำสัญญาถูกต้องตรงกัน 2 ฉบับมีข้อความถูกต้องตรงกัน และต่างฝ่ายก็เก็บไว้ฝ่ายละฉบับ เพื่อเป็นหลักฐานทั้งสองฝ่ายได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานเป็นสำคัญ
การทำสัญญาจ้างลูกจ้าง สำหรับการทำสัญญาจ้างแรงงานลูกจ้างนั้น ประกอบด้วยลูกจ้าง ที่สามารถทำภาระกิจเกี่ยวกับการบริการที่ให้บริการได้ทุกอย่าที่ให้บริการอยู่ในการประกอบกิจการธุรกิจอยู่กับธรรมชาติ และที่สำคัญลูกจ้างทุกคนต้องมีใบประกาศกายนียบัตรผ่านการอบรมจากสาธารณสุข ในการให้บริการกับลูกค้าเริ่มตั้งแต่การต้อนรับ การดูแล การนวดแผนโบราณ การนวดน้ำมัน ขัดผิว ขัดตัว อบสมุนไพร สระไดร์ เงื่อนไขในการทำงานลูกจ้างทำงานได้
ประเภทกลุ่มของกลุ่มลูกค้า กลุ่มลูกค้าแบบออกเป็น 2 กลุ่ม กล่าวคือ กลุ่มที่เป็นลูกค้าประจำ กับกลุ่มที่เป็นลูกค้าไม่ประจำหรือลูกค้าขาจร ที่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางไปมา ลูกค้าประเจ้าจะเป็นผู้ประกอบการในด้านต่าง ๆ จากการประกอบอาชีพอย่างหลากหลาย อาทิ กลุ่มประกอบธุรกิจ ประกอบอาชีพทางภาครัฐ ประกอบอาชีพภาคเกษตรกรรม ใน 4 ตำบล ใกล้เคียง สำหรับลูกค้าไม่ประจำจะเป็นลูกค้าที่ ที่เดินทางไปมาภายในจังหวัด หรือต่างจังหวัด หรือกลุ่มของลูกค้าในต่างประเทศที่มาจากบริษัทนำเที่ยวจัดมา
5เทคนิคการขายและกลวิธีดึงดูดลูกค้า
ในการประกอบธุรกิจบริการอยู่กับธรรมชาตินั้น เป็นงานด้านบริการที่เป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนในการดูแลลูกค้าและปรับปรุงดูแลสถานประกอบการอยู่เสมอกล่าวคือ
เรื่องการให้บริการกับลูกค้าจะต้องเป็นการดูแลตั้งแต่ลูกค้าขับรถ หรือเดินเข้าประตูร้านเข้ามา จนถึงเวลาที่ลูกค้าออกจากประตูร้านไปจนลับตาจึงถือว่าการดูแลลูกค้าท่านนั้นเสร็จสิ้นภารกิจอย่างบริบูรณ์เต็มรูปแบบ
เรื่องของการให้บริการเป็นเรื่องสมุนไพรนั้น จะเป็นสมุนไพรที่ซื้อมาจากชาวบ้านในท้องถิ่นบางและเป็นสมุนไพรที่ปลูกเองบาง จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการเตรียมการอยู่ตลอดเวลา จะต้องมีความพร้อมในการให้บริการแก่ลูกค้าอยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน
เรื่องการตกแต่งร้านเป็นการตกแต่งโดยที่จะเน้นถึงการเอาสมุนไพรพื้นบ้านมาเป็นตัวที่ประกอบ และมีไม่ดอกไม้ประดับ และไม้เลื้อยในกรให้ร่มเงาสลับกับต้นไม้ใหญ่ เป็นการใช้ธรรมชาติทดแทนส่งเสริมการลดภาวะโลกร้อน เพราะต้นไมจะคลายออกซิเจนทำให้รู้สึกเย็นและมีความรู้สึกสดชื้น กับธรรมชาติจริงๆ
เรื่องความสะอาดเป็นสิ่งที่จำเป็นมาสำหรับธุรกิจให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่จอดรถ โต๊ะและเก้าอี้ เสื้อผ้า ผ้าขนหนู ผ้าเช็ดหน้า ที่นอน หมอน และทุก ๆ อย่าง
ทางร้านจำมีบริการนำดื่มสมุนไพรฟรี ทุกวันโดยสลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป อาทิ น้ำมะขาม น้ำใบเตย น้ำกระเจี้ยบ น้ำมะตูม น้ำดอกคำฝอย น้ำขิง เป็นต้น
การบริการการนวด แล้วจะมีบริการเสริมนวดน้ำมันในราคาเดียวกับนวดธรรมดา มีนวดฝ่าเท้า นวดศรีษะ นวดหน้า เพื่อผ่อนคลายร่างกายจากการเหนื่อยล้าจากการประกอบการงานต่าง สุดท้ายหลังก่รนวดแล้วอาจจะคลายเส้นด้วยการประคบยาสมุนไพรก็จะเป็นการดีอีกทางหนึ่ง
การขัดหน้า ขัดผิว ขัดตัว เพื่อเป็นการดูแลสุขภาพผิวที่ดี และความเปล่งปลั่งของผิวพรรณอย่างธรรมชาติโดยคุณค่าของผงขัดผิว น้ำนมสด น้ำผึ้ง และน้ำมันมะพร้าว
เพื่อการไหลเวียนของโลหิตที่ดี และการกระชับผิวโดยการอบสมุนไพรที่อุดมไปด้วย ขมิ้น ยาหอม ตะไคร้หอม ปูเลย ใบเตย
ก่อนออกไปปฎิบัติภารกิจต่อไปก็จะมีการสระผมและไดร์สำหรับเตริมความพร้อมก่อนออกจากร้าน การบริการในราคาที่เป็นกันเอง แต่บริการระดับเยี่ยม หรือผู้ที่เข้าใช้บริการอาจเลือกใช้บริการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ตามความสะดวกและพึ่งพอใจของลูกค้า
การโฆษณาเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ตามสื่อ ทางวิทยุ และขึ้นป้ายโฆษณาหน้าร้า และเป็นเรื่องลูกค้าประทับใจแล้วบอกต่อและเป็นลูกค้าประจำ
6.วิธีการลงทุน
ธุรกิจอยู่กับธรรมชาติเป็นธุรกิจที่ ใช้วัตถุดิบส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่น ที่สามารถได้จากท้องถิ่นโดยนำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาแปลรูปให้เกิดประโยชน์ในเชิงธุรกิจอีกรูปแบบหนึ่งแทนการขายตามท้องตลาดสดและได้นำมาเพื่อบริการลูกค้าในร้าน อันเป็นต้นทุนการผลิตที่ต่ำและได้คุณภาพ อันเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในท้องถิ่นจากการประสบปัญหาเรื่องพืชผลทางการเกษตรตกต่ำจากปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาภาวะโลกร้อนในบางส่วน และได้มีการนำพืชสมุนไพรมาใช้ในการประดับตกแต่งร้านแสดงออกซึ่งเอกลักษณ์ของร้านที่เน้นเรื่องของธรรมชาติ และสามารถนำมาใช้ได้ในยามที่ขาดแคลนวัตถุดิบในการให้บริการได้นอกจากนี้พืชผลทางเกษตรยังเป็นพืชผลที่ปลอดสารพิษเป็นวัตถุดิบที่ปลอดภัยในราคาที่ถูก
7.การบริหารธุรกิจ
การบริหารธุรกิจบริการ ธุรกิจอยู่กับธรรมชตินี้ เป็นดารบริหารงานของเจ้าของกิจการเอง โดยการศึกษาข้อมูลข่าวสารในด้านต่าง ๆ การส่งเสริมของนโยบายของภาครัฐ ความนิยม ความต้องการของประชาชน ทั้งในด้านข้อมูลที่เป็นเอกสาร ข้อมูลทางการประชาสัมพันธ์จากสื่อ ข้อมูลที่เป็นอิเล็คทรอนิก จากการนำเสนอของหน่วยงานและองค์กรได้จัดการแสดงไว้ในรูปแบบต่าง ๆ ส่วนใหญ่ผู้เป็นเจ้าของกิจการจะเป็นผู้บริหารเอง เริมจากเป็นผู้ซึ่งลงทุนเอง และลงมือเริ่มการจัดการตกแต่งออกแบบปรับปรุงร้านในรูปแบบของ ห้องที่สามารถใช้งานในหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นห้องโถ่ง และในห้องโถงนั้นสามารถปรับเปลี่ยนซอยเป็นห้องเล็กได้ สำหรับการนวดออยหรือนวดน้ำมัน ในยามที่ต้องการใช้ในห้องชั้นบนเป็นห้องปรับอากาศ และชั้นล่างประกอบด้วย 4 ส่วน คือส่วนที่เป็นห้องโถงที่สามารถใช้เป็นห้องรับรองแขก นอกจากนี้ยังใช้ประโยชน์ในรูปอื่น ๆ ได้ ห้องต่อมาเป็นส่วนของห้องสระไดร์ ถัดมาเป็นห้องอบสมุนไพรลักษณะเป็นเรือนไม้ออกมาแบบห้องเดียวสามารถอบรวมได้ เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าเวลาเกิดอาการหน้ามืด ก็สามารถมีคนช่วยเหลือได้ ถัดจากเรือนไม้ห้องอบสมุนไพร ส่วนถัดมาเป็นส่วนของการขัดผิวขัดตัวขัดหน้า และห้องน้ำเป็นแบบสมัยโบราณจริงๆ ตามแบบทางงภาคเหนือตามตัวอาคารบ้านที่เป็นแบบของบ้าน ทางภาคเหนือภาคเหนือ ส่วนสุดท้ายเป็นลานหน้าร้านและบริเวณลานจอดรถที่เป็นแบบธรรมชาติประยุคอาคารที่ร่มรืนและกันฝนได้แข็งแรงคงทน
สำหรับการให้บริการนั้นผู้บริการจะเป็นผู้ที่ดูแลลูกค้าในภาพรวมทั้งหมดแต่เป็นในรูปแบบของเงาลูกจ้างที่ลูกจ้างเป็นผู้ดูแลลูกค้าเป็นตัวหลักและในส่วนที่เหลือนอกเหนือความสามารถของลูกจ้างที่ไม่สามารถทำได้ผู้บริหารจะเป็นผู้คอยช่วยเหลือ เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ส่วนของการบริการลูกค้าจะมีมาตราฐานในการให้บริการอยู่ตาประเภทของงานและหน้าที่ของตนตามรูปแบบงานโดยมีการฝึกอบรมเกี่ยวกับเทคนิคการให้บริการและเอาใจใส่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ นอกจากนี้คงมีการประเมินการทำงานของลูกจ้างโดยตนเอง และผู้เป็นเจ้าของจะเป็นผู้ประเมินลูกจ้างเองเป็นการส่วนตัวตามความเหมาะสมภายใต้เงื่อนไขของบุคคลในครอบครัวที่เอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน
8.ปัญหาและอุปสรรค
ในการบริหารงานธุรกิจประเภทให้บริการนั้น หัวใจของงานก็คือการให้บริการ การดูแลเอาใจใส่ลูกค้า เป็นงานที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงและต้องคิดอยู่เสมอว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับสถานการณ์ต่าง ๆ ดังนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ดูหยุมหยิมละเอียดเล็กน้อยซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากกับงานให้บริการ นอกจากนี้ความสะอาดของการให้บริการคงเป็นเรื่องที่สำคัญเช่นเดียวกัน ฉะนั้นจะมีปัญหาสำหรับลูกจ้างที่คิดว่าตัวเองสามารถทำงานประเภทการให้บริการได้แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำงานบริการได้ จึงควรที่จะหาลูกจ้างที่สามารถปฎิบัติงานได้ในทุกงานที่ให้บริการ มีบุคลิกที่มีไมตรี รักในงานให้บริการตรงนี้เป็นการยาที่จะหาลูกจ้างประเภทนี้ได้และทำงานในระยะยาวได้ในจำนวนตามต้องการได้เพราะ มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความคิด สามารถคิดและตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองได้เป็นเรื่องของธรรมชาติไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่คงมีในเรื่องของการสร้างเงื่อนไขเท่านั้นที่จะเป็นกฎเกณฑ์เพื่อเป็นการจัดระเบียบบังคับโดยระยะหนึ่งเท่านั้น
บทที่ 2
หลักเกณฑ์ในการทำสัญญาและเครื่องหมายที่เกี่ยวข้อง
1.ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ลักษณะธุรกิจร้านที่ให้บริการด้านสุขภาพ การนวนแผนโบราณอันเป็นการให้บริการที่มีการนวด ขัดผิว อบสมุนไพร สระไดร์ ในสถานบริการที่เดียว
วิธีการจัดตั้งและเริ่มต้นธุรกิจการจดทะเบียนพาณิชย์ห้างหุ้นส่วนจำกัด ผู้ประกอบการธุรกิจต้องจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สถานที่ยื่นขอจดทะเบียนจังหวัดเชียงราย ยื่นขอจดทะเบียน ณ สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ที่ห้างหุ้นส่วนมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่เกินสามคน 1,000 บาท
2.กฎหมายและระเบียบเฉพาะธุรกิจ
ใบอนุญาตประกอบกิจการ
ธุรกิจร้านอยู่กับธรรมชาติ เป็นกิจการที่เป็นการส่งเสริมต่อสุขภาพตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข ต้องขออนุญาตประกอบกิจการก่อนดำเนินการ
สถานที่ขออนุญาต
จังหวัดเชียงราย ยื่นขอ ณ องค์การบริหารส่วนตำบลนางแล ซึ่งดูแลเขตพื้นที่ที่ตั้งสถานประกอบการ
ค่าธรรมเนียม ไม่เกิน 10,000 บาท
การปิดป้ายแสดงราคาค่าบริการ
คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกประกาศกำหนดให้ผู้จำหน่ายปลีกอาหารและเครื่องดื่ม ต้องปิดป้ายแสดงราคาค่าบริการให้เห็นชัดเจนในที่เปิดเผย ณ สถานที่จำหน่าย การฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท
3.กฎหมายเกี่ยวกับสาธรณสุข
ใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์
นอกจากนี้ยังมีกฎและระเบียบด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม สวัสดิการและการคุ้มครองแรงงาน
ที่ต้องถือปฏิบัติ
4.กฎหมายแรงงาน
กฎหมายคุ้มครองแรงงาน (Labour Protection Law)
กฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่บัญญัติถึงสิทธิ หน้าที่ระหว่างนาย ลูกจ้าง โดยกำหนด
* มาตรฐานขั้นต่ำในการจ้าง (ค่าจ้างเหมาะสม)
* การใช้แรงงาน
* การจัดสถานที่และอุปกรณ์ในการทำงาน
ลักษณะสำคัญของกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้ ดังนั้น
1. เป็นกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม กฎหมายคุ้มครองแรงงานนั้นผูกพันอยู่กับสภาพสังคม เศรษฐกิจและการเมือง เมื่อสภาพต่าง ๆ เหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป กฎหมายคุ้มครองแรงงานก็สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปได้
2. เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน กฎหมายคุ้มครองแรงงานมุ่งที่จะสร้างความเป็นธรรมในสังคม โดยเฉพาะเพื่อคุ้มครองลูกจ้างมิให้ถูกนายจ้างเอารัดเอาเปรียบเกินไป บทบัญญัติในกฎหมายคุ้มครองแรงงานจึงเป็นข้อบังคับที่เด็ดขาด เป็นกฎหมายที่มีโทษทางอาญาหากมีการฝ่าฝืน และนายจ้างอาจถูกดำเนินคดีทางแพ่งเพื่อบังคับให้จ่ายเงินหรือชดใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิด้วย
3. เป็นกฎหมายกึ่งมหาชนกึ่งเอกชน คือเป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง จึงมีลักษณะเป็นกฎหมายเอกชน และมีโทษทางอาญาเมื่อมีการฝ่าฝืน ซึ่งเป็นลักษณะของกฎหมายมหาชน
4. เป็นกฎหมายทางสังคม กฎหมายคุ้มครองแรงงานตราขึ้นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม มุ่งที่จะคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของลูกจ้าง
การตีความกฎหมายคุ้มครองแรงงาน การตีความกฎหมายคุ้มครองแรงงานในส่วนที่กำหนดความผิดและมีโทษทางอาญา จะต้องให้เป็นไปเช่นเดียวกับการตีความกฎหมายทั่วไป ส่วนการตีความในกรณีมีปัญหาหรือข้อสงสัยว่าจะตีความบทกฎหมายที่ไม่ชัดแจ้งไปในทางใด ให้ตีความไปในทางหรือนัยที่จะให้การคุ้มครองลูกจ้าง และสร้างปทัสถานที่ดีแก่สังคมแรงงาน ยิ่งกว่าที่จะตีความไปในทางหรือนัยที่จะให้ประโยชน์แก่นายจ้างหรือปัจเจกบุคคล
ขอบเขตการบังคับใช้ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541ใช้บังคับแก่นายจ้าง ลูกจ้างในกิจการจ้างงานทุกราย
ไม่ว่าจะประกอบกิจการปกระเภทใด และไม่ว่าจะมีจำนวนลูกจ้างเท่าใดยกเว้นนายจ้างหรือกิจการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 คือ
1. ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น
2. รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
3. นายจ้างประเภทที่ได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ซึ่งจะไม่ใช้บังคับตามกฎหมายทั้งฉบับหรือบางส่วนก็ได้ ซึ่งได้ออกกฎกระทรวง 2 ฉบับ ยกเว้นมิให้ใช้บังคับกฎหมายทั้งฉบับแก่โรงเรียนเอกชนในส่วนที่เกี่ยวกับครูและครูใหญ่ งานเกษตรกรรมและงานรับไปทำที่บ้าน กับยกเว้นไม่ให้ใช้บังคับกฎหมายบางส่วนแก่นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้ประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย (ฎีกาที่ 3206/2533) และนายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ [6]
กฎหมายประกันสังคม
กฎหมายประกันสังคม เป็นกฎหมายที่กำหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนประกันสังคมขึ้นโดยให้ลูกจ้างหรือผู้สมัครเข้าประกันตน นายจ้างและรัฐบาลร่วมออกเงินสมทบเพื่อใช้กองทุนดังกล่าวเป็นหลักประกันให้แก่ลูกจ้างและผู้สมัครเข้าประกันตนได้รับการสงเคราะห์เมื่อประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือตายอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน คลอดบุตร ชราภาพ และว่างงาน รวมทั้งการสงเคราะห์บุตร ซึ่งจะทำให้ชีวิตของลูกจ้างและสังคมมีความมั่นคงขึ้น
ขอบเขต ปัจจุบันกฎหมายประกันสังคมใช้บังคับแก่กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ ๑๐ คนขึ้นไปผู้ที่ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายดังนี้ คือ
ก. ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวรายวัน และลูกจ้างชั่วคราวรายชั่วโมงของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น ยกเว้นลูกจ้างชั่วคราวราเดือน
ข. ลูกจ้างของรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ
ค. ลูกจ้างของนายจ้างที่มีสำนักงานในประเทศและไปประจำทำงานอยู่ในต่างประเทศ
ง. ครูหรือครูใหญ่ของโรงเรียนเอกชน
จ. นักเรียน นักเรียนพยาบาล นิสิตหรือนักศึกษา หรือแพทย์ฝึกหัด ซึ่งเป็นลูกจ้างของโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือโรงพยาบาล
ฉ. ลูกจ้างของสภากาชาดไทย
ช. ลูกจ้างของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์
ซ. ลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
ณ. ลูกจ้างของกิจการเพาะปลูก ประมง ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ซึ่งมิได้ใช้ลูกจ้างตลอดปี และไม่มีงานลักษณะอื่นรวมอยู่ด้วย
ญ. ลูกจ้างของนายจ้างที่จ้างไว้เพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว เป็นการจรหรือเป็นไปตามฤดูกาล (พ.ร.ก. มาตรา ๓)
ฎ. ลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย (มาตรา ๕)
ผู้ประกันตน
ลูกจ้างที่มีอายุ ๑๕ ปีบริบูรณ์ถึง ๖๐ ปีบริบูรณ์ในกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ ๑๐ คนขึ้นไป จะตกเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายนี้ทันทีที่เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทั้งนี้จนกว่าจะพ้นจากการเป็นลูกจ้างของนายจ้างดังกล่าว (มาตรา ๓๓)
ผู้สมัครเข้าประกันตน บุคคลมิใช่ลูกจ้างที่อยู่ในข่ายบังคับของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น (คนขับรถรับจ้าง แม่ค้า ข้าราชการ ทนายความ ฯลฯ) อาจสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตนได้ โดยสมัครและจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตามอัตราที่กำหนดเป็นรายปี (ปี ๒๕๓๗ - ๒๕๓๘ เป็นเงิน ๒,๘๘๐ บาท ปี ๒๕๓๙ - ๒๕๔๐ เป็นเงิน ๓,๑๑๐ บาท ปี ๒๕๔๑ เป็นต้นไป เป็นเงิน ๓,๓๖๐ บาท)และเมื่อได้จ่ายเงินครบระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ผู้สมัครเข้าประกันตนดังกล่าวจะได้รับประโยชน์ทดแทนเพียง ๓ ประเภท คือ ประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร ในกรณีทุพพลภาพ และในกรณีตายเท่านั้น (มาตรา ๔๐ และพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของผู้ประกันตนซึ่งมิใช่ลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๓๗)
5.การจดทะเบียนพาณิชย์
ผู้ประกอบการต้องจดทะเบียนพาณิชย์ตามกฎหมายด้วย โดยถือเป็นผู้ประกอบพาณิชยกิจ และเมื่อได้จดทะเบียนพาณิชย์แล้ว จะต้องแสดงใบทะเบียนพาณิชย์ไว้ ณ สำนักงานในที่เปิดเผย ซึ่งอาจเห็นได้ง่าย มิฉะนั้น จะมีโทษสำหรับผู้ไม่ปฎิบัติตาม[7]
บทที่ 3
ภาระภาษีและค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับธุรกิจการการบริการ
“อยู่กับธรรมชาติ”
1.ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร
ผู้ประกอบกาต้องมีหน้าที่เสียภาษีตามประมวลรัษฎากร กรณีเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญจะต้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี โดยมีรายละเอียด ดังนี้
(1).ภาษีเงินได้ กรณีผู้ศึกษาเป็นการประกอบธุรกิจประเภทบริการที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล จะต้องเสียภาษี คือเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร และนอกจากนี้ยังหมายความรวมถึงความหมายพิสดารของคำว่า เงินได้พึงประเมิน [8]
ห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งเป็นนิติบุคคล ต้องยื่นขอเป็นผู้มีบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรต่อ สรรพากรพื้นที่ ที่ตั้งของสถานประกอบการ
ต้องยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล ประจำปี และ ครึ่งปี (ภ.ง.ด.50 และ 51) หากมีรายได้เกิน 1,200,000 ต่อปี ต้องยื่นชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ. 30
(2).ภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการรายใดที่มีรายได้ตลอดทั้งปีเกินกว่า 1,800,000 บาท นอกจากผู้นั้นจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย โดยต้องไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งผู้ประกอบการมีรายได้เกินกว่า 1,800,000 บาท ผู้ประกอบการนั้นสามารถใช้ประโยชน์และออกใบกำกับภาษีซื้อและขายได้ โดยผู้ประกอบการจะต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีทุกเดือนในทุก ๆ วันที่ 15 ของเดือนถัดไป
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการดำเนินธุรกิจประเภทการให้บริการ อยู่กับธรรมชาติ ในส่วนของการประกอบการนวดแผนโบราณ การขัดตัว ขัดผิว อบสมุนไพร จะมีกฎหมายหลายฉบับเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมายและจะต้องระมัดระวังในการวางแผนให้อยู่ในความเป็นไปได้อย่างมีคุณภาพ เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่มาตรวจมอบจะต้องคอยเป็นกังวลเปลี่ยนแปลงแก้ไขเกี่ยวกับการวางแผนอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังต้องเสียในส่วนของเบี้ยปรับอีกจำนวนหนึ่งหรือในจำนวนที่มากกว่าที่จะต้องเสียตามความเป็นจริงที่จะต้องเสียในตอนแรก เรื่องภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร การทำธุรกิจประเภทการให้บริการ นวดแผนโบราณ ขัดตัว ขัดผิว อบสมุนไพร ในชื่อธุรกิจอยู่กับธรรมชาติ เป็นเรื่องหมายการค้าในรูปของห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเพื่อเบ่งแยกยอดเงินได้ออกไปเพราะเมื่อเสียภาษีในนามของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล เงินส่วนแบ่งกำไรที่ผู้เป็นหุ้นส่วนได้รับก็จะยกเว้นภาษีเงินได้กล่าวคือ เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ เงินส่วนแบ่งของกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ซึ่งต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ แต่ไม่รวมถึงเงินส่วนแบ่งของกำไรจากกองทุนรวม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (14) และสุดท้ายถ้ารายได้เข้าเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ต้องเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย
2.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินปีละครั้ง โดยกรอกรายการที่ทางราชการกำหนดไว้ และพนักงานเจ้าหน้าที่จะเป็นผู้ประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 12.5 ของการกำหนดราคาทุนทรัพย์ เมือผู้ประกอบการที่รับการประเมินผู้ใดไม่พอใจในการประเมิน ก็สามารถยื่นคำร้องขอพิจารณาการประเมินนั้นใหม่ได้ ถ้าผู้ใดละเลยหรือจงใจไม่เสียภาษีตัวนี้ ผู้นั้นจะมีโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา ตามกำหนดในกฎหมาย
ภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นภาษีที่เป็นรายได้ของราชการบริหารส่วนท้องถิ่น โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บภาษีนี้ในเขตปกครองส่วนตำบลจัดเก็บให้เป็นรายได้ของจังหวัด และเป็นการบริการของส่วนจังหวัด ซึ่งผู้ประกอบการที่อยู่ในเขตรับผิดชอบส่วนไหนก็ให้ไปยื่นแบบแสดงรายการขอชำระภาษีในเขตนั้น ๆ
พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 และพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือน ฉบับที่แก้ไขในภายหลังต่อมา มิได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าทรัพย์สินประเภทใดบ้าง ที่เจ้าของจะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน แต่กฎหมายได้กำหนดประเภทของทรัพย์สินไว้ในมาตรา 6 และกำหนดข้อยกเว้นที่จะต้องเสียภาษีโรงเรือนไว้ในมาตรา 9 และมาตรา 10 เมื่อพิจารณามาจากมาตราดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่าทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือน คือภาษีโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นกับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นนั้น โดยโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว เจ้าของได้ใช้ประโยชน์โดยการให้เช่าใช้ทำธุรกิจ ค้าขาย เป็นที่เก็บสิ้นค้า ประกอบอุตสาหกรรม ให้ผู้อื่นอยู่อาศัยหรือใช้ในกิจการอื่นใดนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วเพื่อประโยชน์ในการหารายได้
สำหรับอัตราภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น มีอัตราเดียวทั่วประเทศ และใช้มาตั้งแต่เริมแรกจนถึงปัจจุบัน คืออัตราร้อยละ 12.5 ของค่ารายปี (ตาม มาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2534 ใช้คำว่า อัตราร้อยละสิบสองครึ่งของค่ารายปี) ซึ่งในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นให้เช่า และค่าเช่านั้นจำนวนเงินอันสมควรให้เช่าได้ อาจคิดภาษีได้ง่ายโดยภาษีจะเท่ากับค่าเช่าเดือนครึ่งนั่นเอง[9]
3.ภาษีป้าย
ภาษีป้าย ในการดำเนินธุรกิจประเภทนี้ส่วนมากจะมีการติดป้ายหน้าร้าน หรือป้ายชื่อร้านทั้งการติดตั้งโปสเตอร์ต่าง ๆ ผู้เป็นเจ้าของป้ายจะต้องเสียภาษีตามกฎหมายด้วย โดยการยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายกับเจ้าหน้าที่บริการราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งภาษีป้ายนี้ถือเป็นรายได้ของเทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด การคำนวณภาษีป้ายจะขึ้นอยู่กับลักษณะของตัวอักษรไทย หรือต่างประเทศรวมกับขนาดความกว้างยาวของป้าย
1).ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน ให้คิดอัตรา 3 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
2).ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศและหรือปนกับภาพ และหรือเครื่องหมายอื่น คิดอัตรา 20 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
3).ป้ายดังต่อไปนี้ คิดอัตรา 40 บาท ต่อ 500 ตางเซนติเมตร
(ก).ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย ไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายใด ๆ หรือไม่
(ข).ป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วนหรือทั้งหมดอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ
และป้ายตาม 1). 2). หรือ 3). เมื่อคำนวณพื้นที่ของป้ายแล้ว ถ้ามีอัตราที่ต้องเสียภาษีต่ำกว่าป้ายละ 200 บาท ให้เสียภาษีป้ายละ 200 บาท
ถ้าภาษีป้ายที่จะต้องชำระมีจำนวนตั้งแต่ 3000 บาทขึ้นไป ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะขอผ่อนชำระเป็นเงิน 3 งวด งวดละเท่า ๆ กันก็ได้ โดยงวดที่ 2 ต้องชำระภายใน 1เดือน นับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่ 1 และต้องชำระงวดที่ 3 ภายใน 1 เดือนนับตั้งแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระเงินงวดที่2
นอกจากนี้กฎหมายยังกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายแสดงหลักฐานการเสียภาษีป้ายไว้ ณ ที่เปิดเผยในสถานที่ประกอบการการค้าหรือประกอบกิจการอีกด้วย อนึ่งในระหว่าปี ถ้าเจ้าของป้ายติดตั้งป้ายใหม่แทนป้ายเดิมและป้ายใหม่นั้นมีพื้นที่ข้อความภาพและเครื่องหมายอย่างเดียวกับป้ายเดิมที่ได้เสียภาษีป้ายแล้วเจ้าของป้ายจะได้รับการยกเว้นภาษีป้ายในปีที่ติดตั้ง หรือแสดงป้ายนั้น แต่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ติดตั้งป้าย และเช่นเดียวกันในกรณีที่เจ้าของป้ายได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขพื้นที่ป้ายข้อความ ภาพ หรือ เครื่องหมายบางส่วนในป้ายที่ได้เสียภาษีแล้ว อันเป็นเหตุให้ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น เจ้าของป้ายดังกล่าวต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายภายใน 15 วัน นับแต่ วันเปลี่ยนแปลงแก้ไขป้าย และกรณีนี้ให้เสียภาษีเฉพาะจำนวนเงินภาษีที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงแก้ไขป้ายเท่านั้น
ภาษีป้ายเป็นภาษีท้องถิ่นอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ได้มีการกำหนดและจัดเก็บมาตั้งแต่ได้มีการประกอบรายการประกอบใช้ประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2481 โดยภาษีจะรวมอยู่ภาษีโรงค้า ซึ่งคือภาษีการค้านั้นเอง วัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษีป้ายก็เพื่อให้นิยมไทยและอนุรักษ์เอกลักษณ์ไทย จึงสนับสนุนให้ใช้อักษรไทยในการเขียนป้ายโดยอัตราภาษีป้ายอักษรไทยจะต่ำกว่าอัตราภาษีจากป้ายโฆษณาเพิ่มอีกประเภทหนึ่งด้วย
ต่อมาได้มีการตราพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ออกใช้บังคับเพื่อแยกภาษีป้ายซึ่งเป็นภาษีของราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ออกจากประมวลรัษฎากรและให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และสุขาภิบาล ซึ่งเป็นองค์กรบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ในขณะนั้นเป็นผู้จัดเก็บภาษี
จนถึงปัจจุบันนี้การประกาศใช้พระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 25344 เป็นต้นมา (รอ กฎกระทรวงประกาศใช้) ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ในประเด็นสำคัญ ๆ หลายประการ ด้วยกัน
ป้าย ซึ่งต้องเสียภาษีป้าย ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 หมายถึง ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้มนการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่น เพื่อหารายได้ไม่ว่าจะแสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียนแกะสลักหรือจารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น ๆ ตามความหมายดังกล่าว ป้ายที่เจ้าของต้องเสียภาษีป้ายจะต้องเป็นป้ายที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้คือ
1).เป็นป้ายแสดงชื่อ ยี่ฮ้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้
2).เป็นป้ายโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ทั้งนี้โดยไม่คำนึงว่าป้ายนั้นจะแสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ หรือป้ายนั้นจะทำให้ปรากฏด้วยวิธีใดก็ตาม
โดยปกติเจ้าของป้ายมีหน้าที่เสียภาษีป้ายโดยเสียเป็นรายปี ยกเว้นป้ายที่เริ่มติดตั้งหรือแสดงในปีแรกให้เสียภาษีป้ายตั้งแต่วันเริ่มติดตั้งหรือแสดงจนถึงสิ้นปี โดยให้คิดภาษีป้ายเป็นรายงวด งวดละ 3 เดือน โดยเริ่มเสียภาษีตั้งแต่งวดที่ติดตั้งป้ายงวดสุดท้ายของปี
ผู้ประกอบการที่มีหน้าที่เสียภาษีป้ายตามอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงซึ่งต้องไม้เกินอัตราที่กำหนดในบัญชี อัตราภาษีป้าย ท้ายพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2534 ตาม พระราชบัญญัติภาษี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2534 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราภาษีป้าย ซึ่งต้องไม่เกินอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีป้ายท้ายพระราชบัญญัตินี้ บัญชีอัตราภาษีป้ายท้ายพระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 กำหนดให้มีป้าย 3 ประเภทได้กำหนดอัตราภาษีป้ายไว้คือ
1). ป้ายที่มีอักษรไทยถ้วน คิดอัตรา 10 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
2).ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศและหรือปนกับภาพ และหรือเครื่องหมายอื่น คิดอัตรา 100 ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
3).ป้ายดังต่อไปนี้ คิดอัตรา 200 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
(ก).ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย ไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายใด ๆ หรือไม่
(ข).ป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วนหรือทั้งหมดอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ
4).ป้ายตาม 1). 2). หรือ 3). ซึ่งมีข้อความเครื่องหมายหรือภาพที่เคลื่อนที่หรือเปลี่ยนเป็นข้อความเครื่องหมาย หรือภาพอื่นได้ โดยเครื่องจักรกลหรือโดยวิธีใด ๆ ให้คิดอัตราภาษีตามจำนวนข้อความ เครื่องหมายหรือภาพ หรือตามระยะเวลาที่ข้อความเครื่องหมาย หรือภาพปรากฏอยู่ในป้าย ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้ายังไม่ได้ออกกฎกระทรวงให้คิดอัตราภาษีป้าย ตามบัญชีอัตราภาษีป้ายนี้
บัญชีอัตราภาษีป้าย พระราชบัญญัติภาษีป้ายนี้เป็นเพียงกรอกอัตราป้ายขั้นสูง ซึ่งจะต้องมีการออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราภาษีป้ายที่จัดเก็บไม่เกินกรอบอัตราภาษีนี้อีกครั้งหนึ่ง
ปัจจุบันได้มีกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2535) ออกตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 กำหนดอัตราภาษีป้าย ซึ่งมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 เป็นต้นไป[10]
ผู้ประกอบธุรกิจที่ติดตั้งป้ายใหม่ หรือแสดงป้ายใหม่ จะต้องชำระภาษีป้ายต่อเจ้าพนักงาน ภายใน 15 วัน และจะต้องยื่นชำระภาษีป้ายทุกปีที่ยังติดตั้งป้าย
สถานที่ขออนุญาตจังหวัดเชียงราย ยื่นขอ ณ องค์การบริหารส่วนตำบลนางแล ซึ่งดูแลพื้นที่ที่ป้ายนั้นติดตั้งอยู่
Adam Smith
เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวสก๊อตแลนด์ ได้เขียนหนังสือชื่อ “The Wealth of Nations” ได้กล่าวถึงลักษณะของภาษีอากรที่ดี จะต้องมีลักษณะที่ดีอย่างน้อย 4 ประการได้แก่ หลักความเป็นธรรม หลักความแน่นอน หลักความสะดวก และหลักความประหยัด หลักทั้ง 4 ประการนี้ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ต่อมาเมื่อสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของโลกได้วิวัฒนาการมาโดยลำดับ ภาษีอากร จึงทวีบทบาทและความสำคัญมากขึ้น หลักการภาษีอากรที่ดีจึงได้เปลี่ยนแปลงไป และเพิ่มมากขึ้นตามความเหมาะสม
ลักษณะของภาษีอากรที่ดี
1.หลักความเป็นธรรม
ภาษีอากรที่มีลักษณะความเป็นธรรมนั้น ได้แก่ภาษีอากรซึ่งเก็บจากบุคคลซึ่งเท่าเทียมกันเป็นจำนวนเท่ากัน และเก็บจากบุคคลซึ่งแตกต่างกันตามความเหมาะสมกับความแตกต่างนั้น ปัญหาในด้านการศึกษาเรื่องความเป็นธรรมจึงอยู่ที่ว่าจะถือมาตรการใดเป็นเครื่องวัดความ เท่าเทียมหรือความแตกต่างกัน และในกรณีที่มีความแตกต่างกันแล้วการเก็บภาษีจะแตกต่างกันในลักษณะใด ๗งจะเหมาะสม
ในปัจจุบันหลักเกณฑ์ที่จะใช้วัดความเท่าเทียมกันหรือความแตกต่างกันมีอยู่ 2อย่างคือ
1.1.ประโยชน์ที่ผู้เสียภาษีได้รับจากรัฐ (Benefit Basis) ถือว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์จากสินค้าหรือบริการของรัฐ จะต้องเป็นผู้เสียภาษีเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการผลิตสินค้าหรือบริการเหล่านั้นตามสัดส่วนของประโยชน์ที่ตนได้รับ เช่นภาษีการใช้ถนนเก็บจากผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ขับขี่รถยนต์ ซึ่งได้รับประโยชน์โดยตรงจากการใช้ถนนเป็นต้น
1.2.ความสามารถในการเสียภาษีอากร (Ability Basis) ซึ่งถือว่าผู้มีความสามารถเสียภาษีมากก็ควรเสียมาก ผู้มีความสามารถในการเสียภาษีน้อยก็ควรเสียน้อย ความสามารถในการเสียภาษีนี้ในปัจจุบันนิยมวัดจาดทรัพย์สิน รายได้หรือรายจ่ายของแต่ละบุคคลเป็นเกณฑ์ในการกำหนดจำนวนภาษีที่ต้องเสีย
2.หลักความแน่นอน (Certainly)
ภาษีที่ดีต้องมีความแน่นอน โดยเฉพาะในด้านของตัวบทกฎหมาย เช่น ใครคือผู้ที่เสียภาษี จะต้องเสียภาษีเมื่อใด อัตราภาษี วิธีการคำนวณภาษี การยื่นแบบชำระภาษีสามารถปฎิบัติได้ชัดเจนและสามารถที่จะวางแผนธุรกิจได้เมื่อระบบภาษีอากรมีความแน่นอนชัดเจนดังกล่าวแล้วย่อมจะสร้างความสมัครใจในการเสียภาษีอากรให้เดขึ้นได้
นอกจากนี้ยังลดการลงทุจริตของเจ้าหน้าที่ได้ด้วย นอกจากความแน่นอนในด้านของผู้เสียภาษีแล้ว ในแง่ของรัฐบาล ภาษีที่ควรจะมีความแน่นอนในการทำรายได้ให้กับรัฐบาลด้วย
3.หลักความเป็นกลาง
ระบบภาษีอากรที่ดีจะต้องมีความเป็นกลางในทางเศรษฐกิจมากที่สุด กล่าวคือ ระบบภาษีอากรจะต้องไม่เปลี่ยนแปลงหรือกระทบกระเทือนรูปแบบการบริโภค การออม การแข่งขันการผลิตสินค้าและบริการ ตลอดจนกาทำงานของกลไกตลาด เช่น ถ้ามีการเก็บภาษีสิ้นค้ายี่ห้อหนึ่ง ก็ต้องมีการเก็บภาษีสินค้าประเภทเดียวกันกับยี่ห้ออื่นๆ ด้วย มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดการกระทบกระเทือน รูปแบบการบริโภคได้แนวความคิดนี้มีรากฐานมาจากแนวความคิดที่ว่าภาษีอากรควรจะเป็นแหล่งรายได้ของของรัฐเพียงแหล่งเดียวรัฐไม่ควรดำเนินกิจการใดๆ ที่จะกระทบกระเทือนการตัดสินใจทางเศรษฐกิจของภาคเอกชน
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐบาลของหลายประเทศจงใจใช้ระบบภาษีอากรที่ไม่เป็นกลางบางประเภทเป็นเครื่องมือดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ ความเป็นกลางหรือไม่เป็นกลางอาจพิจารณาได้จากผลกระทบกระเทือนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในด้านต่าง ๆ เช่น การบริโภค การออม และการผลิต เป็นต้น
4.หลักอำนวยรายได้
ในปัจจุบัน บทบาทของรัฐบาลทางด้านเศรษฐกิจได้ทวีความสำคัญมากขึ้น จึงจำเป็นต้องหารายได้ เพื่อนำมาใช้จ่ายให้มากขึ้น ระบบภาษีอากรที่ดีจึงควรเป็นระบบที่รายได้สูงให้รัฐบาล หากระบบภาษีอากรมีโครงสร้างอำนวยรายได้ให้แก่รัฐบาลต่ำ รัฐบาลก็จำเป็นต้องเก็บภาษีเพิ่มเติมซึ่งจะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเพิ่มขึ้นดังนั้นระบบภาษีอากรที่ดีตามหลักนี้จึงควรประอบไปด้วยภาษีน้อยประเภทและภาษีแต่ละประเภทสามารถทำรายได้สูงทั้งในปัจจุบันและเมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป
ระบบภาษีอากรที่จะอำนวยรายได้สูงให้รัฐบาลมีลักษณะดังนี้
4.1.ภาษีอากรที่มีฐานกว้าง กล่าวคือ จะต้องครอบคลุมผู้เสียภาษีอากรจำนวนมากขณะเดียวกันฐานภาษีที่ใช้เรียกเก็บภาษีจากผู้เสียภาษีแต่ละรายต้องมีขนาดใหญ่
4.2.ภาษีอากรที่มีอัตราภาษีก้าวหน้า เมื่อฐานภาษีขนาดใหญ่ขึ้น รัฐบาลจะได้เพิ่มสูงกว่าการขยายตัวของฐานภาษี อย่างไรก็ดี การกำหนดอัตราภาษีในลักษณะก้าวหน้าจนเกินไปอาจกระทบกระเทือนในด้านอื่นได้ ภาษีที่น่าจะอำนวยรายได้ให้แก่รัฐบาลมากและตลอดไปคือภาภาษีมรดกและภาษีทรัพย์สิน แต่ยังไม่มีการนำมาใช้
5.หลักความยืดหยุ่น
ภาษีอากรที่ดีควรเป็นระบบที่ช่วยให้มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านราคาและการจ้างงานนั้นคือภาษีอากรจะต้องมีการยืดหยุ่นหรือปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม
โครงสร้างภาษีอากรที่มีลักษณะยืดหยุ่นดังกล่าว โดยทั่งไปจะเป็นโครงสร้างภาษีอากรในอัตราก้าวหน้าและโครงสร้างอัตราตามราคา
6.หลักประสิทธิภาพในการบริหาร
ระบบภาษีอากรที่ดีควรเป็นระบบที่เสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บน้อยที่สุด แต่สามารถจัดเก็บภาษีจากผู้เสียภาษีได้อย่างทั่วถุงและเป็นธรรม ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการปฎิบัติงานของหน่วยงานจดเก็บจะต้องมีประสิทธิภาพเพียงพอ เจ้าหน้าที่ต้องเอาใจใส่ในการทำงาน วิธีการบริหารการจัดเก็บภาษีต้องไม่ยุ่งยาก มีการจัดองค์กรและวิธีการทำงานที่ดีนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาช่วยในการทำงาน[11]
ตารางการพิจารณาการเลือกประกอบกิจการ
รายละเอียด
เจ้าของคนเดียว
คณะบุคคล
ห้างหุ้นส่วน
บริษัทจำกัด
1.เงินทุน
มีเงินทุนจำกัด
ระดมทุนมากขึ้น
ระดมทุนมากขึ้น
ระดมทุนมากขึ้น/ง่าย
2.การบริหารงาน
ตัดสินใจด้วยตนเอง
ปรึกษากัน
ปรึกษากัน
มีกรรมการบริหาร
3.ระยะเวลา
สั้น
สั้น
สั้น
ยาว
4.ความรับผิดชอบหนี้สิ้น
เพียงคนเดียว
อย่างน้อย 2 คน
อย่างน้อย 2 คน
เฉพาะมูลค่าหุ้นที่ชำระที่ยังไม่ครบ
5.กำไร/ขาดทุน
คนเดียว
เฉลี่ยกัน ยกเว้นภาษีเงินได้
เฉลี่ยให้ผู้เป็นหุ้นส่วน
จ่ายเป็นเงินปันผล
6.ภาษีเงินได้
อัตราก้าวหน้า ร้อยละ 37
อัตราก้าวหน้า ร้อยละ 37
อัตราก้าวหน้า ร้อยละ 37 / นิติบุคคล ร้อยละ 20- 30
ร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ / ขาดทุนไม่เกินหุ้น
7.การลดหยอนภาษี
คนเดียว (โสด)
2 คนขึ้นไป 60,000 บาท ขึ้นไป
-
--
8.ความน่าเชื่อถือ
ต่ำ
ปานกลาง
ปานกลาง
มาก
ตารางการวางแผนธุรกิจ การขายสิ้นค้า หรือ การให้บริการ
ธุรกิจขายสิ้นค้า
ธุรกิจให้บริการ
1.ต้องทำรายงานสิ้นค้า และ วัตถุดิบ
1.ไม่ต้องทำรายงานสิ้นค้า และ วัตถุดิบ
2.ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ. ที่จ่าย ร้อละ 3 ตามมาตรา 3 เตรส/ คำสั่งสรรพกร ท.ป. 4/2528
2.ต้องถูกหักภาษี ณ. ที่จ่าย ร้อละ 3 ตามมาตรา 3 เตรส/ คำสั่งสรรพกร ท.ป. 4/2528
3.จุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการส่งมอบสิ้นค้า
3.จุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการชำระเงิน
เลือกประกอบการในรูปแบบ นิติบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หรือ บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคล ควรพิจารณาถึง
1. การพิจารณาจำนวนเงินทุน
2.การพิจารณาจำนวนเงินได้ที่คาดว่าจะได้รับจากการประกอบกิจการ
3.การพิจารณาจำนวนค่าใช้จ่ายและเกณฑ์การหักค่าใช้จ่าย
4.การพิจารณารากฐานภาษี และอัตราภาษี
5.การพิจารณาความน่าเชื่อถือและความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก
บทที่ 4
บทสรุปและข้อเสนอแนะ
1.บทสรุป
ในสภาพสังคมยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมและวัฒนธรรมและจากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และร้อนโลกจากการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมโดยเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ อีกทั้งในสภาวะในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ไม่มีความมั่นคงแน่นอน ทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำมันแพง พืชผลทางการเกษตรตกต่ำ สิ้นค้าราคาแพง ก่อให้เกิดโรคเครียด และปัญหาการฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา ดังนั้นในการคิดและตกลงใจในการประกอบธุรกิจอะไรคงต้องมีการคิดและวางแผนอย่างดีที่สุดก่อนการประกอบกิจการเพื่อให้การประกอบธุรกิจได้ผลกำไรตามที่คาดไว้ ภายใต้การปฎิบัติตามกฎหมายที่ถูกต้อง
สำหรับการประกอบธุรกิจประเภทบริการ ธุรกิจอยู่กับธรรมชาติ เป็นการบริการในเรื่องการนวดแผนโบราณ ขัดหน้า ขัดตัว ขัดผิดผิว อบสมุนไพร สระไดร์จากการวิเคราะห์การประกอบกิจการนั้น
รูปแบบและโครงสร้างขององค์กร การดำเนินธุรกิจอาจมีโครงสร้างปรากฏอยู่ในรูปแบบต่าง กัน ข้นอยู่กับเงื่อนไขและข้อจำกัดในการจัดตั้งของกิจการ เช่น ขนาดของกิจการ เงินลงทุน โครงสร้างการร่วมทุน เป็นต้น รูปแบบที่อาจพบเห็น เช่น
Ø เจ้าของคนเดียว
Ø คณะบุคคล
Ø ห้างหุ้นส่วนสามัญ
Ø ห้างหุ้นส่วนจำกัด
Ø บริษัท จำกัด
Ø บริษัท จำกัด มหาชน
Ø บริษัท จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น
กิจการขนาดเล็กย่อมมีโครงสร้างองค์กรที่ไม่ซับซ้อนมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับกิจการขนาดใหญ่ กิจการขนาดเล็กจึงมักจะมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการที่ดีกว่า ไม่จำเป็นต้องมีการรายงานตามขั้นตอนมากมายให้ซับซ้อนจนกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงานในขณะที่องค์กรขนาดใหญ่อาจมีความไดเปรียบในด้านเงินทุน สามารถที่จะทำการลงทุนในด้านต่าง ๆ ได้สะดวกรวดเร็วกว่ากิจการขนาดเล็ก [12]
ข้อดี การดำเนินธุรกิจประเภทบริการอยู่กับธรรมชาติเป็นธุรกิจที่ไม่มียากและความซับซ้อน แต่เน้นในด้านความรู้ความชำนาญหรือประสบการณ์ในการนวด การขัดผิว ใช้เงินลงทุนค่อนข้างไม่สูงมากนัก นอกจากนี้ให้ผลตอบแทนถือว่าดี เนื่องจาการนวดเป็นที่นิยมตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน แรงงานอื่นๆ ยกเว้นผู้ที่มีประสบการณ์ในการนวดมาเป็นเวลานานและเป็นลูกจ้างอยู่ได้นาน หาได้ง่าย
ข้อด้อย หมอนวดหรือผู้ที่ชำนาญฝีมือดีหาค่อนข้างยาก เข้าออกบ่อยซึ่งต้องใช้ความเข้าใจลูกจ้างที่เป็นหมอนวดค่อนข้างมาก เป็นการเอาใจใส่ลูกจ้างแบบเอาใจซื้อใจและคอยเป็นห่วงเป็นใยกัน เรื่องของทำเลที่ตั้งต้องการทำเลที่ตั้งที่ดี ซึ่งหายาก และที่ตั้งที่เหมาะสมมากว่าที่ตั้งสถานประกอบการอยู่ก็จะมีในส่วนของราคาเช่าที่สูง
โอกาส คนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีค่านิยมการรับบริการนวดแผนโบราณ ขัดตัว อบสมุนไพร่ มากขึ้น และนิยมที่จะมีการนวดอย่างต่อเนื่องเพื่อคลายกล้ามเนื้อและสบายตัวภายหลังจาการทำงานแทนการใช้บุคคลในครอบครัวเองเพราะบุคคลในครอบครัวขาดความชำนาญการในการกระทำการดังกล่าว คนไทยตื่นตัวในด้านสุขภาพมากขึ้น ทำให้การแพทย์ทางเลือกด้านการนวด การขัดตัว อบสมุนไพรที่ถูกสุขลักษณะเป็นที่นิยม จึงเป็นโอกาสสำหรับสถานประกอบการที่ถูกกฎหมาย ถูกสุขลักษณะ มีหลากหลายประเภท สามารถเลือกประเภทที่ถนัด หรือประเภทที่ยังไม่มี ในย่านที่ต้องการเปิดสถานประกอบการ มีทำเลที่ตั้งร้านและมีอาคารสิ่งปลูกสร้างอีกจำนวนมาก เป็นการเข้ารับบริการที่สะดวก สะอาด และราคาที่เป็นแบบคนไทย หรือราคาที่เป็นธรรมสำหรับผู้บริโภค
อุปสรรค สำหรับผู้ประกอบธุรกิจการบริการนวดแผนโบราณ ขัดตัว อบสมุนไพร ที่ดี การจัดตกแต่งร้านในลักษณะเรื่องของความถูกต้องตามกฎหมาย ถูกสุขลักษณะ ตกแต่งร้านอย่างสวยงาม แต่ผู้บริโภคคิดว่าราคาแพงจึงไม่กล้าเข้ารับบริการ
นอกจากนี้ในช่วงที่สถานประกอบการของผู้ศึกษากำลังเปิดกิจการใหม่จึงต้องมีการเปิดตัวและประชาสัมพันธ์อยู่และผู้ศึกษาก็จำต้องแบกภาระเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในตอนต้นค่อนข้างสูง[13]
การคำนวณภาษี
การคำนวณภาษีที่จะต้องเสียในการประกอบกิจการประเภทการให้บริการ นวดแผนโบราณ ฯลฯ ดังนี้
วิธีการคำนวณภาษีอากร
(1).เงินได้จาการประกอบกิจการ ม.40 (8) 500,000 บาท
(2).หักค่าใช้จ่าตามรายได้ประเภทเงินได้ ร้อยละ 70 350,000 บาท
(3).เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่าย 150,000 บาท
(4).หักค่าลดหย่อน
ผู้มีเงินได้ 2 คน 60,000 บาท
(5).เหลือเงินได้ก่อนการหักลดหย่อนบริจาค 90,000 บาท
(6). เหลือเป็นเงินได้สุทธิ (5) 90,000 บาท
(7).นำเงินได้สุทธิตาม (7). ไปคำนวณภาษี
ตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นชั้น ๆ
ผลที่ได้เป็นจำนวนภาษีตามการคำนวณภาษี วิธีที่ 1
ได้รับการยกเว้นภาษีเงิน
ได้ 150,000 บาทแรก
2.ข้อเสนอแนะ
ด้านการบริหารจัดการ
ผู้ศึกษาต้องมีความรู้พื้นฐานในธุรกิจประเภทการให้บริการของตนเองอันเป็นเรื่องการนวดแผนโบราณ การขัดตัว ขัดผิว อบสมุนไพร และคอยติดตามความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับค่านิยม ความต้องการของลูกค่าตลอดเวลา ผู้ศึกษาต้องมีความเป็นผู้นำและมีพื้นฐานในเรื่องของความรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจการให้บริการ นอกจากนี้ผู้ศึกษาควรมีการส่งเสริมและให้โอกาสพนักงานเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจในลักษณะแบ่งปันผลประโยชน์จากรายได้ การให้ความสำคัญกับการสรรหาและฝึกอบรมพัฒนาบุคลากร ผู้ศึกษาน่าจะ ให้ผลตอบแทนและสิ่งจูงใจที่เหมาะสมพนักงานเพื่อให้แรงกระตุ้นในการปฏิบัติงาน ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการบริหารหรือเสนอความคิดเห็น มีความรักและภักดีต่อองค์กร ดำเนินการให้ถูกต้องต่อกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ จัดทำแผนธุรกิจที่เหมาะสม ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ต้องให้ความสำคัญและเวลากับการบริหารอย่างใกล้ชิด
ด้านการตลาด
ธุรกิจการบริการอยู่กับธรรมชาติเป็นธุรกิจที่ได้รับการนิยมดังนั้นการให้บริการและสถานที่ให้บริการ การบริการ ควรให้การบริการที่ดีและเป็นกันเองกับผู้มาใช้บริการ การสร้างตราหรือเครื่องหมายเพื่อให้ลูกค้าระลึกถึงและจดจำได้ง่าย การสร้างมาตรฐานด้านการให้บริการและอัตราค่าบริการ ให้บริการที่เอาใจใส่แก่ผู้มาใช้บริการเสนอบริการรูปแบบรายการให้บริการใหม่ๆที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการได้ดีขึ้น เสนอรูปแบบบริการใหม่ๆ
สถานที่ให้บริการ ใช้เครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัย, สะอาด และอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เลือกทำเลที่ตั้งให้เหมาะสม สะดวกต่อการติดต่อ เดินทางสะดวก
การส่งเสริมการขาย ทำป้ายโฆษณาหน้าสถานบริการให้สะดุดตา เรื่องลงโฆษณาในสื่อที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายด้วยต้นทุนที่ต่ำ ทำโบว์ชัว แผ่นพับ แนะนำบริการ แจกแก่กลุ่มเป้าหมาย
ด้านบัญชีและการเงิน ไม่สร้างภาระค่าใช้จ่ายประจำมากเกินไป มีโครงสร้างเงินลงทุนที่เหมาะสม ไม่ก่อภาระหนี้มากเกินไป บริหารการเงินอย่างเหมาะสมให้ธุรกิจมีสภาพคล่องทางการเงินสูง นำกำไรจากการดำเนินงานเป็นเงินทุนสำรองหรือสำหรับการขยายธุรกิจ แยกบัญชีระหว่างธุรกิจและส่วนตัว ควรจัดทำงบการเงินให้ถูกต้อง นำระบบคอมพิวเตอร์และโปรแกรมสำเร็จรูปทางบัญชีมาช่วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน[14]
ตามประมวลรัษฎากร การประกอบธุรกิจประเภทห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลนั้น ผู้ประกอบที่เป็นหุ้นส่วนทุกคนสามารถหักค่าลดหย่อนได้เพิ่มขึ้นและในส่วนของเงินได้จากสถานประกอบการนั้นก็สามารถหักค่าลดหย่อนในตัวเองได้อีก ส่วนที่ได้จากการแบ่งกำไรที่ได้จากการประกอบกิจการนั้นได้รับการยกเว้นภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (14) ไม่ต้องนำมาเสียภาษีอีก ซึ่งการเลือกการประกอบธุรกิจในรูปของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลเป็นผลให้สามารถลดการเสียภาษีเงินได้อีกทางหนึ่งและสามารถวางแผนในการเสียภาษีอย่างถูกต้องเป็นธรรมสะดวกรวดเร็ว สามารถให้สรรพกรตรวจสอบย้อนหลังได้
บรรณานุกรม
เอกสารภาษาไทย
หนังสือ
รองศาสตราจารย์ เพิ่มบุญ แก้วเขียว และ รองศาสตราจารย์ อรวรรณ พจนานุรัตน์.เอกสารประกอบคำบรรยาย กระบวนวิชาหลักกฎหมายภาษีอากรชั้นสูง (LA 714) .หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ภาคพิเศษ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
คุณยรรยง ธรรมธัชอารี.การวางแผนธุรกิจ ด้วยระบบงบประมาณแนวใหม่.บริษัท โรงพิมพ์เดือนตุลา จำกัด,2548.
บทความและวารสาร
คุณศิริพร นพวัฒนพงศ์ .วารสารรามคำแหง ปีที่ 24 ฉบับที่ 3 .มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
คุณฤกษ์ฤทธิ์ เพชรวรกุล.ความหมายพิสดารของคำว่า “เงินได้พึงประเมิน” ตามประมวลรัษฎากรไทย (ตอนจบ). วารสารรายเดือนสภาทนายความ,ประจำเดือนมิถุนายน 2551.
“สปา & นวดแผน โบราณ” . [Online]Available URL;http://www.geocities.com/ob_cute/Page2.html
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า. 2549. “ธุรกิจร้านอาหาร”. [Online]. Available. URL : http://www.dbd.go.th/thai/develop/restaurant.htm.
เอกสารอื่นและการทอดเทปคำบรรยาย
รองศาสตราจารย์ อรวรรณ พจนานุรัตน์.เอกสารทอดเทปคำบรรยาย กระบวนวิชาหลักกฎหมายภาษีชั้นสูง (LA 714) .หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ภาคพิเศษ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง,วันที่ 22-21 มิถุนายน 2551.
กฎหมาย
ประมวลรัษฎากร
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475
พระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534
กฎหมายและระเบียบเฉพาะธุรกิจ
กฎหมายเกี่ยวกับสาธรณสุข
กฎหมายแรงงาน
กฎหมายประกันสังคม
[1] “สปา & นวดแผนโบราณ”, [Online]Available URL ;http://www.geocities.com/ob_cute/Page2.html.
[2] รองศาสตราจารย์ เพิ่มบุญ แก้วเขียว, เอกสารประกอบคำบรรยาย กระบวนวิชากฎหมายภาษีอากรชั้นสูง (ADVANCED TAXATION) LA 714,หน้า14.
[3] รองศาสตราจารย์ อรวรรณ พจนานุรัตน์, เอกสารประกอบคำบรรยาย กระบวนวิชากฎหมายภาษีอากรชั้นสูง (ADVANCED TAXATION) LA 714,หน้า53-54.
[4] รองศาสตราจารย์ เพิ่มบุญ แก้วเขียว, อ้างแล้ว,หน้า13.
[5] ศิริพร นพวัฒนพงศ์ ,วารสารรามคำแหง ปีที่ 24 ฉบับที่ 3 ,หน้า 312 ถึง 314.
[6] “กฎหมายแรงงาน” [Online]Available URL;http://classroom.hu.ac.th/courseware/Law1/index13.html.
[7] รองศาสตราจารย์ เพิ่มบุญ แก้วเขียว , รายงานเรื่องแนวทางการดำเนินธุรกิจและภาระภาษีอากร ศึกษากรณี “ธุรกิจบาร์เบียร์”,หน้า 8.
[8] คุณฤกษ์ฤทธิ์ เพชรวรกุล.ความหมายพิสดารของคำว่า “เงินได้พึงประเมิน” ตามประมวลรัษฎากรไทย (ตอนจบ). วารสารรายเดือนสภาทนายความ,หน้า 7.
[9] รองศาสตราจารย์ เพิ่มบุญ แก้วเขียว, เอกสารประกอบการทำรายงาน กระบวนวิชากฎหมายภาษีอากรชั้นสูง (ADVANCED TAXATION) LA 714,หน้า11 ถึง12 .
[10] รองศาสตราจารย์ เพิ่มบุญ แก้วเขียว,อ้างแล้ว, หน้า 13 ถึง 16.
[11] รองศาสตราจารย์ อรวรรณ พจนานุรัตน์,อ้างแล้ว,หน้า3-8.
[12] คุณยรรยง ธรรมธัชอารี.การวางแผนธุรกิจ ด้วยระบบงบประมาณแนวใหม่.บริษัท โรงพิมพ์เดือนตุลา จำกัด,2548,หน้า21.
[13] กรมพัฒนาธุรกิจการค้า. 2549. “ธุรกิจร้านอาหาร”. [Online]. Available. URL : http://www.dbd.go.th/thai/develop/restaurant.htm.
[14]กรมพัฒนาธุรกิจการค้า. 2549. “ธุรกิจร้านอาหาร”,อ้างแล้ว.
ศึกษากรณี : ธุรกิจประเภทบริการใช้ชื่อ “อยู่กับธรรมชาติ”
อทิตยา ธีราทิตยกุล
บทที่ 1
แนวทางการดำเนินธุรกิจอยู่กับธรรมชาติ
การนวด (Massage) การนวดเป็นวิธีการรักษาและฟื้นฟูสุขภาพร่างกายที่เป็นที่รู้จักและนิยมกันมาตั้งแต่โบราณกาล การนวดถือเป็นธรรมชาติบำบัดอย่างหนึ่งที่ใช้การกดจุดปิดสัญญาณเตือนภัยบนร่างกาย เพื่อแก้ไขอาการปวด อาการขัด หรืออาการผิดปกติต่างๆที่เกิดจากการทำอิริยาบถผิดท่า ผิดจังหวะ หรือผิดสุขลักษณะ การนวดช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ช่วยในการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้ร่างกายสดชื่น ผิวพรรณสดใส จิตใจเบิกบานเพราะได้ผ่อนคลายความตึงเครียด สามารถป้องกันอาการปวดศีรษะจากความเครียดทางร่างกายได้อีกทางหนึ่ง อีกทั้งยังสามารถบรรเทาอาการบวมช้ำ ของกล้ามเนื้อที่ถูกกระแทกหรือใช้งานหนักได้เป็นอย่างดี
หลักการนวด ในการนวดบริเวณต่างๆ ของร่างกายอันมีผลต่อระบบการทำงานของร่างกายจะมีลักษณะหรือหลักการนวดต่างๆกันทั้งหมด 5 แบบ ซึ่งจะนวดในลักษณะใดนั้นย่อมขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของบริเวณที่ต้องการนวดหลักการนวดทั้งหมดที่มี 5 แบบได้แก่1. การนวดแบบลื่นไถล การนวดแบบลื่นไถลนี้ใช้ได้ทั่วไปกับทุกส่วนของร่างกายของคนเรานั้นจะมีหลอดบรรจุของเสียที่มีท่อปิดเปิดอยู่ด้านเดียว การนวดแบบนี้จะช่วยทำให้ท่อเหล่านี้บีบไล่ของเสียได้เร็วขึ้น และได้รับสารใหม่ที่มีคุณค่าต่อการบำรุงกล้ามเนื้อเข้ามาแทนที่หลอดเลือดแดงก็จะขยายตัว ทำให้มีเลือดมาหล่อเลี้ยงผิวหนังได้มากขึ้นนอกจากนี้ยังช่วยลดอาการเจ็บปวดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ดี
2. การนวดแบบลึกปานกลาง การนวดแบบนี้จะใช้บริเวณนวดที่มีกล้ามเนื้อใหญ่ๆ เช่น สะโพกและต้นขา ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย กระตุ้นเส้นประสาทและการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ซึ่งมีผลให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า การนวดแบบนี้ต้องใช้มือทั้งสองทำงานประสานกันเป็นจังหวะต่อเนื่อง
3. การนวดแบบลึกถึงเส้นเอ็น การนวดแบบลึกถึงเส้นเอ็นต้องใช้นิ้วหัวแม่มือ ปลายนิ้ว ส้นมือ และน้ำหนักตัวช่วยในการนวด เพื่อทำให้นวดได้ลึกถึงเส้นเอ็นที่ต้องการ ซึ่งถ้าใช้แรงนวดมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการระบม หรืออวัยวะภายในอาจช้ำเนื่องจากแรงกด และควรระมัดระวัง อย่ากดถูกเส้นประสาท การนวดแบบลึกถึงเส้นเอ็นจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตเพราะการกดทำให้เลือดถูกขับออกจากหลอดเลือด เมื่อผ่อนแรงกดเลือดก็จะพุ่งเข้าสู่บริเวณนั้นมากขึ้น จึงช่วยในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่สึกหรอ และช่วยทำให้เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อผ่อนคลายความตึงเครียด การนวดแบบนี้จะนวดหลังจากที่ผู้มานวดได้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อด้วยการนวดแบบลื่นไถล และการนวดแบบลึกปานกลาง
4. การนวดแบบยืดหยุ่น การนวดแบบยืดหยุ่นจะเป็นการนวดเพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสมากกว่า เพื่อที่จะทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ซึ่งมักจะนวดในบริเวณไหล่ หลัง ขาอ่อน หรือสะโพก การนวดแบบนี้จะทำให้เลือดมาหล่อเลี้ยงบริเวณที่นวดมากขึ้น กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า กระตุ้นให้กล้ามเนื้อหดตัว ทำให้ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังและคอได้ นอกจากนี้ในการนวดแบบยืดหยุ่นที่เป็นการสับ ทุบ และตบ บริเวณหลังจะช่วยระบายเสมหะได้เป็นอย่างดี
5. การนวดแบบสัมผัสต่อเนื่อง การนวดแบบสัมผัสต่อเนื่องเป็นการนวดแบบพิเศษที่จะใช้นวด เมื่อผู้มานวดนวดร่างกายครบทุกส่วนตามขั้นตอนต่างๆ การนวดแบบนี้จะเป็นการนวดครั้งสุดท้ายที่แสดงถึงว่าการนวดกำลังจะสิ้นสุดลง การนวดแบบสัมผัสต่อเนื่องจะทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายผ่อนคลายโดยผู้นวดจะลูบมือไปตามส่วนต่างๆของร่างกายผู้มานวดอย่างช้าๆ ซึ่งมักจะเริ่มจากการลูบเบาๆ ก่อนจะเพิ่มน้ำหนักมือมากขึ้น การนวดแบบนี้ที่บริเวณช่องท้อง จะทำให้กระเพาะและม้ามแข็งแรงที่บริเวณอื่นๆ จะช่วยลดอาการบวมและการคั่งของเส้นเลือด แก้อาการเป็นตะคริวและช่วยผ่อนคลาย กล้ามเนื้อในส่วนต่างๆได้ดี
จุดสำคัญและขั้นตอนการนวดของร่างกาย
จุดสำคัญของร่างกาย การนวดเพื่อสุขภาพนั้นมีทั้งการนวดทั่วบริเวณเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและนวดตรงจุดสำคัญของร่างกายเพื่อบรรเทา หรือรักษาอาการไม่สบายต่างๆของร่างกายด้วย จุดสำคัญต่างๆของร่างกายที่จะนวดนั้นเป็นจุดที่ใช้นิ้วมือคลำพบได้ง่าย การนวดจุดสำคัญมักจะใช้การกด ซึ่งการกดแต่ละครั้งจะกดค้างไว้ประมาณ 3-5 วินาทีเท่านั้น จุดสำคัญของร่างกายแบ่งได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ จุดสำคัญของร่างกายด้านหลัง และด้านหน้า
จุดสำคัญของร่างกายด้านหลัง
1. แผ่นหลัง จุดด้านข้างแต่ละข้างของกระดูกสันหลังระหว่างปล้อง มีผลทำให้การทำงานในอวัยวะภายในต่างๆสมดุล 2. สะโพกจุดด้านข้างของสะโพกทั้งสองจุดนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อที่กรวยไต และกระดูกเชิงกรานผ่อนคลาย ทำให้เลือดลมเดินสะดวกช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนจุดโพรงกระดูกกระเบนเหน็บ ช่วยบรรเทาอาการคั่งของโลหิตที่กรวยไตจุดตรงกลางสะโพก ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อสะโพก และบริเวณหลังขา 3. ขาจุดขาพับ จุดนี้จะช่วยบรรเทาอาการปวด ซึ่งเกิดที่หลังต้นขา แล้วแผ่ลงไปถึงน่อง รวมถึงบรรเทาอาการปวดสะโพกและบั้นเอวด้วย 4. ข้อเท้าจุดเอ็นร้อยหวายทั้งสองข้าง จะช่วยกระตุ้นการขับถ่ายปัสสาวะให้ทำงานได้ดีขึ้น และช่วยบรรเทาอาการปวดหลังและเอว 5. เท้าจุดใต้ตรงกลางเนินฝ่าเท้า จะช่วยทำให้ผ่อนคลายอารมณ์จิตใจเบิกบาน
จุดสำคัญของร่างกายด้านหน้า
1.ไหล่ จุดที่ปลายกระดูกไหปลาร้าด้านนอก จุดนี้จะช่วยกระตุ้นการทำงานของปอด 2. แขนและมือจุดง่ามมือหรือประตูลม ช่วยให้หายจากหวัด ดาการปวดศีรษะและปวดฟันจุดกลางฝ่ามือ ช่วยให้อารมณ์ผ่องใส เบิกบานจุดข้อพับศอก จุดนี้ช่วยคลายความเจ็บปวดที่ไหล่และแขน ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ 3. ช่องท้องจุดบริเวณที่ห่างจากสะดือไปประมาณ 3 นิ้วทั้งด้านซ้ายและขวา ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ และแก้ท้องอืดท้องเฟ้อจุดใต้สะดือ กดโดยแผ่นิ้วให้แบนราบแล้วกดลงลึกๆ จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายทุกส่วนมีกำลังและกระปรี้กระเปร่า 4. ขาจุดใต้สะบ้าหัวเข่า กดโดยใช้นิ้วหัวแม่มือกดลงไปให้ลึกที่สุด จะทำให้เกิดกำลัง รู้สึกกระชุ่มกระชวย และกรฉับกระเฉงมากขึ้นจุดเหนือกระดูกข้อเท้าด้านใน ช่วยทำให้อารมณ์แจ่มใสและผ่อนคลายอาการปวดเนื่องจากประจำเดือน และความเจ็บปวดเล็กๆน้อยๆ จากสาเหตุอื่น 5. เท้าจุดระหว่างหัวแม่เท้าและนิ้วชี้เหนือหัวข้อต่อขึ้นมา ประมาณ 1-2 นิ้ว ช่วยเพิ่มพลังงานที่ตับ ทำให้ตับทำงานได้ดีขึ้นจุดบริเวณส้นเท้าด้านใน ช่วยกระตุ้นการทำงานของไต[1]
โครงสร้างทางธุรกิจ
การดำเนินธุรกิจประเภทการบริการในธุรกิจการอยู่กับธรรมชาติ กล่าวคือเป็นธุรกิจในเรื่องของการนำวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่น อาทิเช่น สมุนไพร มะขาม ขมิ้น เป็นต้น มาประยุกต์เพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจค้าสุขภาพและส่งเสริมความงาม และเป็นการส่งเสริมกลุ่มสตรีในท้องถิ่นให้มีรายได้ ซึ่งที่ผู้จัดทำได้ทำการศึกษาในครั้งนี้ เป็นการประกอบธุรกิจเป็น ห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล ผู้ประกอบการธุรกิจไม่ต้องจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สถานที่ยื่นขอจดทะเบียนจังหวัดเชียงราย ยื่นขอจดทะเบียน ณ สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ที่ห้างหุ้นส่วนมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่เกินสามคน 1,000 บาท
ในการจัดตั้งโดยมีการตกลงทำสัญญาร่วมกับเพื่อนเรื่องเงินทุน โดยอำนาจในการบริหารและการตัดสินใจอยู่ที่บุคคลเพียงสองคนเดียวเท่านั้น บรรดาผลกำไรและประโยชน์ต่าง ทางการค้าจึงต้องแบ่งสันปันส่วนให้กันละกัน ทั้งนี้ รสนิยมการปรับปรุงรูปแบบต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับความชอบ ความรักคามแบบของผู้เป็นเจ้าของ[2] ทั้งนี้จำต้องคำนึงถึงผู้เป็นลูกค้าเป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นธุรกิจบริการ
กรณีการลงทุนโดยการมีเงินทุนเพียงพอที่จะเปิดดำเนินการได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาแหล่งเงินทุนภายนอก และกิจการดังกล่าวมีขนาดเล็ก จึงเลือกประกอบธุรกิจในรูปแบบห้างหุ่นส่วนจำกัด เพราะสามารถดำเนินธุรกิจได้โดยคล่องตัวและมีความน่าเชื่อถือระดับปานกลาง
สำหรับเงินได้ที่คาดว่าจะได้รับจากการประกอบกิจการนี้ กรณีที่คาดว่าจะมีจำนวนเงินได้พอสมควร จึงเลือกประกอบธุรกิจในรูปห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เพราะซึ่งเจ้าหนี้หรือบุคคลภายนอกสามารถฟ้องร้องได้โดยสะดวก[3] นอกจากนี้การรับผิดสำหรับหนี้สินอยู่เพียงบุคคลผู้เป็นหุ้นส่วนไม่มีผลกระทบถึงครอบครัว
1.ชื่อธุรกิจ
พิจารณาจากลักษณะสภาพแวดล้อมที่มีอิทธิผลต่อการดำเนินธุรกิจ และจากการศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ความนิยมและความต้องการของประชาชนในย่านนั้นความเป็นอยู่และรายไดของประชาชน การสาธารณูปโภค การผูกขาดและการแข่งขัน การคมนาคมขนส่ง ตลอดจนสิ่งจูงใจในแง่ของการครอบงำต่าง ๆ ซึ่งการได้เข้าไปสัมผัสด้วยการลงพื้นที่และวิเคราะห์ตลาดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง อันเป็นการส่งผลถึงการวางแผนกิจการและช่วยให้ธุรกิจเป็นไปด้วยดี ทั้งนี้เพราะในท้องถิ่นหนึ่งท้องถิ่นใด ย่อมมีความแตกต่างกัน และมีความเหมาะสมที่จะลงทุนเฉพาะธุรกิจบางประเภทเท่านั้น
อย่างไรก็ตามหัวใจของการเป็นผู้ที่เป็นเจ้าของธุรกิจก็คือ จะวิเคราะห์ถึงคู่แข่งในธุรกิจประเภทเดียวกันที่อยู่ในย่านเกี่ยวกับจำนวนรายได ทำเลที่ตั้ง และการโฆษณาประชาสัมพันธ์[4]
จากบริเวณที่ทำเลในการตั้งสถานประกอบธุรกิจ การบริการ จำนวนลูกจ้าง เครื่องใช้และอุปกรณ์ และวัตถุดิบสำหรับ การบริการลูกค้า ตลอดจน อาคารสถานที่ในการให้บริการผู้ค้าและบริการด้านความปลอดภัยแก่ลูกค้า ที่อยู่ในระดับเกณฑ์พอสมควร หรืออยู่ในช่วงของราคาที่สามารถใช้บริการได้นั่นเอง เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถที่จะเข้ารับการบริการได้ เมื่อเกิดอาการปวดเมื่อยร่างกายภายหลังจากการทำงาน และสามารถขัดตัวเพื่อความผ่องใสของร่างการ ตามตามด้วยการอบสมุนไพร่เพื่อความสดชื้นและเป็นการช่วยให้โลหิตไหลเวียนอย่างเป็นปกติด้วยสมุนไพร่ สุดท้ายสามมารถสะไดร์ผมก่อนออกจากร้านเพื่อปฎิบัติหน้าที่ต่อไปได้ในราคาแบบเป็นธรรมสำหรับผู้บริโภค
2.ประเภทของธุรกิจ
ในการประกอบธุรกิจอยู่กับธรรมชาตินั้นเป็นธุรกิจประเภทบริการ งานบริการนั้นหัวใจของการบริการคือการดูแลลูกค้าอย่างดีที่สุดเพราะลูกค้าคือพระเจ้า หากไม่มีลูกค้าแล้วงานบริการก็จะขาดรายได้ในลำดับต่อมา กล่าวคือการบริการนั้นมีบทบาทจากการเริ่มโฆษณาประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับส่วนที่เป็นการประกอบธุรกิจว่าเป็นการประกอบธุรกิจอะไร มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไรและประโยชน์ที่ได้รับกับการที่เข้ารับริการจากทางสถานประกอบการมีอะไรบ้าง สุดท้ายการเข้ารับบริการเป็นการบริการในราคาที่ไม่แพงและได้รับคุณภาพอย่าเต็มเปี่ยมทุกประเภท เป็นที่ประทับใจทุกระดับ ความปลอดภัยสำหรับทรัพย์สินของลูกค้าก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับผู้เข้ารับบริการ ผู้ให้บริการจะต้องดูแลลูกค้าจนถึงเวลาที่ลูกค้าเดินออกจากร้าน ออกไปจากประตูของร้าน นอกจากนี้หากผู้เข้ารับบริการท่านใดลืมทรัพย์สินไว้ ทางผู้ประกอบการต้องดูแลรักษาทรัพย์นั้นไว้เพื่อผู้เป็นเจ้าของจะกลับมาเอาเหมือนดังเช่นวิญญูชนดูแลทรัพย์สินของตนเอง
ในการให้บริการแก่ลูกค้าทุกขั้นตอนผู้ให้บริการต้องดูแลลูกค้าอยู่ตลอดเวลา แต่มิใช่เป็นเรื่องของการดูแลจนไม่สามารถทำอะไรได้ จนเกิดอาการอึดอัดมาเกินไป แต่เป็นการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า ภายใต้ความพอใจของลูกค้าแต่ละบุคคล
3.ประมาณการเงินทุนในการเริ่มต้นต่ำสุด
ปัจจัยที่มีผลต่อการสนับสนุนสินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อย คุณศิริพร นพวัฒนพงศ์ กล่าวว่า กิจการขนาดเล็ก ส่วนใหญ่มีข้อมูลไม่เพียงพอหรือมีข้อมูลที่น้อยกว่ากิจการขนาดใหญ่ทำให้การประเมินความเสี่ยงสินเชื่อของกิจการขนาดเล็กเป็นไปได้ยากกว่าการประเมินกิจการขนาดใหญ่ ดังนั้น โอกาสที่กิจการขนาดเล็กจะไม่ได้รับสิ้นเชื่อจึงสูงกว่ากิจการขนาดใหญ่ [5]
รายละเอียดการลงทุน ค่าใช้จ่ายสำหรับการลงทุนเริ่มต้น จะแตกต่างกันตามขนาดและลักษณะของกิจการจากข้อมูลเฉลี่ยของการสำรวจการลงทุนเริ่มต้นของผู้ประกอบธุรกิจ จำแนกเป็นตกแต่งอาคาร เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้สำนักงาน เครื่องมือและอุปกรณ์ในธุรกิจนวดแผนโบราณ เงินทุนหมุนเวียน ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบริการลูกค้า เงินค่าเช่าอาคารสถานที่ เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำประปา ไฟฟ้า เป็นต้น
กรณีการลงทุนนั้นเป็นการลงทุนโดยเงินทุนของหุ้นส่วนที่จะเปิดบริการ ในที่จะลงทุนในเรื่องของสินทรัพย์ถาวร กล่าวคือ สัญญาเช่าที่ดินอาคาร อุปกรณ์ที่ใช้ในการนวดแผนโบราณ ขัดตัวขัดผิว อบสมุนไพร สระไดร์ ลักษณะของอุปกรณ์ฟลูคนอน หมอน เสื้อผ้าสำหรับลูกค้าเปลี่ยนสำหรับการเข้ารับบริการ ผ้าขนหนู ผ้าเช็ดหน้า ผ้าคลุมตียง ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนสำหรับใส่และสำหรับเปลี่ยนรวม 2 ชุด โต๊ะและเก้าอี้ในการใช้เพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวก สำหรับลูกค้า เครื่องปรับอากาศ เครื่องดูดน้ำ หม้ออบยาสมุนไพร ห้องอบสมุนไพร เตียงขัดผิว ชั้นวางอุปกรณ์สำหรับขัดผิว อุปกรณ์ในการขัดผิว เตียงสระผม โต๊ะเครื่องแป้ง เก้าอีทำผมหมุนได้ ไดร์ หวี เครื่องหนีบ เครื่องรอนผม นอกจากนี้ยังมีในส่วนของสินทรัพย์ที่ยังต้องลงทุนอีกเป็นการหมุนเวียน กล่าวคือ สมุนไพร อาทิ ตะไคร้หอม ขมิ้น ไพร ปูเลย โหรพา กระเพรา ยาหมอง น้ำมันมะพร้าว ผงขัดผิว น้ำนม น้ำผึ้ง มะกูด มะนาว เกลือ แก๊สหุงต้ม ไฟฟ้า ค่าจ้างลูกจ้าง ค่าไฟฟ้า ค่าภาษีอากร ภาษีท้องถิ่นกล่าวคือภาษีป้าย ค่าอาหารและค่าเครื่องดื่มรายวันสำหรับบริการลูกค้า เป็น
รายละเอียดเงินลงทุนธุรกิจอยู่กับธรรมชาติ
รายการ
จำนวนเงิน(บาท)
ค่าตกแต่งอาคารสำนักงาน
100,000
เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้สำนักงาน
- โต๊ะ / เก้าอี้ทำงาน
4,000
- ตู้เก็บเอนกประสงค์
3,000
- เครื่องปรับอากาศ
30,000
- เครื่องเสียง
10,000
- ตู้เย็น
10,000
- เครื่องคอมพิวเตอร์ และเครื่องพิมพ์
10,000
- เครื่องโทรศัพท์
2,000
- เครื่องคิดเลข
1,000
- เฟอร์นิเจอร์อื่นๆ
20,000
รวม
190,000
เงินทุนหมุนเวียน
500,000
รวมเงินลงทุนทั้งหมด
690,000
4.กำไรที่คาดว่าจะได้รับ
อัตราผลตอบแทนทางการเงินอัตราผลตอบแทนทางการเงินของธุรกิจจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ขนาดของกิจการ ทำเลที่ตั้ง และความสามารถในการบริหารธุรกิจ เป็นต้น การคาดหวังเรื่องของกำไรหรือจำนวนเงินที่คิดว่าจะได้จากการประกอบธุรกิจ ความมุ่งหวังในการลงทุนทำธุรกิจก็ต้องยึดถือกำไรเป็นสำคัญ เป็นผลประโยชน์จากการประกอบธุรกิจ การทำธุรกิจที่จะให้ได้ผลดีจำเป็นต้องเลือกสถานที่หรือทำเลในการตั้งสถานประกอบการในสภาพแวดล้อมที่ในพื้นที่ และความนิยมของคนในท้องถิ่น และความต้องการของประชาชนนั้น
ทำเลที่ตั้งกล่าวคือในสถานที่ตั้งสถานประกอบกิจการธุรกิจอยู่กับธรรมชาตินั้น อยู่ที่หมู่ที่ 2 บ้านนางแล ตำบลบ้านนางแล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งตำบลนางแลนั้นตั้งอยู่บนเส้นทางถนนพหลโยถิน เชียงราย กรุงเทพมหานคร ตำบลนางแลเป็นตำบลที่อยู่ระหว่างตำบลหลาย ๆ ตำบล ทางทิศใต้และทิศตะวันตกของตำบลติดตำบลบ้านดู่ ทางทิศเหนือติดตำบลท่าสุด ทางทิศตะวันออกติดกับตำบลแม่ข้าวต้มหลวง
ตำบลนางแลเป็นตำบลที่เป็นทางผ่านของประชานในท้องถิ่นของ 3 ตำบลดังกล่าว และทัง 3 ตำบลเป็นตำบลที่องค์กรทางการศึกษาที่สำคัญ และมีการประกอบธุรกิจการค้าอย่างหลากหลาย และยังคงมีการประกอบอาชีพในภาคของการเกษตรอยู่ทุกตำบล กล่าวคือตำบลบ้านดู่ เป็นตำบลที่มีการประกอบธุรกิจในภาคเอกชนมาก อับประกอบด้วย ธุรกิจเครื่องเรือน ร้าขายเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก ร้านขายเครื่องนอนเรือนทอง ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านปีนัง ปั้มนำมันเอสโซ ศูนย์อีซูซุสาขาบ้านดู่ ศูนย์ขายรถมือสอง ศูนย์โตโยตาสาขาบ้านดู่ ร้านอาหารขนาดใหญ่หลายแห่ง สำหรับสถานศึกษาในตำบลบ้านดู่คือมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อมีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นแล้วเศรษฐกิจจะมีการหม่นเวียนเม็ดเงินจะกระจายไปในท้องถิ่นนั้นๆ ก่อให้เกิดธุรกิจอย่างหลากหลาย มีทั้งธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ตามกำลังของเจ้าของกิจการและแหล่งเงินทุน รวมถึงธุรกิจหอพักด้วย
ส่วนของตำบลท่าสุด เป็นตำบลที่มีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงตั้งอยู่ ซึ่งการพัฒนาเศรฐกิจในส่วนของตำบลท่าสุดยังคงอยู่ในช่วงพัฒนาไปเรื่อยๆ นับแต่มีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นมา อย่างไรก็ตามนับว่าเป็นการขยายตัวอย่างรวดเร็วมาก กล่าวคือ จากพื้นที่เป็นตำบลที่ไม่มีการพัฒนามากนักยังคงเป็นแบบท้องถิ่นธรรมดาที่ไม่ได้เกิดรายได้แต่อย่างไร หรืออาจจะมีแต่ในราคาไม่มากนัก การตั้งมหาวิทยาลัยเป็นอันส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภาคการเกษตรอย่างเต็มตัว มาเป็นการเกษตรแบบครึ่งตัวและหันมาประกอบธุรกิจ อาทิเช่น ธุรกิจหอพัก ธุรกิจร้านค้า ร้านอาหาร และในส่วนของภาคมหาวิทยาลัยก็ต้องมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการประกอบการของท้องถิ่นในการรองรับมหาวิทยาลัยในการขยายตัว อันเป็นการพัฒนาเศษฐกิจจึงมีการกระจายของเม็ดเงินอย่างทั่วถึง ในตำบลท่าสุดนับว่าเป็นตำบลที่มีเม็ดเงินที่ค่อนข้างที่จะมีการพัฒนาไปอย่างยังยืนต่อไป
ตำบลแม่ข้าวต้มหลวงเป็นตำบลที่มีการประกอบธุรกิจในภาคของเกษตรกรมอย่างหลากหลาย และภาคเกษตรเป็นอาชีพหลักของตำบลนี้ นอกจากนี้ในตำบลมีในส่วนของไร่บุญรอดบิวเวอร์รี่ และฟามเมอวิวล์ ที่เป็นตัวหลักในภาคเกษตรอันเป็นการกระจายรายได้ จากการส่งเสริมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะช่วยเหลือในการประกอบอาชีพ และการดูแลเอาใจใส่รวมถึงการนำเสนอแสดงผลงานจากการเกษตรประจำปี จะเห็นว่าเป็นการกระตุ้นภาคการเกษตรอย่างหนึ่ง
สำหรับทำเลที่ตั้งสถานประกอบการในบ้านนางแล หมู่ที่ 2 ตำบลนางแล อำเภอเมืองจังหวัดเชียงราย นั้น ในตำบลนางแลเป็นตำบลที่ประกอบธุรกิจ และยังคงมีการประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรมเช่น การทำสวนลิ้นจี่ สวนสับปะรด สวนมันเทศ แต่จากปีที่ผ่านมาในภาคของเกษตรกรรมได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจอย่างมากทำให้พืชผลทางการเกษตรไม่เป็นไปตามเป้าหมาย บางรายถึงกับขาดทุนอันเป็นการเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางและรัฐบาลไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้เท่าที่ควร ดังนั้นในบริเวณนี้เป็นบริเวณที่มีการสัญจรไปมาผู้คนพลุพลานอย่างมาก จึงควรประกอบธุรกิจในภาคของธุรกิจ อย่าที่ผู้ศึกษาได้ศึกษาในการทำธุรกิจอยู่กับธรรมชาติ อันเป็นการนำธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นธรรมชาติมาปลูกประดับตกแต่งกิจการ ละนำมาแปลรูปใช้ในการทำธรรมชาติบำบัดในการรักษาโรคบางประเภท และเป็นการบำรุงเพื่อสุขภาพ รวมถึงเรื่องความสวยงามบุคลิกที่ดีสืบไป แบบเศรษฐกิจพอเพียงอยู่อย่างเพียงพอตามพระราชดำรัชของประบาทสมเด็จประเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
สถานที่ประกอบกิจการ บ้านไม้สองชั้น ประกอบด้วย 2 ห้องโถ 1 ห้องน้ำ 1 ห้องเล็ก ใต้ถุ่นบ้านโล่ง และมีบริเวณบ้านเป็นลานรอบนอกประมาณ 2 งาน สถานที่ประกอบการเป็นการทำสัญญาเช่า ในราคาเดือนละ 3000 บาท ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้าไม่รวมในค่าเช่า
การทำสัญญาเช่า ในการทำสัญญาเช่านั้นเป็นการทำสัญญาเช่าระหว่างผู้ให้เช่ากับผู้เช่า ตกลงเช่าบ้านพร้อมที่ดินในสถานประกอบกิจการดังกล่าว ในราคาเดือนละ 3000 บาท ไม่รวมค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า เป็นระยะเวลาการเช่า 3 ปีติดต่อกัน แลผู้เช่าสามารถต่อเติมตกแต่งบ้านได้ภายใต้การอนุญาตของผู้ให้เช่าและการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด และผู้ให้เช่ายังคงอยู่ในบ้านที่ผู้เช่าได้เช่าอยู่ต่อไปในฐานะผู้ดูแลรักษาบ้าน ทำความสะอาดบ้าน ทั้งสองฝ่ายได้ทำสัญญาถูกต้องตรงกัน 2 ฉบับมีข้อความถูกต้องตรงกัน และต่างฝ่ายก็เก็บไว้ฝ่ายละฉบับ เพื่อเป็นหลักฐานทั้งสองฝ่ายได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานเป็นสำคัญ
การทำสัญญาจ้างลูกจ้าง สำหรับการทำสัญญาจ้างแรงงานลูกจ้างนั้น ประกอบด้วยลูกจ้าง ที่สามารถทำภาระกิจเกี่ยวกับการบริการที่ให้บริการได้ทุกอย่าที่ให้บริการอยู่ในการประกอบกิจการธุรกิจอยู่กับธรรมชาติ และที่สำคัญลูกจ้างทุกคนต้องมีใบประกาศกายนียบัตรผ่านการอบรมจากสาธารณสุข ในการให้บริการกับลูกค้าเริ่มตั้งแต่การต้อนรับ การดูแล การนวดแผนโบราณ การนวดน้ำมัน ขัดผิว ขัดตัว อบสมุนไพร สระไดร์ เงื่อนไขในการทำงานลูกจ้างทำงานได้
ประเภทกลุ่มของกลุ่มลูกค้า กลุ่มลูกค้าแบบออกเป็น 2 กลุ่ม กล่าวคือ กลุ่มที่เป็นลูกค้าประจำ กับกลุ่มที่เป็นลูกค้าไม่ประจำหรือลูกค้าขาจร ที่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางไปมา ลูกค้าประเจ้าจะเป็นผู้ประกอบการในด้านต่าง ๆ จากการประกอบอาชีพอย่างหลากหลาย อาทิ กลุ่มประกอบธุรกิจ ประกอบอาชีพทางภาครัฐ ประกอบอาชีพภาคเกษตรกรรม ใน 4 ตำบล ใกล้เคียง สำหรับลูกค้าไม่ประจำจะเป็นลูกค้าที่ ที่เดินทางไปมาภายในจังหวัด หรือต่างจังหวัด หรือกลุ่มของลูกค้าในต่างประเทศที่มาจากบริษัทนำเที่ยวจัดมา
5เทคนิคการขายและกลวิธีดึงดูดลูกค้า
ในการประกอบธุรกิจบริการอยู่กับธรรมชาตินั้น เป็นงานด้านบริการที่เป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนในการดูแลลูกค้าและปรับปรุงดูแลสถานประกอบการอยู่เสมอกล่าวคือ
เรื่องการให้บริการกับลูกค้าจะต้องเป็นการดูแลตั้งแต่ลูกค้าขับรถ หรือเดินเข้าประตูร้านเข้ามา จนถึงเวลาที่ลูกค้าออกจากประตูร้านไปจนลับตาจึงถือว่าการดูแลลูกค้าท่านนั้นเสร็จสิ้นภารกิจอย่างบริบูรณ์เต็มรูปแบบ
เรื่องของการให้บริการเป็นเรื่องสมุนไพรนั้น จะเป็นสมุนไพรที่ซื้อมาจากชาวบ้านในท้องถิ่นบางและเป็นสมุนไพรที่ปลูกเองบาง จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการเตรียมการอยู่ตลอดเวลา จะต้องมีความพร้อมในการให้บริการแก่ลูกค้าอยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน
เรื่องการตกแต่งร้านเป็นการตกแต่งโดยที่จะเน้นถึงการเอาสมุนไพรพื้นบ้านมาเป็นตัวที่ประกอบ และมีไม่ดอกไม้ประดับ และไม้เลื้อยในกรให้ร่มเงาสลับกับต้นไม้ใหญ่ เป็นการใช้ธรรมชาติทดแทนส่งเสริมการลดภาวะโลกร้อน เพราะต้นไมจะคลายออกซิเจนทำให้รู้สึกเย็นและมีความรู้สึกสดชื้น กับธรรมชาติจริงๆ
เรื่องความสะอาดเป็นสิ่งที่จำเป็นมาสำหรับธุรกิจให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่จอดรถ โต๊ะและเก้าอี้ เสื้อผ้า ผ้าขนหนู ผ้าเช็ดหน้า ที่นอน หมอน และทุก ๆ อย่าง
ทางร้านจำมีบริการนำดื่มสมุนไพรฟรี ทุกวันโดยสลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป อาทิ น้ำมะขาม น้ำใบเตย น้ำกระเจี้ยบ น้ำมะตูม น้ำดอกคำฝอย น้ำขิง เป็นต้น
การบริการการนวด แล้วจะมีบริการเสริมนวดน้ำมันในราคาเดียวกับนวดธรรมดา มีนวดฝ่าเท้า นวดศรีษะ นวดหน้า เพื่อผ่อนคลายร่างกายจากการเหนื่อยล้าจากการประกอบการงานต่าง สุดท้ายหลังก่รนวดแล้วอาจจะคลายเส้นด้วยการประคบยาสมุนไพรก็จะเป็นการดีอีกทางหนึ่ง
การขัดหน้า ขัดผิว ขัดตัว เพื่อเป็นการดูแลสุขภาพผิวที่ดี และความเปล่งปลั่งของผิวพรรณอย่างธรรมชาติโดยคุณค่าของผงขัดผิว น้ำนมสด น้ำผึ้ง และน้ำมันมะพร้าว
เพื่อการไหลเวียนของโลหิตที่ดี และการกระชับผิวโดยการอบสมุนไพรที่อุดมไปด้วย ขมิ้น ยาหอม ตะไคร้หอม ปูเลย ใบเตย
ก่อนออกไปปฎิบัติภารกิจต่อไปก็จะมีการสระผมและไดร์สำหรับเตริมความพร้อมก่อนออกจากร้าน การบริการในราคาที่เป็นกันเอง แต่บริการระดับเยี่ยม หรือผู้ที่เข้าใช้บริการอาจเลือกใช้บริการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ตามความสะดวกและพึ่งพอใจของลูกค้า
การโฆษณาเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ตามสื่อ ทางวิทยุ และขึ้นป้ายโฆษณาหน้าร้า และเป็นเรื่องลูกค้าประทับใจแล้วบอกต่อและเป็นลูกค้าประจำ
6.วิธีการลงทุน
ธุรกิจอยู่กับธรรมชาติเป็นธุรกิจที่ ใช้วัตถุดิบส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่น ที่สามารถได้จากท้องถิ่นโดยนำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาแปลรูปให้เกิดประโยชน์ในเชิงธุรกิจอีกรูปแบบหนึ่งแทนการขายตามท้องตลาดสดและได้นำมาเพื่อบริการลูกค้าในร้าน อันเป็นต้นทุนการผลิตที่ต่ำและได้คุณภาพ อันเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในท้องถิ่นจากการประสบปัญหาเรื่องพืชผลทางการเกษตรตกต่ำจากปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาภาวะโลกร้อนในบางส่วน และได้มีการนำพืชสมุนไพรมาใช้ในการประดับตกแต่งร้านแสดงออกซึ่งเอกลักษณ์ของร้านที่เน้นเรื่องของธรรมชาติ และสามารถนำมาใช้ได้ในยามที่ขาดแคลนวัตถุดิบในการให้บริการได้นอกจากนี้พืชผลทางเกษตรยังเป็นพืชผลที่ปลอดสารพิษเป็นวัตถุดิบที่ปลอดภัยในราคาที่ถูก
7.การบริหารธุรกิจ
การบริหารธุรกิจบริการ ธุรกิจอยู่กับธรรมชตินี้ เป็นดารบริหารงานของเจ้าของกิจการเอง โดยการศึกษาข้อมูลข่าวสารในด้านต่าง ๆ การส่งเสริมของนโยบายของภาครัฐ ความนิยม ความต้องการของประชาชน ทั้งในด้านข้อมูลที่เป็นเอกสาร ข้อมูลทางการประชาสัมพันธ์จากสื่อ ข้อมูลที่เป็นอิเล็คทรอนิก จากการนำเสนอของหน่วยงานและองค์กรได้จัดการแสดงไว้ในรูปแบบต่าง ๆ ส่วนใหญ่ผู้เป็นเจ้าของกิจการจะเป็นผู้บริหารเอง เริมจากเป็นผู้ซึ่งลงทุนเอง และลงมือเริ่มการจัดการตกแต่งออกแบบปรับปรุงร้านในรูปแบบของ ห้องที่สามารถใช้งานในหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นห้องโถ่ง และในห้องโถงนั้นสามารถปรับเปลี่ยนซอยเป็นห้องเล็กได้ สำหรับการนวดออยหรือนวดน้ำมัน ในยามที่ต้องการใช้ในห้องชั้นบนเป็นห้องปรับอากาศ และชั้นล่างประกอบด้วย 4 ส่วน คือส่วนที่เป็นห้องโถงที่สามารถใช้เป็นห้องรับรองแขก นอกจากนี้ยังใช้ประโยชน์ในรูปอื่น ๆ ได้ ห้องต่อมาเป็นส่วนของห้องสระไดร์ ถัดมาเป็นห้องอบสมุนไพรลักษณะเป็นเรือนไม้ออกมาแบบห้องเดียวสามารถอบรวมได้ เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าเวลาเกิดอาการหน้ามืด ก็สามารถมีคนช่วยเหลือได้ ถัดจากเรือนไม้ห้องอบสมุนไพร ส่วนถัดมาเป็นส่วนของการขัดผิวขัดตัวขัดหน้า และห้องน้ำเป็นแบบสมัยโบราณจริงๆ ตามแบบทางงภาคเหนือตามตัวอาคารบ้านที่เป็นแบบของบ้าน ทางภาคเหนือภาคเหนือ ส่วนสุดท้ายเป็นลานหน้าร้านและบริเวณลานจอดรถที่เป็นแบบธรรมชาติประยุคอาคารที่ร่มรืนและกันฝนได้แข็งแรงคงทน
สำหรับการให้บริการนั้นผู้บริการจะเป็นผู้ที่ดูแลลูกค้าในภาพรวมทั้งหมดแต่เป็นในรูปแบบของเงาลูกจ้างที่ลูกจ้างเป็นผู้ดูแลลูกค้าเป็นตัวหลักและในส่วนที่เหลือนอกเหนือความสามารถของลูกจ้างที่ไม่สามารถทำได้ผู้บริหารจะเป็นผู้คอยช่วยเหลือ เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ส่วนของการบริการลูกค้าจะมีมาตราฐานในการให้บริการอยู่ตาประเภทของงานและหน้าที่ของตนตามรูปแบบงานโดยมีการฝึกอบรมเกี่ยวกับเทคนิคการให้บริการและเอาใจใส่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ นอกจากนี้คงมีการประเมินการทำงานของลูกจ้างโดยตนเอง และผู้เป็นเจ้าของจะเป็นผู้ประเมินลูกจ้างเองเป็นการส่วนตัวตามความเหมาะสมภายใต้เงื่อนไขของบุคคลในครอบครัวที่เอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน
8.ปัญหาและอุปสรรค
ในการบริหารงานธุรกิจประเภทให้บริการนั้น หัวใจของงานก็คือการให้บริการ การดูแลเอาใจใส่ลูกค้า เป็นงานที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงและต้องคิดอยู่เสมอว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับสถานการณ์ต่าง ๆ ดังนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ดูหยุมหยิมละเอียดเล็กน้อยซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากกับงานให้บริการ นอกจากนี้ความสะอาดของการให้บริการคงเป็นเรื่องที่สำคัญเช่นเดียวกัน ฉะนั้นจะมีปัญหาสำหรับลูกจ้างที่คิดว่าตัวเองสามารถทำงานประเภทการให้บริการได้แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำงานบริการได้ จึงควรที่จะหาลูกจ้างที่สามารถปฎิบัติงานได้ในทุกงานที่ให้บริการ มีบุคลิกที่มีไมตรี รักในงานให้บริการตรงนี้เป็นการยาที่จะหาลูกจ้างประเภทนี้ได้และทำงานในระยะยาวได้ในจำนวนตามต้องการได้เพราะ มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความคิด สามารถคิดและตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองได้เป็นเรื่องของธรรมชาติไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่คงมีในเรื่องของการสร้างเงื่อนไขเท่านั้นที่จะเป็นกฎเกณฑ์เพื่อเป็นการจัดระเบียบบังคับโดยระยะหนึ่งเท่านั้น
บทที่ 2
หลักเกณฑ์ในการทำสัญญาและเครื่องหมายที่เกี่ยวข้อง
1.ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ลักษณะธุรกิจร้านที่ให้บริการด้านสุขภาพ การนวนแผนโบราณอันเป็นการให้บริการที่มีการนวด ขัดผิว อบสมุนไพร สระไดร์ ในสถานบริการที่เดียว
วิธีการจัดตั้งและเริ่มต้นธุรกิจการจดทะเบียนพาณิชย์ห้างหุ้นส่วนจำกัด ผู้ประกอบการธุรกิจต้องจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สถานที่ยื่นขอจดทะเบียนจังหวัดเชียงราย ยื่นขอจดทะเบียน ณ สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ที่ห้างหุ้นส่วนมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่เกินสามคน 1,000 บาท
2.กฎหมายและระเบียบเฉพาะธุรกิจ
ใบอนุญาตประกอบกิจการ
ธุรกิจร้านอยู่กับธรรมชาติ เป็นกิจการที่เป็นการส่งเสริมต่อสุขภาพตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข ต้องขออนุญาตประกอบกิจการก่อนดำเนินการ
สถานที่ขออนุญาต
จังหวัดเชียงราย ยื่นขอ ณ องค์การบริหารส่วนตำบลนางแล ซึ่งดูแลเขตพื้นที่ที่ตั้งสถานประกอบการ
ค่าธรรมเนียม ไม่เกิน 10,000 บาท
การปิดป้ายแสดงราคาค่าบริการ
คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกประกาศกำหนดให้ผู้จำหน่ายปลีกอาหารและเครื่องดื่ม ต้องปิดป้ายแสดงราคาค่าบริการให้เห็นชัดเจนในที่เปิดเผย ณ สถานที่จำหน่าย การฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท
3.กฎหมายเกี่ยวกับสาธรณสุข
ใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์
นอกจากนี้ยังมีกฎและระเบียบด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม สวัสดิการและการคุ้มครองแรงงาน
ที่ต้องถือปฏิบัติ
4.กฎหมายแรงงาน
กฎหมายคุ้มครองแรงงาน (Labour Protection Law)
กฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่บัญญัติถึงสิทธิ หน้าที่ระหว่างนาย ลูกจ้าง โดยกำหนด
* มาตรฐานขั้นต่ำในการจ้าง (ค่าจ้างเหมาะสม)
* การใช้แรงงาน
* การจัดสถานที่และอุปกรณ์ในการทำงาน
ลักษณะสำคัญของกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้ ดังนั้น
1. เป็นกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม กฎหมายคุ้มครองแรงงานนั้นผูกพันอยู่กับสภาพสังคม เศรษฐกิจและการเมือง เมื่อสภาพต่าง ๆ เหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป กฎหมายคุ้มครองแรงงานก็สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปได้
2. เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน กฎหมายคุ้มครองแรงงานมุ่งที่จะสร้างความเป็นธรรมในสังคม โดยเฉพาะเพื่อคุ้มครองลูกจ้างมิให้ถูกนายจ้างเอารัดเอาเปรียบเกินไป บทบัญญัติในกฎหมายคุ้มครองแรงงานจึงเป็นข้อบังคับที่เด็ดขาด เป็นกฎหมายที่มีโทษทางอาญาหากมีการฝ่าฝืน และนายจ้างอาจถูกดำเนินคดีทางแพ่งเพื่อบังคับให้จ่ายเงินหรือชดใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิด้วย
3. เป็นกฎหมายกึ่งมหาชนกึ่งเอกชน คือเป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง จึงมีลักษณะเป็นกฎหมายเอกชน และมีโทษทางอาญาเมื่อมีการฝ่าฝืน ซึ่งเป็นลักษณะของกฎหมายมหาชน
4. เป็นกฎหมายทางสังคม กฎหมายคุ้มครองแรงงานตราขึ้นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม มุ่งที่จะคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของลูกจ้าง
การตีความกฎหมายคุ้มครองแรงงาน การตีความกฎหมายคุ้มครองแรงงานในส่วนที่กำหนดความผิดและมีโทษทางอาญา จะต้องให้เป็นไปเช่นเดียวกับการตีความกฎหมายทั่วไป ส่วนการตีความในกรณีมีปัญหาหรือข้อสงสัยว่าจะตีความบทกฎหมายที่ไม่ชัดแจ้งไปในทางใด ให้ตีความไปในทางหรือนัยที่จะให้การคุ้มครองลูกจ้าง และสร้างปทัสถานที่ดีแก่สังคมแรงงาน ยิ่งกว่าที่จะตีความไปในทางหรือนัยที่จะให้ประโยชน์แก่นายจ้างหรือปัจเจกบุคคล
ขอบเขตการบังคับใช้ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541ใช้บังคับแก่นายจ้าง ลูกจ้างในกิจการจ้างงานทุกราย
ไม่ว่าจะประกอบกิจการปกระเภทใด และไม่ว่าจะมีจำนวนลูกจ้างเท่าใดยกเว้นนายจ้างหรือกิจการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 คือ
1. ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น
2. รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
3. นายจ้างประเภทที่ได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ซึ่งจะไม่ใช้บังคับตามกฎหมายทั้งฉบับหรือบางส่วนก็ได้ ซึ่งได้ออกกฎกระทรวง 2 ฉบับ ยกเว้นมิให้ใช้บังคับกฎหมายทั้งฉบับแก่โรงเรียนเอกชนในส่วนที่เกี่ยวกับครูและครูใหญ่ งานเกษตรกรรมและงานรับไปทำที่บ้าน กับยกเว้นไม่ให้ใช้บังคับกฎหมายบางส่วนแก่นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้ประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย (ฎีกาที่ 3206/2533) และนายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ [6]
กฎหมายประกันสังคม
กฎหมายประกันสังคม เป็นกฎหมายที่กำหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนประกันสังคมขึ้นโดยให้ลูกจ้างหรือผู้สมัครเข้าประกันตน นายจ้างและรัฐบาลร่วมออกเงินสมทบเพื่อใช้กองทุนดังกล่าวเป็นหลักประกันให้แก่ลูกจ้างและผู้สมัครเข้าประกันตนได้รับการสงเคราะห์เมื่อประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือตายอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน คลอดบุตร ชราภาพ และว่างงาน รวมทั้งการสงเคราะห์บุตร ซึ่งจะทำให้ชีวิตของลูกจ้างและสังคมมีความมั่นคงขึ้น
ขอบเขต ปัจจุบันกฎหมายประกันสังคมใช้บังคับแก่กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ ๑๐ คนขึ้นไปผู้ที่ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายดังนี้ คือ
ก. ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวรายวัน และลูกจ้างชั่วคราวรายชั่วโมงของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น ยกเว้นลูกจ้างชั่วคราวราเดือน
ข. ลูกจ้างของรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ
ค. ลูกจ้างของนายจ้างที่มีสำนักงานในประเทศและไปประจำทำงานอยู่ในต่างประเทศ
ง. ครูหรือครูใหญ่ของโรงเรียนเอกชน
จ. นักเรียน นักเรียนพยาบาล นิสิตหรือนักศึกษา หรือแพทย์ฝึกหัด ซึ่งเป็นลูกจ้างของโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือโรงพยาบาล
ฉ. ลูกจ้างของสภากาชาดไทย
ช. ลูกจ้างของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์
ซ. ลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
ณ. ลูกจ้างของกิจการเพาะปลูก ประมง ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ซึ่งมิได้ใช้ลูกจ้างตลอดปี และไม่มีงานลักษณะอื่นรวมอยู่ด้วย
ญ. ลูกจ้างของนายจ้างที่จ้างไว้เพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว เป็นการจรหรือเป็นไปตามฤดูกาล (พ.ร.ก. มาตรา ๓)
ฎ. ลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย (มาตรา ๕)
ผู้ประกันตน
ลูกจ้างที่มีอายุ ๑๕ ปีบริบูรณ์ถึง ๖๐ ปีบริบูรณ์ในกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ ๑๐ คนขึ้นไป จะตกเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายนี้ทันทีที่เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทั้งนี้จนกว่าจะพ้นจากการเป็นลูกจ้างของนายจ้างดังกล่าว (มาตรา ๓๓)
ผู้สมัครเข้าประกันตน บุคคลมิใช่ลูกจ้างที่อยู่ในข่ายบังคับของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น (คนขับรถรับจ้าง แม่ค้า ข้าราชการ ทนายความ ฯลฯ) อาจสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตนได้ โดยสมัครและจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตามอัตราที่กำหนดเป็นรายปี (ปี ๒๕๓๗ - ๒๕๓๘ เป็นเงิน ๒,๘๘๐ บาท ปี ๒๕๓๙ - ๒๕๔๐ เป็นเงิน ๓,๑๑๐ บาท ปี ๒๕๔๑ เป็นต้นไป เป็นเงิน ๓,๓๖๐ บาท)และเมื่อได้จ่ายเงินครบระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ผู้สมัครเข้าประกันตนดังกล่าวจะได้รับประโยชน์ทดแทนเพียง ๓ ประเภท คือ ประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร ในกรณีทุพพลภาพ และในกรณีตายเท่านั้น (มาตรา ๔๐ และพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของผู้ประกันตนซึ่งมิใช่ลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๓๗)
5.การจดทะเบียนพาณิชย์
ผู้ประกอบการต้องจดทะเบียนพาณิชย์ตามกฎหมายด้วย โดยถือเป็นผู้ประกอบพาณิชยกิจ และเมื่อได้จดทะเบียนพาณิชย์แล้ว จะต้องแสดงใบทะเบียนพาณิชย์ไว้ ณ สำนักงานในที่เปิดเผย ซึ่งอาจเห็นได้ง่าย มิฉะนั้น จะมีโทษสำหรับผู้ไม่ปฎิบัติตาม[7]
บทที่ 3
ภาระภาษีและค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับธุรกิจการการบริการ
“อยู่กับธรรมชาติ”
1.ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร
ผู้ประกอบกาต้องมีหน้าที่เสียภาษีตามประมวลรัษฎากร กรณีเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญจะต้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี โดยมีรายละเอียด ดังนี้
(1).ภาษีเงินได้ กรณีผู้ศึกษาเป็นการประกอบธุรกิจประเภทบริการที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล จะต้องเสียภาษี คือเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร และนอกจากนี้ยังหมายความรวมถึงความหมายพิสดารของคำว่า เงินได้พึงประเมิน [8]
ห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งเป็นนิติบุคคล ต้องยื่นขอเป็นผู้มีบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรต่อ สรรพากรพื้นที่ ที่ตั้งของสถานประกอบการ
ต้องยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล ประจำปี และ ครึ่งปี (ภ.ง.ด.50 และ 51) หากมีรายได้เกิน 1,200,000 ต่อปี ต้องยื่นชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ. 30
(2).ภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการรายใดที่มีรายได้ตลอดทั้งปีเกินกว่า 1,800,000 บาท นอกจากผู้นั้นจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย โดยต้องไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งผู้ประกอบการมีรายได้เกินกว่า 1,800,000 บาท ผู้ประกอบการนั้นสามารถใช้ประโยชน์และออกใบกำกับภาษีซื้อและขายได้ โดยผู้ประกอบการจะต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีทุกเดือนในทุก ๆ วันที่ 15 ของเดือนถัดไป
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการดำเนินธุรกิจประเภทการให้บริการ อยู่กับธรรมชาติ ในส่วนของการประกอบการนวดแผนโบราณ การขัดตัว ขัดผิว อบสมุนไพร จะมีกฎหมายหลายฉบับเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมายและจะต้องระมัดระวังในการวางแผนให้อยู่ในความเป็นไปได้อย่างมีคุณภาพ เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่มาตรวจมอบจะต้องคอยเป็นกังวลเปลี่ยนแปลงแก้ไขเกี่ยวกับการวางแผนอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังต้องเสียในส่วนของเบี้ยปรับอีกจำนวนหนึ่งหรือในจำนวนที่มากกว่าที่จะต้องเสียตามความเป็นจริงที่จะต้องเสียในตอนแรก เรื่องภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร การทำธุรกิจประเภทการให้บริการ นวดแผนโบราณ ขัดตัว ขัดผิว อบสมุนไพร ในชื่อธุรกิจอยู่กับธรรมชาติ เป็นเรื่องหมายการค้าในรูปของห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเพื่อเบ่งแยกยอดเงินได้ออกไปเพราะเมื่อเสียภาษีในนามของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล เงินส่วนแบ่งกำไรที่ผู้เป็นหุ้นส่วนได้รับก็จะยกเว้นภาษีเงินได้กล่าวคือ เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ เงินส่วนแบ่งของกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ซึ่งต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ แต่ไม่รวมถึงเงินส่วนแบ่งของกำไรจากกองทุนรวม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (14) และสุดท้ายถ้ารายได้เข้าเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ต้องเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย
2.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินปีละครั้ง โดยกรอกรายการที่ทางราชการกำหนดไว้ และพนักงานเจ้าหน้าที่จะเป็นผู้ประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 12.5 ของการกำหนดราคาทุนทรัพย์ เมือผู้ประกอบการที่รับการประเมินผู้ใดไม่พอใจในการประเมิน ก็สามารถยื่นคำร้องขอพิจารณาการประเมินนั้นใหม่ได้ ถ้าผู้ใดละเลยหรือจงใจไม่เสียภาษีตัวนี้ ผู้นั้นจะมีโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา ตามกำหนดในกฎหมาย
ภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นภาษีที่เป็นรายได้ของราชการบริหารส่วนท้องถิ่น โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บภาษีนี้ในเขตปกครองส่วนตำบลจัดเก็บให้เป็นรายได้ของจังหวัด และเป็นการบริการของส่วนจังหวัด ซึ่งผู้ประกอบการที่อยู่ในเขตรับผิดชอบส่วนไหนก็ให้ไปยื่นแบบแสดงรายการขอชำระภาษีในเขตนั้น ๆ
พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 และพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือน ฉบับที่แก้ไขในภายหลังต่อมา มิได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าทรัพย์สินประเภทใดบ้าง ที่เจ้าของจะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน แต่กฎหมายได้กำหนดประเภทของทรัพย์สินไว้ในมาตรา 6 และกำหนดข้อยกเว้นที่จะต้องเสียภาษีโรงเรือนไว้ในมาตรา 9 และมาตรา 10 เมื่อพิจารณามาจากมาตราดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่าทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือน คือภาษีโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นกับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นนั้น โดยโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว เจ้าของได้ใช้ประโยชน์โดยการให้เช่าใช้ทำธุรกิจ ค้าขาย เป็นที่เก็บสิ้นค้า ประกอบอุตสาหกรรม ให้ผู้อื่นอยู่อาศัยหรือใช้ในกิจการอื่นใดนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วเพื่อประโยชน์ในการหารายได้
สำหรับอัตราภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น มีอัตราเดียวทั่วประเทศ และใช้มาตั้งแต่เริมแรกจนถึงปัจจุบัน คืออัตราร้อยละ 12.5 ของค่ารายปี (ตาม มาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2534 ใช้คำว่า อัตราร้อยละสิบสองครึ่งของค่ารายปี) ซึ่งในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นให้เช่า และค่าเช่านั้นจำนวนเงินอันสมควรให้เช่าได้ อาจคิดภาษีได้ง่ายโดยภาษีจะเท่ากับค่าเช่าเดือนครึ่งนั่นเอง[9]
3.ภาษีป้าย
ภาษีป้าย ในการดำเนินธุรกิจประเภทนี้ส่วนมากจะมีการติดป้ายหน้าร้าน หรือป้ายชื่อร้านทั้งการติดตั้งโปสเตอร์ต่าง ๆ ผู้เป็นเจ้าของป้ายจะต้องเสียภาษีตามกฎหมายด้วย โดยการยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายกับเจ้าหน้าที่บริการราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งภาษีป้ายนี้ถือเป็นรายได้ของเทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด การคำนวณภาษีป้ายจะขึ้นอยู่กับลักษณะของตัวอักษรไทย หรือต่างประเทศรวมกับขนาดความกว้างยาวของป้าย
1).ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน ให้คิดอัตรา 3 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
2).ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศและหรือปนกับภาพ และหรือเครื่องหมายอื่น คิดอัตรา 20 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
3).ป้ายดังต่อไปนี้ คิดอัตรา 40 บาท ต่อ 500 ตางเซนติเมตร
(ก).ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย ไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายใด ๆ หรือไม่
(ข).ป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วนหรือทั้งหมดอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ
และป้ายตาม 1). 2). หรือ 3). เมื่อคำนวณพื้นที่ของป้ายแล้ว ถ้ามีอัตราที่ต้องเสียภาษีต่ำกว่าป้ายละ 200 บาท ให้เสียภาษีป้ายละ 200 บาท
ถ้าภาษีป้ายที่จะต้องชำระมีจำนวนตั้งแต่ 3000 บาทขึ้นไป ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะขอผ่อนชำระเป็นเงิน 3 งวด งวดละเท่า ๆ กันก็ได้ โดยงวดที่ 2 ต้องชำระภายใน 1เดือน นับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่ 1 และต้องชำระงวดที่ 3 ภายใน 1 เดือนนับตั้งแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระเงินงวดที่2
นอกจากนี้กฎหมายยังกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายแสดงหลักฐานการเสียภาษีป้ายไว้ ณ ที่เปิดเผยในสถานที่ประกอบการการค้าหรือประกอบกิจการอีกด้วย อนึ่งในระหว่าปี ถ้าเจ้าของป้ายติดตั้งป้ายใหม่แทนป้ายเดิมและป้ายใหม่นั้นมีพื้นที่ข้อความภาพและเครื่องหมายอย่างเดียวกับป้ายเดิมที่ได้เสียภาษีป้ายแล้วเจ้าของป้ายจะได้รับการยกเว้นภาษีป้ายในปีที่ติดตั้ง หรือแสดงป้ายนั้น แต่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ติดตั้งป้าย และเช่นเดียวกันในกรณีที่เจ้าของป้ายได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขพื้นที่ป้ายข้อความ ภาพ หรือ เครื่องหมายบางส่วนในป้ายที่ได้เสียภาษีแล้ว อันเป็นเหตุให้ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น เจ้าของป้ายดังกล่าวต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายภายใน 15 วัน นับแต่ วันเปลี่ยนแปลงแก้ไขป้าย และกรณีนี้ให้เสียภาษีเฉพาะจำนวนเงินภาษีที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงแก้ไขป้ายเท่านั้น
ภาษีป้ายเป็นภาษีท้องถิ่นอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ได้มีการกำหนดและจัดเก็บมาตั้งแต่ได้มีการประกอบรายการประกอบใช้ประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2481 โดยภาษีจะรวมอยู่ภาษีโรงค้า ซึ่งคือภาษีการค้านั้นเอง วัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษีป้ายก็เพื่อให้นิยมไทยและอนุรักษ์เอกลักษณ์ไทย จึงสนับสนุนให้ใช้อักษรไทยในการเขียนป้ายโดยอัตราภาษีป้ายอักษรไทยจะต่ำกว่าอัตราภาษีจากป้ายโฆษณาเพิ่มอีกประเภทหนึ่งด้วย
ต่อมาได้มีการตราพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ออกใช้บังคับเพื่อแยกภาษีป้ายซึ่งเป็นภาษีของราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ออกจากประมวลรัษฎากรและให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และสุขาภิบาล ซึ่งเป็นองค์กรบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ในขณะนั้นเป็นผู้จัดเก็บภาษี
จนถึงปัจจุบันนี้การประกาศใช้พระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 25344 เป็นต้นมา (รอ กฎกระทรวงประกาศใช้) ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ในประเด็นสำคัญ ๆ หลายประการ ด้วยกัน
ป้าย ซึ่งต้องเสียภาษีป้าย ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 หมายถึง ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้มนการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่น เพื่อหารายได้ไม่ว่าจะแสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียนแกะสลักหรือจารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น ๆ ตามความหมายดังกล่าว ป้ายที่เจ้าของต้องเสียภาษีป้ายจะต้องเป็นป้ายที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้คือ
1).เป็นป้ายแสดงชื่อ ยี่ฮ้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้
2).เป็นป้ายโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ทั้งนี้โดยไม่คำนึงว่าป้ายนั้นจะแสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ หรือป้ายนั้นจะทำให้ปรากฏด้วยวิธีใดก็ตาม
โดยปกติเจ้าของป้ายมีหน้าที่เสียภาษีป้ายโดยเสียเป็นรายปี ยกเว้นป้ายที่เริ่มติดตั้งหรือแสดงในปีแรกให้เสียภาษีป้ายตั้งแต่วันเริ่มติดตั้งหรือแสดงจนถึงสิ้นปี โดยให้คิดภาษีป้ายเป็นรายงวด งวดละ 3 เดือน โดยเริ่มเสียภาษีตั้งแต่งวดที่ติดตั้งป้ายงวดสุดท้ายของปี
ผู้ประกอบการที่มีหน้าที่เสียภาษีป้ายตามอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงซึ่งต้องไม้เกินอัตราที่กำหนดในบัญชี อัตราภาษีป้าย ท้ายพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2534 ตาม พระราชบัญญัติภาษี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2534 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราภาษีป้าย ซึ่งต้องไม่เกินอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีป้ายท้ายพระราชบัญญัตินี้ บัญชีอัตราภาษีป้ายท้ายพระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 กำหนดให้มีป้าย 3 ประเภทได้กำหนดอัตราภาษีป้ายไว้คือ
1). ป้ายที่มีอักษรไทยถ้วน คิดอัตรา 10 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
2).ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศและหรือปนกับภาพ และหรือเครื่องหมายอื่น คิดอัตรา 100 ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
3).ป้ายดังต่อไปนี้ คิดอัตรา 200 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
(ก).ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย ไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายใด ๆ หรือไม่
(ข).ป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วนหรือทั้งหมดอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ
4).ป้ายตาม 1). 2). หรือ 3). ซึ่งมีข้อความเครื่องหมายหรือภาพที่เคลื่อนที่หรือเปลี่ยนเป็นข้อความเครื่องหมาย หรือภาพอื่นได้ โดยเครื่องจักรกลหรือโดยวิธีใด ๆ ให้คิดอัตราภาษีตามจำนวนข้อความ เครื่องหมายหรือภาพ หรือตามระยะเวลาที่ข้อความเครื่องหมาย หรือภาพปรากฏอยู่ในป้าย ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้ายังไม่ได้ออกกฎกระทรวงให้คิดอัตราภาษีป้าย ตามบัญชีอัตราภาษีป้ายนี้
บัญชีอัตราภาษีป้าย พระราชบัญญัติภาษีป้ายนี้เป็นเพียงกรอกอัตราป้ายขั้นสูง ซึ่งจะต้องมีการออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราภาษีป้ายที่จัดเก็บไม่เกินกรอบอัตราภาษีนี้อีกครั้งหนึ่ง
ปัจจุบันได้มีกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2535) ออกตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 กำหนดอัตราภาษีป้าย ซึ่งมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 เป็นต้นไป[10]
ผู้ประกอบธุรกิจที่ติดตั้งป้ายใหม่ หรือแสดงป้ายใหม่ จะต้องชำระภาษีป้ายต่อเจ้าพนักงาน ภายใน 15 วัน และจะต้องยื่นชำระภาษีป้ายทุกปีที่ยังติดตั้งป้าย
สถานที่ขออนุญาตจังหวัดเชียงราย ยื่นขอ ณ องค์การบริหารส่วนตำบลนางแล ซึ่งดูแลพื้นที่ที่ป้ายนั้นติดตั้งอยู่
Adam Smith
เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวสก๊อตแลนด์ ได้เขียนหนังสือชื่อ “The Wealth of Nations” ได้กล่าวถึงลักษณะของภาษีอากรที่ดี จะต้องมีลักษณะที่ดีอย่างน้อย 4 ประการได้แก่ หลักความเป็นธรรม หลักความแน่นอน หลักความสะดวก และหลักความประหยัด หลักทั้ง 4 ประการนี้ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ต่อมาเมื่อสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของโลกได้วิวัฒนาการมาโดยลำดับ ภาษีอากร จึงทวีบทบาทและความสำคัญมากขึ้น หลักการภาษีอากรที่ดีจึงได้เปลี่ยนแปลงไป และเพิ่มมากขึ้นตามความเหมาะสม
ลักษณะของภาษีอากรที่ดี
1.หลักความเป็นธรรม
ภาษีอากรที่มีลักษณะความเป็นธรรมนั้น ได้แก่ภาษีอากรซึ่งเก็บจากบุคคลซึ่งเท่าเทียมกันเป็นจำนวนเท่ากัน และเก็บจากบุคคลซึ่งแตกต่างกันตามความเหมาะสมกับความแตกต่างนั้น ปัญหาในด้านการศึกษาเรื่องความเป็นธรรมจึงอยู่ที่ว่าจะถือมาตรการใดเป็นเครื่องวัดความ เท่าเทียมหรือความแตกต่างกัน และในกรณีที่มีความแตกต่างกันแล้วการเก็บภาษีจะแตกต่างกันในลักษณะใด ๗งจะเหมาะสม
ในปัจจุบันหลักเกณฑ์ที่จะใช้วัดความเท่าเทียมกันหรือความแตกต่างกันมีอยู่ 2อย่างคือ
1.1.ประโยชน์ที่ผู้เสียภาษีได้รับจากรัฐ (Benefit Basis) ถือว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์จากสินค้าหรือบริการของรัฐ จะต้องเป็นผู้เสียภาษีเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการผลิตสินค้าหรือบริการเหล่านั้นตามสัดส่วนของประโยชน์ที่ตนได้รับ เช่นภาษีการใช้ถนนเก็บจากผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ขับขี่รถยนต์ ซึ่งได้รับประโยชน์โดยตรงจากการใช้ถนนเป็นต้น
1.2.ความสามารถในการเสียภาษีอากร (Ability Basis) ซึ่งถือว่าผู้มีความสามารถเสียภาษีมากก็ควรเสียมาก ผู้มีความสามารถในการเสียภาษีน้อยก็ควรเสียน้อย ความสามารถในการเสียภาษีนี้ในปัจจุบันนิยมวัดจาดทรัพย์สิน รายได้หรือรายจ่ายของแต่ละบุคคลเป็นเกณฑ์ในการกำหนดจำนวนภาษีที่ต้องเสีย
2.หลักความแน่นอน (Certainly)
ภาษีที่ดีต้องมีความแน่นอน โดยเฉพาะในด้านของตัวบทกฎหมาย เช่น ใครคือผู้ที่เสียภาษี จะต้องเสียภาษีเมื่อใด อัตราภาษี วิธีการคำนวณภาษี การยื่นแบบชำระภาษีสามารถปฎิบัติได้ชัดเจนและสามารถที่จะวางแผนธุรกิจได้เมื่อระบบภาษีอากรมีความแน่นอนชัดเจนดังกล่าวแล้วย่อมจะสร้างความสมัครใจในการเสียภาษีอากรให้เดขึ้นได้
นอกจากนี้ยังลดการลงทุจริตของเจ้าหน้าที่ได้ด้วย นอกจากความแน่นอนในด้านของผู้เสียภาษีแล้ว ในแง่ของรัฐบาล ภาษีที่ควรจะมีความแน่นอนในการทำรายได้ให้กับรัฐบาลด้วย
3.หลักความเป็นกลาง
ระบบภาษีอากรที่ดีจะต้องมีความเป็นกลางในทางเศรษฐกิจมากที่สุด กล่าวคือ ระบบภาษีอากรจะต้องไม่เปลี่ยนแปลงหรือกระทบกระเทือนรูปแบบการบริโภค การออม การแข่งขันการผลิตสินค้าและบริการ ตลอดจนกาทำงานของกลไกตลาด เช่น ถ้ามีการเก็บภาษีสิ้นค้ายี่ห้อหนึ่ง ก็ต้องมีการเก็บภาษีสินค้าประเภทเดียวกันกับยี่ห้ออื่นๆ ด้วย มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดการกระทบกระเทือน รูปแบบการบริโภคได้แนวความคิดนี้มีรากฐานมาจากแนวความคิดที่ว่าภาษีอากรควรจะเป็นแหล่งรายได้ของของรัฐเพียงแหล่งเดียวรัฐไม่ควรดำเนินกิจการใดๆ ที่จะกระทบกระเทือนการตัดสินใจทางเศรษฐกิจของภาคเอกชน
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐบาลของหลายประเทศจงใจใช้ระบบภาษีอากรที่ไม่เป็นกลางบางประเภทเป็นเครื่องมือดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ ความเป็นกลางหรือไม่เป็นกลางอาจพิจารณาได้จากผลกระทบกระเทือนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในด้านต่าง ๆ เช่น การบริโภค การออม และการผลิต เป็นต้น
4.หลักอำนวยรายได้
ในปัจจุบัน บทบาทของรัฐบาลทางด้านเศรษฐกิจได้ทวีความสำคัญมากขึ้น จึงจำเป็นต้องหารายได้ เพื่อนำมาใช้จ่ายให้มากขึ้น ระบบภาษีอากรที่ดีจึงควรเป็นระบบที่รายได้สูงให้รัฐบาล หากระบบภาษีอากรมีโครงสร้างอำนวยรายได้ให้แก่รัฐบาลต่ำ รัฐบาลก็จำเป็นต้องเก็บภาษีเพิ่มเติมซึ่งจะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเพิ่มขึ้นดังนั้นระบบภาษีอากรที่ดีตามหลักนี้จึงควรประอบไปด้วยภาษีน้อยประเภทและภาษีแต่ละประเภทสามารถทำรายได้สูงทั้งในปัจจุบันและเมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป
ระบบภาษีอากรที่จะอำนวยรายได้สูงให้รัฐบาลมีลักษณะดังนี้
4.1.ภาษีอากรที่มีฐานกว้าง กล่าวคือ จะต้องครอบคลุมผู้เสียภาษีอากรจำนวนมากขณะเดียวกันฐานภาษีที่ใช้เรียกเก็บภาษีจากผู้เสียภาษีแต่ละรายต้องมีขนาดใหญ่
4.2.ภาษีอากรที่มีอัตราภาษีก้าวหน้า เมื่อฐานภาษีขนาดใหญ่ขึ้น รัฐบาลจะได้เพิ่มสูงกว่าการขยายตัวของฐานภาษี อย่างไรก็ดี การกำหนดอัตราภาษีในลักษณะก้าวหน้าจนเกินไปอาจกระทบกระเทือนในด้านอื่นได้ ภาษีที่น่าจะอำนวยรายได้ให้แก่รัฐบาลมากและตลอดไปคือภาภาษีมรดกและภาษีทรัพย์สิน แต่ยังไม่มีการนำมาใช้
5.หลักความยืดหยุ่น
ภาษีอากรที่ดีควรเป็นระบบที่ช่วยให้มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านราคาและการจ้างงานนั้นคือภาษีอากรจะต้องมีการยืดหยุ่นหรือปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม
โครงสร้างภาษีอากรที่มีลักษณะยืดหยุ่นดังกล่าว โดยทั่งไปจะเป็นโครงสร้างภาษีอากรในอัตราก้าวหน้าและโครงสร้างอัตราตามราคา
6.หลักประสิทธิภาพในการบริหาร
ระบบภาษีอากรที่ดีควรเป็นระบบที่เสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บน้อยที่สุด แต่สามารถจัดเก็บภาษีจากผู้เสียภาษีได้อย่างทั่วถุงและเป็นธรรม ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการปฎิบัติงานของหน่วยงานจดเก็บจะต้องมีประสิทธิภาพเพียงพอ เจ้าหน้าที่ต้องเอาใจใส่ในการทำงาน วิธีการบริหารการจัดเก็บภาษีต้องไม่ยุ่งยาก มีการจัดองค์กรและวิธีการทำงานที่ดีนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาช่วยในการทำงาน[11]
ตารางการพิจารณาการเลือกประกอบกิจการ
รายละเอียด
เจ้าของคนเดียว
คณะบุคคล
ห้างหุ้นส่วน
บริษัทจำกัด
1.เงินทุน
มีเงินทุนจำกัด
ระดมทุนมากขึ้น
ระดมทุนมากขึ้น
ระดมทุนมากขึ้น/ง่าย
2.การบริหารงาน
ตัดสินใจด้วยตนเอง
ปรึกษากัน
ปรึกษากัน
มีกรรมการบริหาร
3.ระยะเวลา
สั้น
สั้น
สั้น
ยาว
4.ความรับผิดชอบหนี้สิ้น
เพียงคนเดียว
อย่างน้อย 2 คน
อย่างน้อย 2 คน
เฉพาะมูลค่าหุ้นที่ชำระที่ยังไม่ครบ
5.กำไร/ขาดทุน
คนเดียว
เฉลี่ยกัน ยกเว้นภาษีเงินได้
เฉลี่ยให้ผู้เป็นหุ้นส่วน
จ่ายเป็นเงินปันผล
6.ภาษีเงินได้
อัตราก้าวหน้า ร้อยละ 37
อัตราก้าวหน้า ร้อยละ 37
อัตราก้าวหน้า ร้อยละ 37 / นิติบุคคล ร้อยละ 20- 30
ร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ / ขาดทุนไม่เกินหุ้น
7.การลดหยอนภาษี
คนเดียว (โสด)
2 คนขึ้นไป 60,000 บาท ขึ้นไป
-
--
8.ความน่าเชื่อถือ
ต่ำ
ปานกลาง
ปานกลาง
มาก
ตารางการวางแผนธุรกิจ การขายสิ้นค้า หรือ การให้บริการ
ธุรกิจขายสิ้นค้า
ธุรกิจให้บริการ
1.ต้องทำรายงานสิ้นค้า และ วัตถุดิบ
1.ไม่ต้องทำรายงานสิ้นค้า และ วัตถุดิบ
2.ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ. ที่จ่าย ร้อละ 3 ตามมาตรา 3 เตรส/ คำสั่งสรรพกร ท.ป. 4/2528
2.ต้องถูกหักภาษี ณ. ที่จ่าย ร้อละ 3 ตามมาตรา 3 เตรส/ คำสั่งสรรพกร ท.ป. 4/2528
3.จุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการส่งมอบสิ้นค้า
3.จุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการชำระเงิน
เลือกประกอบการในรูปแบบ นิติบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หรือ บริษัทหรือหุ้นส่วนนิติบุคคล ควรพิจารณาถึง
1. การพิจารณาจำนวนเงินทุน
2.การพิจารณาจำนวนเงินได้ที่คาดว่าจะได้รับจากการประกอบกิจการ
3.การพิจารณาจำนวนค่าใช้จ่ายและเกณฑ์การหักค่าใช้จ่าย
4.การพิจารณารากฐานภาษี และอัตราภาษี
5.การพิจารณาความน่าเชื่อถือและความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก
บทที่ 4
บทสรุปและข้อเสนอแนะ
1.บทสรุป
ในสภาพสังคมยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมและวัฒนธรรมและจากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และร้อนโลกจากการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมโดยเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ อีกทั้งในสภาวะในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ไม่มีความมั่นคงแน่นอน ทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำมันแพง พืชผลทางการเกษตรตกต่ำ สิ้นค้าราคาแพง ก่อให้เกิดโรคเครียด และปัญหาการฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา ดังนั้นในการคิดและตกลงใจในการประกอบธุรกิจอะไรคงต้องมีการคิดและวางแผนอย่างดีที่สุดก่อนการประกอบกิจการเพื่อให้การประกอบธุรกิจได้ผลกำไรตามที่คาดไว้ ภายใต้การปฎิบัติตามกฎหมายที่ถูกต้อง
สำหรับการประกอบธุรกิจประเภทบริการ ธุรกิจอยู่กับธรรมชาติ เป็นการบริการในเรื่องการนวดแผนโบราณ ขัดหน้า ขัดตัว ขัดผิดผิว อบสมุนไพร สระไดร์จากการวิเคราะห์การประกอบกิจการนั้น
รูปแบบและโครงสร้างขององค์กร การดำเนินธุรกิจอาจมีโครงสร้างปรากฏอยู่ในรูปแบบต่าง กัน ข้นอยู่กับเงื่อนไขและข้อจำกัดในการจัดตั้งของกิจการ เช่น ขนาดของกิจการ เงินลงทุน โครงสร้างการร่วมทุน เป็นต้น รูปแบบที่อาจพบเห็น เช่น
Ø เจ้าของคนเดียว
Ø คณะบุคคล
Ø ห้างหุ้นส่วนสามัญ
Ø ห้างหุ้นส่วนจำกัด
Ø บริษัท จำกัด
Ø บริษัท จำกัด มหาชน
Ø บริษัท จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น
กิจการขนาดเล็กย่อมมีโครงสร้างองค์กรที่ไม่ซับซ้อนมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับกิจการขนาดใหญ่ กิจการขนาดเล็กจึงมักจะมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการที่ดีกว่า ไม่จำเป็นต้องมีการรายงานตามขั้นตอนมากมายให้ซับซ้อนจนกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงานในขณะที่องค์กรขนาดใหญ่อาจมีความไดเปรียบในด้านเงินทุน สามารถที่จะทำการลงทุนในด้านต่าง ๆ ได้สะดวกรวดเร็วกว่ากิจการขนาดเล็ก [12]
ข้อดี การดำเนินธุรกิจประเภทบริการอยู่กับธรรมชาติเป็นธุรกิจที่ไม่มียากและความซับซ้อน แต่เน้นในด้านความรู้ความชำนาญหรือประสบการณ์ในการนวด การขัดผิว ใช้เงินลงทุนค่อนข้างไม่สูงมากนัก นอกจากนี้ให้ผลตอบแทนถือว่าดี เนื่องจาการนวดเป็นที่นิยมตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน แรงงานอื่นๆ ยกเว้นผู้ที่มีประสบการณ์ในการนวดมาเป็นเวลานานและเป็นลูกจ้างอยู่ได้นาน หาได้ง่าย
ข้อด้อย หมอนวดหรือผู้ที่ชำนาญฝีมือดีหาค่อนข้างยาก เข้าออกบ่อยซึ่งต้องใช้ความเข้าใจลูกจ้างที่เป็นหมอนวดค่อนข้างมาก เป็นการเอาใจใส่ลูกจ้างแบบเอาใจซื้อใจและคอยเป็นห่วงเป็นใยกัน เรื่องของทำเลที่ตั้งต้องการทำเลที่ตั้งที่ดี ซึ่งหายาก และที่ตั้งที่เหมาะสมมากว่าที่ตั้งสถานประกอบการอยู่ก็จะมีในส่วนของราคาเช่าที่สูง
โอกาส คนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีค่านิยมการรับบริการนวดแผนโบราณ ขัดตัว อบสมุนไพร่ มากขึ้น และนิยมที่จะมีการนวดอย่างต่อเนื่องเพื่อคลายกล้ามเนื้อและสบายตัวภายหลังจาการทำงานแทนการใช้บุคคลในครอบครัวเองเพราะบุคคลในครอบครัวขาดความชำนาญการในการกระทำการดังกล่าว คนไทยตื่นตัวในด้านสุขภาพมากขึ้น ทำให้การแพทย์ทางเลือกด้านการนวด การขัดตัว อบสมุนไพรที่ถูกสุขลักษณะเป็นที่นิยม จึงเป็นโอกาสสำหรับสถานประกอบการที่ถูกกฎหมาย ถูกสุขลักษณะ มีหลากหลายประเภท สามารถเลือกประเภทที่ถนัด หรือประเภทที่ยังไม่มี ในย่านที่ต้องการเปิดสถานประกอบการ มีทำเลที่ตั้งร้านและมีอาคารสิ่งปลูกสร้างอีกจำนวนมาก เป็นการเข้ารับบริการที่สะดวก สะอาด และราคาที่เป็นแบบคนไทย หรือราคาที่เป็นธรรมสำหรับผู้บริโภค
อุปสรรค สำหรับผู้ประกอบธุรกิจการบริการนวดแผนโบราณ ขัดตัว อบสมุนไพร ที่ดี การจัดตกแต่งร้านในลักษณะเรื่องของความถูกต้องตามกฎหมาย ถูกสุขลักษณะ ตกแต่งร้านอย่างสวยงาม แต่ผู้บริโภคคิดว่าราคาแพงจึงไม่กล้าเข้ารับบริการ
นอกจากนี้ในช่วงที่สถานประกอบการของผู้ศึกษากำลังเปิดกิจการใหม่จึงต้องมีการเปิดตัวและประชาสัมพันธ์อยู่และผู้ศึกษาก็จำต้องแบกภาระเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในตอนต้นค่อนข้างสูง[13]
การคำนวณภาษี
การคำนวณภาษีที่จะต้องเสียในการประกอบกิจการประเภทการให้บริการ นวดแผนโบราณ ฯลฯ ดังนี้
วิธีการคำนวณภาษีอากร
(1).เงินได้จาการประกอบกิจการ ม.40 (8) 500,000 บาท
(2).หักค่าใช้จ่าตามรายได้ประเภทเงินได้ ร้อยละ 70 350,000 บาท
(3).เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่าย 150,000 บาท
(4).หักค่าลดหย่อน
ผู้มีเงินได้ 2 คน 60,000 บาท
(5).เหลือเงินได้ก่อนการหักลดหย่อนบริจาค 90,000 บาท
(6). เหลือเป็นเงินได้สุทธิ (5) 90,000 บาท
(7).นำเงินได้สุทธิตาม (7). ไปคำนวณภาษี
ตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นชั้น ๆ
ผลที่ได้เป็นจำนวนภาษีตามการคำนวณภาษี วิธีที่ 1
ได้รับการยกเว้นภาษีเงิน
ได้ 150,000 บาทแรก
2.ข้อเสนอแนะ
ด้านการบริหารจัดการ
ผู้ศึกษาต้องมีความรู้พื้นฐานในธุรกิจประเภทการให้บริการของตนเองอันเป็นเรื่องการนวดแผนโบราณ การขัดตัว ขัดผิว อบสมุนไพร และคอยติดตามความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับค่านิยม ความต้องการของลูกค่าตลอดเวลา ผู้ศึกษาต้องมีความเป็นผู้นำและมีพื้นฐานในเรื่องของความรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจการให้บริการ นอกจากนี้ผู้ศึกษาควรมีการส่งเสริมและให้โอกาสพนักงานเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจในลักษณะแบ่งปันผลประโยชน์จากรายได้ การให้ความสำคัญกับการสรรหาและฝึกอบรมพัฒนาบุคลากร ผู้ศึกษาน่าจะ ให้ผลตอบแทนและสิ่งจูงใจที่เหมาะสมพนักงานเพื่อให้แรงกระตุ้นในการปฏิบัติงาน ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการบริหารหรือเสนอความคิดเห็น มีความรักและภักดีต่อองค์กร ดำเนินการให้ถูกต้องต่อกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ จัดทำแผนธุรกิจที่เหมาะสม ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ต้องให้ความสำคัญและเวลากับการบริหารอย่างใกล้ชิด
ด้านการตลาด
ธุรกิจการบริการอยู่กับธรรมชาติเป็นธุรกิจที่ได้รับการนิยมดังนั้นการให้บริการและสถานที่ให้บริการ การบริการ ควรให้การบริการที่ดีและเป็นกันเองกับผู้มาใช้บริการ การสร้างตราหรือเครื่องหมายเพื่อให้ลูกค้าระลึกถึงและจดจำได้ง่าย การสร้างมาตรฐานด้านการให้บริการและอัตราค่าบริการ ให้บริการที่เอาใจใส่แก่ผู้มาใช้บริการเสนอบริการรูปแบบรายการให้บริการใหม่ๆที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการได้ดีขึ้น เสนอรูปแบบบริการใหม่ๆ
สถานที่ให้บริการ ใช้เครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัย, สะอาด และอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เลือกทำเลที่ตั้งให้เหมาะสม สะดวกต่อการติดต่อ เดินทางสะดวก
การส่งเสริมการขาย ทำป้ายโฆษณาหน้าสถานบริการให้สะดุดตา เรื่องลงโฆษณาในสื่อที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายด้วยต้นทุนที่ต่ำ ทำโบว์ชัว แผ่นพับ แนะนำบริการ แจกแก่กลุ่มเป้าหมาย
ด้านบัญชีและการเงิน ไม่สร้างภาระค่าใช้จ่ายประจำมากเกินไป มีโครงสร้างเงินลงทุนที่เหมาะสม ไม่ก่อภาระหนี้มากเกินไป บริหารการเงินอย่างเหมาะสมให้ธุรกิจมีสภาพคล่องทางการเงินสูง นำกำไรจากการดำเนินงานเป็นเงินทุนสำรองหรือสำหรับการขยายธุรกิจ แยกบัญชีระหว่างธุรกิจและส่วนตัว ควรจัดทำงบการเงินให้ถูกต้อง นำระบบคอมพิวเตอร์และโปรแกรมสำเร็จรูปทางบัญชีมาช่วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน[14]
ตามประมวลรัษฎากร การประกอบธุรกิจประเภทห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลนั้น ผู้ประกอบที่เป็นหุ้นส่วนทุกคนสามารถหักค่าลดหย่อนได้เพิ่มขึ้นและในส่วนของเงินได้จากสถานประกอบการนั้นก็สามารถหักค่าลดหย่อนในตัวเองได้อีก ส่วนที่ได้จากการแบ่งกำไรที่ได้จากการประกอบกิจการนั้นได้รับการยกเว้นภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (14) ไม่ต้องนำมาเสียภาษีอีก ซึ่งการเลือกการประกอบธุรกิจในรูปของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลเป็นผลให้สามารถลดการเสียภาษีเงินได้อีกทางหนึ่งและสามารถวางแผนในการเสียภาษีอย่างถูกต้องเป็นธรรมสะดวกรวดเร็ว สามารถให้สรรพกรตรวจสอบย้อนหลังได้
บรรณานุกรม
เอกสารภาษาไทย
หนังสือ
รองศาสตราจารย์ เพิ่มบุญ แก้วเขียว และ รองศาสตราจารย์ อรวรรณ พจนานุรัตน์.เอกสารประกอบคำบรรยาย กระบวนวิชาหลักกฎหมายภาษีอากรชั้นสูง (LA 714) .หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ภาคพิเศษ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
คุณยรรยง ธรรมธัชอารี.การวางแผนธุรกิจ ด้วยระบบงบประมาณแนวใหม่.บริษัท โรงพิมพ์เดือนตุลา จำกัด,2548.
บทความและวารสาร
คุณศิริพร นพวัฒนพงศ์ .วารสารรามคำแหง ปีที่ 24 ฉบับที่ 3 .มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
คุณฤกษ์ฤทธิ์ เพชรวรกุล.ความหมายพิสดารของคำว่า “เงินได้พึงประเมิน” ตามประมวลรัษฎากรไทย (ตอนจบ). วารสารรายเดือนสภาทนายความ,ประจำเดือนมิถุนายน 2551.
“สปา & นวดแผน โบราณ” . [Online]Available URL;http://www.geocities.com/ob_cute/Page2.html
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า. 2549. “ธุรกิจร้านอาหาร”. [Online]. Available. URL : http://www.dbd.go.th/thai/develop/restaurant.htm.
เอกสารอื่นและการทอดเทปคำบรรยาย
รองศาสตราจารย์ อรวรรณ พจนานุรัตน์.เอกสารทอดเทปคำบรรยาย กระบวนวิชาหลักกฎหมายภาษีชั้นสูง (LA 714) .หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ภาคพิเศษ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง,วันที่ 22-21 มิถุนายน 2551.
กฎหมาย
ประมวลรัษฎากร
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475
พระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534
กฎหมายและระเบียบเฉพาะธุรกิจ
กฎหมายเกี่ยวกับสาธรณสุข
กฎหมายแรงงาน
กฎหมายประกันสังคม
[1] “สปา & นวดแผนโบราณ”, [Online]Available URL ;http://www.geocities.com/ob_cute/Page2.html.
[2] รองศาสตราจารย์ เพิ่มบุญ แก้วเขียว, เอกสารประกอบคำบรรยาย กระบวนวิชากฎหมายภาษีอากรชั้นสูง (ADVANCED TAXATION) LA 714,หน้า14.
[3] รองศาสตราจารย์ อรวรรณ พจนานุรัตน์, เอกสารประกอบคำบรรยาย กระบวนวิชากฎหมายภาษีอากรชั้นสูง (ADVANCED TAXATION) LA 714,หน้า53-54.
[4] รองศาสตราจารย์ เพิ่มบุญ แก้วเขียว, อ้างแล้ว,หน้า13.
[5] ศิริพร นพวัฒนพงศ์ ,วารสารรามคำแหง ปีที่ 24 ฉบับที่ 3 ,หน้า 312 ถึง 314.
[6] “กฎหมายแรงงาน” [Online]Available URL;http://classroom.hu.ac.th/courseware/Law1/index13.html.
[7] รองศาสตราจารย์ เพิ่มบุญ แก้วเขียว , รายงานเรื่องแนวทางการดำเนินธุรกิจและภาระภาษีอากร ศึกษากรณี “ธุรกิจบาร์เบียร์”,หน้า 8.
[8] คุณฤกษ์ฤทธิ์ เพชรวรกุล.ความหมายพิสดารของคำว่า “เงินได้พึงประเมิน” ตามประมวลรัษฎากรไทย (ตอนจบ). วารสารรายเดือนสภาทนายความ,หน้า 7.
[9] รองศาสตราจารย์ เพิ่มบุญ แก้วเขียว, เอกสารประกอบการทำรายงาน กระบวนวิชากฎหมายภาษีอากรชั้นสูง (ADVANCED TAXATION) LA 714,หน้า11 ถึง12 .
[10] รองศาสตราจารย์ เพิ่มบุญ แก้วเขียว,อ้างแล้ว, หน้า 13 ถึง 16.
[11] รองศาสตราจารย์ อรวรรณ พจนานุรัตน์,อ้างแล้ว,หน้า3-8.
[12] คุณยรรยง ธรรมธัชอารี.การวางแผนธุรกิจ ด้วยระบบงบประมาณแนวใหม่.บริษัท โรงพิมพ์เดือนตุลา จำกัด,2548,หน้า21.
[13] กรมพัฒนาธุรกิจการค้า. 2549. “ธุรกิจร้านอาหาร”. [Online]. Available. URL : http://www.dbd.go.th/thai/develop/restaurant.htm.
[14]กรมพัฒนาธุรกิจการค้า. 2549. “ธุรกิจร้านอาหาร”,อ้างแล้ว.
กระบวนการยุติธรรมกับสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ
กระบวนการยุติธรรมกับสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ
ศึกษากรณี : สิทธิสตรีเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ
อาทิตยา ธีราทิตยกุล
บทที่ 1
บทนำ
1.ความสำคัญของเรื่อง
ในสภาวะปัจจุบันนี้สังคมได้รับอิทธิพลของความเจริญก้าวหน้าอันส่งผล ทั้งผลดีต่อสังคมและในทางกลับกันก็ส่งผลร้ายกับสังคมเช่นเดียวกัน สำหรับส่วนด้านดีหรือด้านบวกนั้นก่อให้เกิดความสะดวกสบายกับสังคมเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตเป็นอย่างมากทำให้การดำรงชีวิตของมนุษย์เป็นไปอย่างง่ายดายต่างกับในสมัยโบราณที่การดำรงอยู่หาได้เป็นเช่นเดียวกับปัจจุบันนี้ไม่ ในอันที่จักทำอะไรก็เป็นการยากและลำบาก การเดินทางไปต่างบ้านต่างเมืองก็จำต้องใช้ระยะเวลาอันยาวนานแต่ในปัจจุบันนี้นั้นการเดินทางสามารถกระทำได้อย่างรวดเร็วและใช้ระยะเวลาที่เล็กน้อย สั้นกว่าอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางโดยเครื่องบิน รถยนต์ส่วนบุคคล รถยนต์โดยสารประจำทาง ทางเรื่อ ทั้งนี้ในความเจริญก้าวหน้าทางสังคมนั้นได้กระตุ้นความเห็นแก่ตัวที่แฝงอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคนนั้น และต่างกันอยู่ที่ความเห็นแก่ตัวนั้นจะมากหรือน้อยอยู่ที่ความเจริญทางด้านจิตใจในเรื่องของการพัฒนาจิตใจและมีการเจริญภาวะนามากน้อยต่างกัน และอีกอย่างอยู่ที่การเลี้ยงดูที่ต่างกัน
ในความต่างกันนั้นอันก่อให้เกิดปัญหาอีกประการหนึ่งก็คือความเลื่อมล้ำทางสังคมก่อให้เกิดการแบ่งแยกทางสังคมที่มีการเอาเปรียบซึ่งกันและกันโดยผู้ซึ่งที่มีความแข็งแกร่งน้อยกว่าหรือผู้ที่มีความอ่อนแอมากกว่าก็จะตกเป็นเหยื่อของผู้ที่มีความแข็งแกร่งมากกว่าหรือเป็นผู้ที่มีกำลังมากกว่า หรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ “ผู้ที่โง่ย่อมตกเป็นเหยื่อของผู้ที่ฉลาดมากกว่า” คำว่า ผู้ที่โง่ ในที่นี้มิได้หมายถึงผู้ที่ไม่มีการศึกษาเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ได้แต่ได้หมายความถึงผู้ที่มีทั้งความรู้และไม่มีความรู้แต่คนทุกคนมิได้มีความรู้เท่าเทียมกันทุกคนนั้นคงเป็นไปได้ค่อนข้างจะยาก ซึ่งอาจเป็นบุคคลที่อ่อนประสบการณ์มากกว่าจึงเป็นเหยื่อให้ผู้ที่ฉลาด ผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่ามีกลโกงมากกว่า เป็นผู้ที่หาได้มีเจตนาที่บริสุทธิหาได้ไม่บุคคลผู้นี้จะเอาประโยชน์จากผู้อื่นให้ได้มากที่สุดท่าที่จะทำได้ จึงเกิดการละเมิดสิทธิของบุคคลขึ้นมาเป็นปัญหาในสังคมอีกปัญหาหนึ่งในหลาย ๆ ปัญหาของสังคม
ดังนั้นในกรณีนี้จะขอกล่าวถึงถึงสิทธิหนึ่งในหลาย ๆ สิทธิที่มีอยู่ในสังคม “สิทธิของสตรี ในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน ตามมาตรา 40 รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 วางหลักกฎหมายไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนยุติธรรม ดังต่อไปนี้ (6) เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการหรือทุพพลภาพ ย่อมมีสิทธิได้รับความคุมครองในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอย่างเหมาะสม และย่อมมีสิทธิได้รับการปฎิบัติที่เหมาะสมในคดีเกี่ยวกับความรุ่นแรงทางเพศ” จะเห็นไดว่าสิทธิสตรีเป็นหนึ่งในสิทธิที่ไดรับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแยงต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้
จากปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมกับสตรีในอดีตที่ผ่านมาและปัจจุบันนอกจากนี้ปัญหาดังกล่าวอาจจะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตก็ได้หาปัญหานั้นไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยาในปัจจุบัน กล่าวคือ ความรุนแรงทางเพศในมุมมองของนักสังคมวิทยา มองว่าเป็นเรื่องของโครงสร้างทางสังคมที่มีผลกระทบต่อผู้คนและพฤติกรรมของคนในสังคม สังคมที่นิยมยกย่องพ่อเป็นใหญ่ "ผู้ชาย" ที่แสดงบทบาททางเพศเชิงอำนาจนิยม ขณะที่สร้าง "ผู้หญิง" ให้เป็นฝ่ายเก็บกดและยอมตามความรุนแรง
" ความรุนแรงทางเพศ" ที่เกิดจากการทำร้ายซึ่งกันและกันที่เกิดจากสามีทำร้ายภรรยา หรือ ผู้ที่แข็งแรงกว่าทำร้ายซึ่งเป็นผู้ที่มีความอ่อนแอทางสรีระ หรือเป็นผู้ที่ต้องพึ่งพาทางเศรษฐกิจสังคม หรือในทางกลับกัน มีเพียงส่วนน้อยที่ภรรยาทำร้ายสามี นั้น เป็นปัญหา ที่มีจำนวนความถี่และทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในยุคสมัยปัจจุบัน
2.วัตถุประสงค์ของการศึกษา
รายงานฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาดังนี้
1. ศึกษาเพื่อทราบถึงหลักการ แนวคิด ทฤษฎีของกฎหมาย กฎหมายคอมมอนลอว์ ระบบประมวลกฎหมาย
2. ศึกษาเพื่อทราบถึงโครงสร้างความรับผิดทางอาญา ตามกฎหมายระบบคอมมอนลอว์ กฎหมายระบบซีวิวลอว์ และระบบ กฎหมายไทย
3. ศึกษาเพื่อให้ได้มาซึ่งวิธีทางในการแก้ไขเยียวยาสำหรับความรุนแงทางเพศ ในกรณีของสามีภริยา อย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
3.วิธีการศึกษา
การทำรายงานฉบับนี้ เป็นการศึกษาในรูปแบบของการวิจัยเอกสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการค้นคว้าจาก ตำรา หนังสือ และทางอินเตอร์เน็ท โดยศึกษาจากเว็บไซต์ ที่นำเสนอเนื้อหาสาระเกี่ยวข้องความรุนแรงทางเพศ ซึ่งในที่นี้จะศึกษาเฉพาะความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรากรณีระหว่าสามีกับภริยา ปัญหาระหว่าสามีภริยาเป็นเรื่องที่อาจกล่าวว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว ดังนั้นการที่จะเจราจาหาทางที่ลงตัวสำหรับเรื่องนี้ควรหาวิธีหนทางในการแก้ไขเยียวยาและหายุติและสมดุลลงตัวให้จงมากที่สุด โดยนำมาวิเคราะห์เพื่อให้ทราบถึงการเยียวยาที่เป็นธรรม แต่ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่าสามีภริยานั้นจะแตกต่างกับเรืองของผู้กระทำความผิดกับผู้เสียหายอื่นทั่วไป ดังนั้นเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้เสียหายจากการกระทำความผิดควรมีวิธีการที่แตกต่างกันออกไป ตามความสัมพันธ์ ทั้งนี้ทั้งนั้นภายใต้หลักความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
อนึ่งด้วยแหล่งข้อมูลการค้นคว้าที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงทำให้รายงานฉบับนี้ยังไม่สมบูรณ์ และมีข้อบกพร่องอยู่ ทางผู้จัดทำรายงานได้พยายามที่จะใช้ข้อจำกัดดังกล่าวเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่รายงานฉบับนี้อย่างมากที่สุด
4.ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ในการจัดทำรายงานเล่มนี้ เพื่อได้ทราบถึงหลักการ แนวคิด และทฤษฎีของกฎหมาย ในระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ ระบบประมวลกฎหมาย โครงสร้างความรับผิดในทางอาญาตามกฎหมายของคอมมอนลอว์ กฎหมายซีวิวลอว์ และกฎหมายไทย และการพิจารณาถึงองค์ประกอบของความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ตามระบบกฎหมายประเทศอังกฤษโดยเปรียบเทียบกับกฎหมายไทย
จากการศึกษาค้นคว้าในการทำรายงานครั้งนี้ เพื่อเป็นการพัฒนาการหาวิธีการเพื่อแก้ไขเยียวยากับปัญหาที่ยังคงไม่ทางออกอย่างเป็นที่พึ่งพอใจกับทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรมและเหมาะสมอย่างมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อปกป้องสังคมให้ปลอดภัยและดำรงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนในสังคม
บทที่ 2
หลักการ แนวคิด และทฤษฎี
ที่เกี่ยวข้องสิทธิสตรีในกรณีความรุนแรงทางเพศ
1.หลักการ
1.1. ขอบเขตของกฎหมายอาญาชั้นสูง เป็นการศึกษาหลักกฎหมายอาญาของระบบ คอมมอนลอว์ และซีวิวลอว์ โดยศึกษาถึงหลักทฤษฎีว่าด้วยความผิด ความรับผิดทางอาญาลักษณะและชนิดความผิด การลงโทษ เปรียบเทียบทั้งไทย ตลอกจนถึงปัญหาต่าง ๆ ในการใช้กฎหมายอาญา ขอบเขตของกฎหมายอาญาประกอบด้วย กฎหมายอาญาในส่วนสารบัญญัติ วิธีพิจารณาความอาญา ปัญหาพิเศษในการบริหารและการดำเนินการของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาสำหรับการในการศึกษาครั้งนี้จะมุ่งเน้นที่กฎหมายอาญาในส่วนสารบัญญัติ
กฎหมายอาญามีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องสังคมให้ปลอดภัยและดำรงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนในสังคมจึงเป็นกฎหมายที่บัญญัติว่าการกระทำอย่างไรเป็นความผิดและกำหนดบทลงโทษผู้ซึ่งกระทำการตามที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิด
การจำแนกประเภทความผิดอาญา ตาม COMMON LAW ประกอบด้วย 3 ส่วน กล่าวคือ TREASON มีอยู่ด้วยกัน 2 ส่วน คือ ความผิดฐานลอบปลงพระชนม์กระมหากษัติย์ ก่อการกบฏ เปิดเผยความลับสำคัญของชาติ เข้าร่วมกับศัตรูของชาติ (HIGH TREASON) และ การก่อให้เกิดความไม่สงบภายในรัฐรวมถึงความผิดฐานฆ่าโดยเจตนาซึ่งกระทำโดยภริยากระทำโดยภริยากระทำต่อสามี หรืคนรับรับใช้ต่อนาย หรือลูกศิษย์ต่อพระ (PETIT TREASON)FELONY เป็นความผิดอาญาทุก ๆ ฐานความผิดที่มิใช่ TREASON หรือ MISDEMEANOR MISDEMEANOR เป็นความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ใช่ TREASON และ FELONY
การจำแนกประเภทความผิดอาญา ตาม U.S.A. ประเทศสหรัฐอเมริก FELONY เป็นความผิดอาญาที่มีโทษประหารชีวิตหรือจำคุในเรือนจำของรัฐ นอกจากนั้นเป็น MISDEMEANOR แต่ก็มีการให้ความหมายว่า FELONY เป็นความผิดมีโทษประหารหรือจำคุกเกินกว่า 1 ปีขึ้นไป นอกจากนั้นเป็น MISDEMEANOR
การจำแนกประเภทความผิดอาญา ตาม MODEL PENAL CODE
l FELONY
l MISDEMEANOR
l PETTY MISDEMEANOR
l VIOLATION
การจำแนกประเภทความผิดอาญา ตาม FRANCE
l CRIMES
l DE’LITS
l CONTRAVENTIONS
2.2. โครงสร้างทางอาญา
Ø โครงสร้างความผิดทางอาญา
การกระทำอันเป็นความผิด (CONDUCT ) [ การกระทำ(ACT) หรือ การงดเว้นการกระทำ (OMISSION) ] สาระสำคัญทางจิตใจ (MENTAL STATE OF MIND) การกระทำความผิดหลายบท(CONCURRENCE) ผลของการกระทำ (HARM) ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล (CAUSATION) การลงโทษ(PUNISHMENT) ความถูกต้องตามกฎหมาย (LEGALITYX)
โครงสร้างความรับผิดทางอาญา ระบบ Common Law
1, Actus Reus หมายถึงการกระทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือสิ่งที่กฎหมายห้าม และไม่มีเหตุที่มีอำนาจกระทำได้
2, Mens Rea หมายถึงสภาวะของจิตใจที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด เป็นองค์ประกอบภายในจิตใจของผู้กระทำซึ่งเป็นองค์ประกอบทาง อัตวิสัย [Subjective] อันได้แก่ เจตนา ประมาทโดยจงใจ หรือประมาท และรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด รวมทั้งรู้ว่าการกระทำเป็นความผิด รู้ว่าไม่มีอำนาจกระทำได้
[Mens Rea คือ Criminal mind หรือ Criminal intent.]
โครงสร้างความรับผิดทางอาญา ระบบ Civil Law (เยอรมัน)
1, องค์ประกอบ เป็นลักษณะทางรูปแบบของความผิดซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้ในความผิดแต่ละฐาน โดยกำหนดเป็นองค์ประกอบภายนอกและองค์ประกอบภายใน
2, ความผิด เป็นส่วนประกอบทางเนื้อหาของความผิดซึ่งกฎหมายเห็นว่าไม่สมควรเกี่ยวกับการกระทำ ถ้าผู้กระทำมีเหตุตามกฎหมายที่ทำให้มีอำนาจกระทำได้ การกระทำนั้นย่อมไม่เป็นความผิด
l เหตุที่ทำให้มีอำนาจกระทำได้ 4 ประเภท
1, สิทธิป้องกัน
2, กรณีผลประโยชน์หรือคุณธรรมทางกฎหมายขัดกันต้องใช้หลักการชั่งน้ำหนักแห่งประโยชน์ [Balancing of interests]
3, การสละคุณธรรมทางกฎหมาย
4, การใช้สิทธิหรือกระทำตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
3, ความชั่ว เป็นส่วนประกอบทางเนื้อหาของความผิดที่พิจารณาจากตัวผู้กระทำว่าได้กระทำโดยรู้ผิดชอบหรือไม่ เป็นการกระทำที่สังคมควรตำหนิหรือไม่ และผู้กระทำรู้หรือไม่ว่าการกระทำนั้นเป็นสิ่งที่สังคมตำหนิ ถ้ารู้และเลือกที่กระทำ ผู้กระทำสมควรถูกลงโทษเพราะมีความชั่ว ความไม่รู้ผิดชอบเพราะวัยหรือสภาพจิต ความไม่รู้ข้อผิดถูกทำให้ไม่น่าตำหนิ รวมทั้งการที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงการกระทำที่สังคมตำหนิได้ ผู้กระทำย่อมไม่มีความชั่ว ไม่สมควรได้รับการลงโทษ
l เหตุที่ทำให้ขาดความชั่ว
1, ความรู้ผิดชอบ
2, เหตุที่กฎหมายให้อภัย
3, เหตุความไม่รู้ข้อผิดถูก
โครงสร้างความรับผิดในทางอาญาตามกฎหมายไทย
1.การกระทำครบองค์ประกอบความผิดและมีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด
ก. การกระทำ(องค์ประกอบภายนอก) ได้แก่ การเคลื่อนไหวของร่างกายภายใต้จิตใจบังคับการ ส่วนการเคลื่อนไหวร่างกายที่มิใช่ภายในจิตใจบังคับไม่ถือว่าเป็นการกระทำ เช่น กล้ามเนื้อชักกระตุกเพราะเป็นล้มบ้าหมู คนละเมอ และการกระทำนั้นก่อให้เกิดความผิดในทางอาญา
อีกประการหนึ่ง การงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลตามมาตรา 59 วรรคท้าย ซึ่งเป็นผลให้เกิดความรับผิดในทางอาญา ก็ถือว่าเป็นการกระทำเช่นเดียวกัน คือ
(1).มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าการกระทำในกรณีใดเป็นความผิด
(2).ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยตรง เพียงแต่บัญญัติว่ามีการกระทำอย่างไร ก่อให้เกิดผลอย่างไร
ข. มีสภาพจิตใจตามที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิด (องค์ประกอบภายใน) ได้แก่ เจตนาประสงค์ต่อผลและเจตนาเล็งเห็นผล
2. ไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิด
3. ไม่มีกฎหมายยกเว้นโทษ
2.3. ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผล
ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลตามกฎหมายไทย
ในกฎหมายไทยได้บัญญัติเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลไว้ในมาตรา 63 คือ ผลของการกระทำใด ที่จะทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น ผลของการกระทำนั้นต้องเป็นผลธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้ โดยยึดหลักตามเรื่องผลโดยตรงหรือที่เรียกว่าทฤษฎีเงื่อนไขมาเป็นหลักวินิจฉัย 2 อย่างคือ
1. ถ้าพิจารณาความรับผิดในผลโดยทั่วไปจะถือหลักทฤษฎีเงื่อนไขเป็นผลโดยตรง
ทฤษฎีเงื่อนไข เป็นทฤษฎีที่ถือหลักว่า ถ้าไม่มีการกระทำผลก็จะไม่เกิด แสดงว่าผลเกิดขึ้นจากการกระทำ แม้จะมีเหตุผลอื่นทำให้เกิดเหตุผลนั้นด้วย แต่ถ้าไม่มีการกระทำอันนี้ ผลมันก็จะไม่เกิด ผู้กระทำต้องรับผิดชอบในผลนั้น จะเห็นได้ว่าทฤษฎีเงื่อนไข เป็นทฤษฎีที่ค่อนข้างจะเป็นธรรมชาติ เป็นทฤษฎีตามธรรมชาติ เพียงแต่ว่า เป็นการให้น้ำหนักกับเหตุหลายๆเหตุ ให้มีน้ำหนักเท่ากัน คือถือว่า เหตุทุกเหตุ มีน้ำหนักเท่ากัน สามารถทำให้เกิดผลได้ทั้งสิ้นเพียงแต่ต้องดูว่า ถ้าไม่มีเหตุนี้ผลจะเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้าคำตอบคือผลไม่เกิด แสดงว่าเหตุนี้เป็นเหตุที่ทำให้ผลเกิดขึ้น
2. ถ้าพิจารณาถึงผลของการกระทำใดที่ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นจะถือเอาตามทฤษฎีที่เหมาะสมคือเป็นผลธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ว่ามีความเหมาะสมเพียงใดในการที่ผลนั้นจะเกิดขึ้นจากการกระทำอันนั้นเช่นการกระทำนั้นมีกฎหมายบัญญัติว่า ถ้ามีผลอันใดเกิดขึ้น ผู้กระทำจะต้องรับโทษหนักขึ้นจากผลอันนั้น จึงนำมาตรา 63 มาวินิจฉัย
ทฤษฎีเหตุที่เหมาะสม หรือทฤษฎีผลธรรมดา ทฤษฎีนี้ไม่ถือว่า เหตุทุกเหตุมีผลเท่ากัน ถือว่า เหตุทุกเหตุไม่ได้มีน้ำหนักเท่ากัน จะมีบางเหตุผลเท่านั้น ที่จะมีน้ำหนัก มีความเหมาะสมเพียงพอที่จะทำให้ผลอันนั้นมันเกิดขึ้น ดังนั้น การวินิจฉัยจะดูว่า เหตุอันนี้กับผลที่เกิดขึ้น มีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ หรือเหตุที่เกิดขึ้นแล้วทำให้เกิดผลขึ้นมานั้น เป็นเรื่องปกติธรรมดาหรือไม่ที่จะทำให้เกิดผลอย่างนี้ขึ้นมานี้ก็คือหลักทฤษฎีเหตุที่เหมาะสม
ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลระบบ Commonlaw
ในระบบกฎหมายความมอนลอว์ ถือเอาความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลมีความสำคัญต่อการนำเอามาเป็นหลักในการวินิจฉัยเรื่องความรับผิด เพราะการกระทำเพียงอย่างเดียวนั้นไม่อาจทำให้คนต้องรับผิด จะต้องมีจิตใจของเรากระทำความผิดด้วย และเข้ามาผสมผสานกันพอดี ต้องมาประจวบเหมาะกัน จึงจะทำให้เกิดผล คือความเสียหายหรือผลร้ายขึ้นมา และในระหว่างการกระทำที่ประกอบด้วยจิตใจกับผลของการกระทำนั้นจะต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำ ต้องมีความเชื่อมต่อกันมีความสัมพันธ์ระหว่างกันทั้ง 2 ส่วน ไม่เช่นนั้นบุคลก็ไม่ต้องรับผิดชอบในการกระทำความผิด เมื่อมีการกระทำและมีผลเกิดขึ้น บุคคลจะต้องรับผิดในผลนั้นเพียงใดหรือไม่จะต้องพิจารณาจากส่วนต่างๆ ประกอบกันได้แก่
ก. การกระทำ โดยเจตนา โดยไม่เจตนา โดยประมาท โดยประมาทอย่างจงใจ
ข. ผลที่เกิดขึ้น ตามธรรมชาติ จากผู้กระทำ ผู้กระทำจะต้องรับผิด
และไม่ว่าเป็นการกระทำโดยสภาพในจิตใจของผู้กระทำจะเป็นอย่างไรผลที่จะวินิจฉัยถึงการกระทำตามที่มีสภาพจิตใจอย่างนั้น ผู้กระทำจะต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้นคือ
1. ผลที่เกิดขึ้นโดยปกติธรรมดาเรียกว่า ผลเกิดขึ้นตรงตามเจตนาของผู้กระทำ เป็นผลประเภทเดียวกับเจตนา
2. ผลที่ผู้กระทำไม่ได้มีเจตนาโดยตรงต่อผลอันนั้น แต่ว่าเป็นผลที่อาจเกิดขึ้นได้จากการกระทำอันนั้น และเป็นผลคนละประเภทกับที่ผู้กระทำเจตนา เป็นผลที่อาจเกิดขึ้นได้แต่ผู้กระทำไม่ได้เจตนาตั้งแต่ต้นซึ่งผู้กระทำจะต้องรับผิดในผลตรงนั้นหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลในระบบคอมมอนลอว์ถือว่าเหตุทั้งหลายที่ทำให้เกิดผลอันใดอันหนึ่งขึ้น เหตุเหล่านั้นก็เป็นเหตุที่ทำให้เกิดผลทั้งสิ้นตามทฤษฎีเงื่อนไข โดยพิจารณาว่าเหตุที่จะต้องรับผิดในผลกระทำอันนั้น ก็ต้องเป็นเหตุที่ใกล้ชิดกับผล และต้องจำกัดให้อยู่ในขอบเขตความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเรียกว่า Proximate cause
หลัก Proximate cause ในการประกอบการวินิจฉัย ได้แก่
1. เป็นเหตุผลมีความสำคัญ มีน้ำหนักที่ทำให้เกิดผล
2. เป็นเหตุอันเดียวที่ทำให้เกิดผลนั้น
3. ในการทำให้เกิดผลอันใดอันหนึ่งขึ้น ถ้ามีเหตุอยู่หลายเหตุและหลายๆ เหตุนั้น เป็นตัวทำให้เกิดผลทั้งสิ้น ในกรณีเช่นนี้เหตุที่มีส่วนทำให้เกิดผลบั้นปลายขึ้นมาก็ต้องรับผิดในผลนั้น
4. เป็นผลโดยตรงหรือไม่ มีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ไม่มีเหตุอื่นมาแทรกแซงเป็นเหตุโดยตรง
5. เหตุแทรกแซง
6. ผู้กระทำคาดเห็นได้หรือไม่พิจารณาได้จากเหตุแทรกแซง
7. การกระทำโดยงดเว้นการไม่กระทำมีผลเกิดขึ้นจาการงดเว้นนั้น
ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลระบบเยอรมัน
เยอรมันจะนำทฤษฎีเงื่อนไขกับทฤษฎีที่เหมาะสม มาใช้เช่นเดี่ยวกับกฎหมายไทยจึงให้นำความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลของกฎหมายไทยมาอนุโลม
2.แนวคิด
· ความเป็นธรรมหรือความยุติธรรม
ความเป็นธรรมหรือความยุติธรรม ( Equity or Justice) ท่านวิชา มหาคุณกล่าวถึง “ในการตัดสินความของผู้พิพากษา ผู้พิพากษาจะตัดสินไปตามตัวบทกฎหมายแต่ถ่ายเดียว โดยไม่เหลียวดูความเป็นจริงของสังคม และไม่อาศัยหลักความเป็นธรรมตามธรรมชาติเสียเลยนั้น ย่อมเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เพราะเท่ากับผู้พิพากษาทำงานประหนึ่งเครื่องจักร หรือเครื่องสมองกล ขาดความลึกซึ่ง ความละเอียดอ่อน และวิจารณอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ผู้มีเหตุผล”
· หลักนิติธรรม (The Rule of Law):
ทฤษฎีหลักนิติธรรมที่ขึ้นมาชื่อมากคือทฤษฎีของศาสตราจารย์ เอฟ เอ ไฮเยค (F.A. Hayek)[1] ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ และนักกฎหมาย เขาสำเร็จปริญญาเอกทางรัฐศาสตร์เศรษฐศาสตร์ และกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเวียนนาในประเทศ ออสเตรเลีย และเคยเป็นศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยลอนดอน และ ชิคาโก ในบั้นปลายชีวิตกลับมาเป็นศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยฟรีบวร์ก (Freibourg) ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ทฤษฎีของไฮเยค ที่จะนำมากล่าวดัง ต่อไปนี้ สรุปมาจากบทที่ 6 (การผัง และหลักนิติธรรม) ของหนังสือ The Road to Serfdom (1994) และจากรายละเอียดบางตอนของหนังสือ The Constitution of Liberty (1960) ซึ่งเป็นหนังสือที่ทำชื่อเสียงให้ไฮเยคเป็นอันมาก
ไฮเยคได้อธิบายว่า "ดุลพินิจ" นั้นมีสองลักษณะด้วยกัน
1 อำนาจในการวินิจฉัยของฝ่ายตุลาการหรือฝ่ายบริหาร ที่องค์กรนิติบัญญัติกำหนดให้ใช้ภายใต้มาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้
2 อำนาจในการวินิจฉัยของฝ่ายตุลาการหรือฝ่ายบริหารที่ใช้โดยเสรี โดยไม่มีมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดขอบเขตไว้
ไฮเยคกล่าวว่า ดุลพินิจทั้งสองลักษณะนี้ ย่อมขัดต่อหลักนิติธรรม ซึ่งเขาให้ คำจำกัดความไว้ดังนี้
"หลักธรรม หมายความว่า รัฐบาลจะปฏิบัติรัฐกิจ ต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติ แห่งกฎหมายที่กำหนด และประกาศไว้ล่วงหน้า บทบัญญัติดังกล่าวต้องเขียนไว้ชัดเจน (Centainty) ซึ่งจะทำให้สามารถคาดหมายได้อย่างแน่ชัดว่าเจ้าหน้าที่จะใช้อำนาจในสถานการณ์ใด เพื่อเอกชนจะได้วางแผนธุรกิจของเขาโดยใช้ความแน่นอนเป็นพื้นฐาน"[2]
ไฮเยคเชื่อว่า เอกชนควรมีเสรีภาพในการประกอบธุรกิจ และฝ่ายบริหารควรมีอำนาจควบคุมธุรกิจเอกชนได้ในน้อยกรณีที่สุด เขากล่าวว่า
"แนวความคิดว่าด้วยเสรีภาพภายใต้กฎหมายมีดังนี้ คือ เมื่อเราอยู่ใต้บังคับกฎหมายเราไม่ต้องตกอยู่ใต้อำนาจหรือเจตนารมณ์ของผู้ใด ดังเหตุนี้เราจึงมีเสรีภาพ เต็มที่ เราจะพูดได้อย่างเต็มปากว่ากฎหมายปกครองเราก็ต่อเมื่อผู้บัญญัติกฎหมายมิได้ระบุให้มีการใช้กฎหมายเฉพาะกรณี (Particular case) และผู้พิพากษาไม่มีทางเลือกที่จะใช้กฎหมายเฉพาะกรณีได้ กฎหมายที่ดีย่อมไม่ระบุกรณี และย่อมไม่ใช้กับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดโดยเฉพาะ"
"เงื่อนไขที่ว่า กฎหมายที่ดีต้องใช้บังคับทั่วไป ไม่ได้หมายความว่า จะใช้กับเฉพาะกรณี หรือเฉพาะบุคคลไม่ได้เลย ในบางกรณีกฎหมายอาจใช้เฉพาะเรื่องได้ แต่กฎหมายเช่นนั้นจะต้องไม่บังคับให้บุคคลหนึ่งตกอยู่ใต้เจตนารมณ์ของบุคคลอื่นๆ
ไฮเยคจึงคัดค้านการที่รัฐเข้าแทรกแซงในธุรกิจการค้าของเอกชน เขากล่าวว่า
"รัฐบัญญัติที่ขัดต่อหลักนิติธรรมนั้น คือรัฐบัญญัติที่นำเอานโยบายบางประการของรัฐบาลมาอนุวัติการ นโยบายนั้นเป็นนโยบายที่ไม่อาจอนุวัติได้โดยการบทบัญญัติต่างๆ ที่เขียนไว้อย่างชัดเจนและใช้บังคับกับบุคคลทั่วไป แต่ต้องอนุวัติการโดยการตราเป็นกฎหมายที่ได้ดุลพินิจพนักงานเจ้าหน้าที่วินิจฉัยเป็นรายกรณีไป นโยบายดังกล่าวนี้มีตัวอย่างเช่น นโยบายการควบคุมการขายสินค้า และบริหาร และนโยบายควบคุมราคาสินค้าปริมาณการขายสินค้า และเงื่อนไขในสัญญาซื้อขาย
มีเหตุผลหลายประการที่อาจจะนำมาอธิบายว่าทำไมการที่รัฐบาลเข้าควบคุมราคาสินค้าโดยตรงจะขัดต่อระบบเสรีนิยม เหตุผลประการแรกคือ เป็นไปไม่ได้ที่จะกำหนดราคาสินค้าโดยใช้บทบัญญัติเดิมที่กำหนดไว้ตายตัวตลอดเวลา เหตุผลประการที่สองคือ การกำหนดราคาสินค้าให้ต่างกับราคาตลาด ทำให้ความต้องการ และการสนองตอบ ไม่เท่ากัน ดังนั้น ถ้าจะให้การควบคุมราคาสินค้า (Price Control) มีประสิทธิภาพแล้ว ต้องการให้ดุลพินิจแก่คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเฉพาะกาลวินิจฉัยเป็นรายกรณีไป เพราะราคาสินค้าอาจแตกต่างกันตามกาลเวลา"
หลักนิติธรรมของ ไฮเยค นี้เหมาะที่จะใช้ในระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม (Economic Liberalism) และสังคมที่นโยบายของรัฐตั้งอยู่บนพื้นฐานของลัทธิปัจเจกชนนิยม ไฮเยคจึงถือเอาความแน่ชัดของภาษากฎหมาย และการประกาศใช้กฎหมายเป็นเครื่องประกันให้เกิดการแยกอำนาจของฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายนิติบัญญัติ โดยมิให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจดุลพินิจได้เลย ทั้งนี้ประสงค์ที่จะป้องกันการบิดเบือนการใช้อำนาจและคุ้มครองเสรีภาพในการประกอบธุรกิจของเอกชนนั่นเอง เพื่อเป็นการให้สิ่งจูงใจแก่ เอกชนในการลงทุน และให้หลักประกัน และความมั่นคงสำหรับพาณิชยกรรม
· ความสำคัญของบทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นดุลพินิจ
(The significance of discretionary power in modern commerce): นักนิติศาสตร์ในปัจจุบันยังให้ความสำคัญแก่แบบฟอร์มกฎหมายที่บัญญัติตาม "หลักนิติธรรม" ซึ่งเน้นที่แบบวิธี และแบบฟอร์มในการตราพระราชบัญญัติ และการเขียนตัวบทกฎหมายกำหนดสิทธิ และหน้าที่อย่างเคร่งครัด โดยไม่มีนโยบายที่จะให้ดุลพินิจแก่ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายตุลาการซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติตามตัวบทกฎหมายที่ตราขึ้นโดยผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตย เท่านั้น "หลักนิติธรรม" นั้น มีวัตถุประสงค์ ที่จะให้หลักประกันในเรื่องสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน ในทางกฎหมายอาญา กระบวนวิธีพิจารณาความอาญา หรือ การบริหารยุติธรรม นั้น หลักนิติธรรมตามแบบของนิติรัฐเป็นที่เชื่อถือกันมาก และ หลักกฎหมายอาญาที่ว่า "ถ้าไม่มีบทบัญญัติกำหนดความผิดไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจนย่อมไม่เป็นโทษทางอาญา" (Nullum crimen, Nulla Poena Sine Lege) ก็เป็นหลักกฎหมายที่ยอมรับนับถือในปัจจุบันว่าได้ให้หลักประกันในเรื่องสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้น การให้ดุลพินิจแก่ศาลในการวินิจฉัยความผิดทางอาญา หรือให้อำนาจอัยการชะลอการฟ้องจึงเกิดปัญหาว่าจะขัดหลักนิติธรรม และจะหาข้ออ้างเพื่อยกเว้นหลักนิติธรรมนี้ย่อมจะทำได้ยาก[3] แต่เมื่อเราประเมินหลักนิติธรรมในแง่ของการพาณิชยกรรม และการค้าในสมัยปัจจุบันแล้วจะเห็นว่าหลักนิติธรรมนี้มี ถ้าปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้เอกชนใช้เสรีภาพในการประกอบธุรกิจโดยไม่มีการควบคุม ก็จะทำให้มีการเอารัดเอาเปรียบกับในทางการค้าเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ เพราะ "หลักนิติธรรม" มุ่งคุ้มครอง "สิทธิและเสรีภาพ" ซึ่งหมายความรวมถึงเสรีภาพในการทำสัญญากรรมสิทธิ ธุรกิจเอกชน และความมั่นคงในทางพาณิชยกรรมมากเกินไป กฎหมายที่เขียนตามหลักนิติธรรมนั้นต้องเขียนชัดเจน เพื่อให้เอกชนทราบล่วงหน้าว่า สิ่งใดทำได้บ้าง และสิ่งใดทำไม่ได้ จะมาเขียนให้อำนาจฝ่ายบริหารอย่างกว้างๆ เพื่อ ควบคุมธุรกิจการค้าย่อมทำได้ เพราะเอกชนคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารจะใช้อำนาจในสถานในทำให้เอกชนขาดสิ่งจูงใจในการลงทุน การเขียนกฎหมายควบคุมธุรกิจเอกชนนั้นจะเขียนเป็นรายละเอียดชัดเจนก็ย่อมทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะโดยธรรมชาติเนื้อหาสาระมีมาก[4] จึงต้องเขียนในรูปของการให้ดุลพินิจแก่ ฝ่ายบริหาร แต่เมื่อเขียนในรูปของดุลพินิจหรือการมอบอำนาจต่อก็เกิดอุปสรรคว่าไป ขัดต่อหลัก "ความแน่ชัด" (Certainty) ของกฎหมายตามหลักนิติธรรม ในขณะเดียวกันรัฐมีความจำเป็นที่จะต้องควบคุมธุรกิจเอกชน จึงจำเป็นต้องค้นหาทฤษฎีที่จะมาสนับสนุนการที่จะมอบอำนาจต่อให้ฝ่ายบริหารกำหนดรัฐวินัยต่างๆ ซึ่งเป็นการ แทรกแซงในธุรกิจเอกชนตามสมควรแก่การค้าที่เป็นธรรม แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องหาวิธีลดหย่อนความเข้มงวดของหลักนิติธรรมลงบ้าง ผู้ร่างกฎหมายก็ต้องหาวิธีที่จะไม่ให้การมอบอำนาจต่อเกิดความขัดแย้งระหว่างกฤษฎีเก่ามากจนทำให้รัฐกับธุรกิจเอกชนเกิดไม่เข้าใจกัน ซึ่งจะทำให้การบริหารประเทศมีอุปสรรคในทางปฏิบัติ
· Cardinal virtue คุณธรรมหลัก : คุณธรรมขั้นปฐมภูมิ ซึ่งเป็นแม่บทของคุณธรรมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นภายหลักหรือที่สำคัญน้อยกว่า เช่นในปรัชญากรีก ได้แก่ คุณธรรม 4 ประการ คือ ปัญญา (wisdom) ความกล้าหาญ (courage) ความรู้สึกประมาณ (temperance) และความยุติธรรม (justice) ศาสนาคริสต์เพิ่มเข้ามาอีก 3 ปะการ คือ ศรัทธา (faith) ความหวัง (hope) และความรัก (love) [5]
· มีคำกล่าวในพระพุทธศาสนา “พุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่อาศัยสติปัญญา: หรืออาศัยวิชาความรู้ที่ถูกต้องเพื่อทำลายความทุกข์และต้นเหตุความทุกข์เหล่านั้น”[6]
· หลักความเป็นธรรมในวิชาชีพ
ความเป็นธรรมในวิชาชีพคือความเป็นธรรมสำหรับผู้เชียวชาญในอาชีพต่าง ๆ ซึ่งมีเกณฑ์ความเป็นธรรมร่วมดังนี้
หลักแห่งความเชื่อถือได้
หลักแห่งความรับผิดชอบ
หลักแห่งจรรยาบรรณ
หลักแห่งผลตอบแทนที่เหมาะสม
เป็นอาทิ
จรรยาบรรณวิชาชีพ จรรยาบรรณนักกฎหมาย มีความเที่ยงธรรมและสามารถพิสูจน์ความเที่ยงธรรมได้ชัดแจ้ง เป็นอาทิ[7]
กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ (Divine Law) ตามคำสอนของเซนต์โทมัส นอกจากกฎหมายธรรมชาติแล้วยังมีกฎหมายอีกประการเภทหนึ่งคือ กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ กฎหมายศักดิ์สิทธิ์นี้คือกฎเกณฑ์ที่มนุษย์ได้รับรู้จากการดลบันดาลเปิดเผยให้รู้ โดยพระผู้เป็นเจา เช่นที่ปรากฏในรูปของพระบัญญัติ 10 ประการ ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลและปรากฏในคำมั่น ที่ศาสนาจักรประกาศว่าเป็นผลจากการดลบันดาลของพระผู้เป็นเจ้า กฎเกณฑ์ส่วนนี้เป็นกฎเกณฑ์ที่มนุษย์ปกติจะไม่อาจเข้าใจได้ด้วยเหตุผลเมื่อเป็นสิ่งที่มนุษย์เข้าไม่ถึงเหตุผลของตน พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงเปิดเผยให้รู้ด้วยคัมภีร์และคำสอนทางศาสนาจักร เป็นกฎเกณฑ์ที่เสริมให้มนุษย์ได้จากกฎหมายธรรมชาติ กฎเกณฑ์เหล่านี้มักเป็นกฎเกณฑ์ทางความเชื่อทางศาสนจักร เป็นกฎเกณฑ์ที่เสริมให้มนุษย์ประพฤติดีประพฤติชอบได้บริบูรณ์ยิ่งขึ้น นอกเหนือจากกฎเกณฑ์ทีมนุษย์รู้ได้จากกฎหมายธรรมชาติ กฎเกณฑ์นี้มีเป็นกฎเกณฑ์ทางความเชื่อทางศาสนาหรือศีลธรรมที่ชี้ขาดหรืออธิบายกันด้วยเหตุผลไม่ได้[8]
3.ทฤษฎี
2.1. ทฤษฎี การลงโทษ แบ่งเป็น 5 ประเภท คือ
(1). ทฤษฎีการลงโทษเพื่อแก้แค้นทดแทน (Retribution) เป็นวัตถุประสงค์เก่าแก่ที่สุดและปัจจุบัน (ในทางทฤษฎี) ย่อมรับกันน้อยที่สุด การลงโทษตามทฤษฎีนี้ถือว่าคนที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนเสียหายสมควรได้รับผลร้ายจากการกระทำเพื่อความเหมาะสมและยุติธรรม การลงโทษมุ่งที่ตัวผู้กระทำความผิดที่ควรได้รับโทษโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ในการลงโทษเป็นการมองย้อนอดีตมากกว่ามองไปในอนาคต
(2). ทฤษฎีการลงโทษเพื่อป้องกันปรามหรือยับยั้งข่มขู่ (Deterrence) มีการลงโทษผู้กระทำความผิดโดยวิธีการรุนแรงเพื่อเป็นการข่มขู่ผู้กระผิดให้ยับยั้งในการกระทำผิดอีก และปรามผู้อื่นไม่ให้กระทำผิดเช่นนั้น
(3). ทฤษฎีการลงโทษเพื่อป้องกัน (Prevention) มุ่งป้องกันผู้กระทำผิดไม่ให้หวนกลับไปกระทำอีกมากกว่าจะป้องกันผู้อื่น โดยการให้รับโทษที่ทำ ให้ผู้กระทำผิดไม่ต้องการที่จะถูกลงโทษเช่นนั้นอีก
(4). ทฤษฎีการลงโทษเพื่อตัดโอกาส (Restraint) เป็นการตัดโอกาสไม่ให้กระทำความผิดนั้นอีกโดยเอาไปรับโทษจำคุกหรือประหารชีวิต
(5).ทฤษฎีการลงโทษเพื่อแก้ไขดัดนิสัย (Rehabilitation) หรือเพื่อไขฟื้นฟู (Correction or Reformation) เป็นการลงโทษโดยมีการฝึกอบรมให้กลับตนเป็นคนดีกลีบสู่สังคมได้ จะไม่หวนกลับไปกระทำความผิดอีก
บทที่ 3
กฎหมาย
1.กฎหมาย
1.1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐
มาตรา ๓๙ บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้
ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิดก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้
มาตรา ๔๐ บุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ดังต่อไปนี้
(๑) สิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง
(๒) สิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันขั้นพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับทราบข้อเท็จจริงและตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้ง และพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะ และการได้รับทราบเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำพิพากษา หรือคำสั่ง
(๓) บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะให้คดีของตนได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม
(๔) ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา โจทก์ จำเลย คู่กรณี ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพยานในคดีมีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งสิทธิในการได้รับการสอบสวนอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และการไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง
(๕) ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลย และพยานในคดีอาญา มีสิทธิได้รับความคุ้มครอง และความช่วยเหลือที่จำเป็นและเหมาะสมจากรัฐ ส่วนค่าตอบแทน ค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
(๖) เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการหรือทุพพลภาพ ย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอย่างเหมาะสม และย่อมมีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในคดีที่เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ
(๗) ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้องรวดเร็ว และเป็นธรรม โอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ การตรวจสอบหรือได้รับทราบพยานหลักฐานตามสมควร การได้รับความช่วยเหลือในทางคดีจากทนายความ และการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว
(๘) ในคดีแพ่ง บุคคลมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างเหมาะสมจากรัฐ
1.2.ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๒๗๖ ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้หญิงเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีจนถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบทถึงสี่หมื่นบาท
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิดหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต
บทที่ 4
บทวิเคราะห์
เดิมประเทศไทยปกครองในระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์และใน ปี 2475 ได้เปลี่ยนการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ในระบบรัฐสภาโดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในการปกครองประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมายกฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้
ปัจจุบันนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 เป็นฉบับที่ 18 ซึ่งในรัฐธรรมนูญสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีสาระสำคัญที่มุ่งจะแก้ไขปัญหาทางการเมือง กล่าวคือ คุ้มครองส่งเสริมและการขยายสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ลดการผูกขาดอำนาจรัฐและขจัดการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้การเมืองมีความโปร่งใส มีคุณธรรมและจริยธรรม และการทำให้ระบบตรวจสอบมีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ การคุ้มครอง ส่งเสริม และการขยายสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่ รัฐธรรมนูญจะต้องไม่ใช่รัฐธรรมนูญของคนเพียงหยิบมือเดียวคือนักการเมืองเท่านั้น แต่รัฐธรรมนูญต้องเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน รัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีพื้นที่ รัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้ โดยดำเนินการเพิ่มประเภทสิทธิและเสรีภาพให้มากขึ้นกว่าเดิม ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะเพิ่มสิทธิในกระบวนการยุติธรรม โดยการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว ทั่วถึง และเสียค่าใช้จ่ายตามควร โดยเด็ก เยาวชน สตรี คนพิการและทุพพลภาพได้รับการคุ้มครองในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอย่างเหมาะสม (มาตรา 40) และที่สำคัญคือประชาชนมีสิทธิฟ้องศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเองได้เป็นครั้งแรก (มาตรา 208) ศึกษาเรื่องสตรีมีสิทธิได้รับความคุ้มครองในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอย่าเหมาะสม และย่อมมีสิทธิได้รับการปฎิบัติที่เหมาะสมในคดีเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ
1. กระบวนการยุติธรรม
กระบวนการยุติธรรม (Justice Administration) หมายความถึง วิธีดำเนินการให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและให้ความเป็นธรรมในทางกฎหมายแก่บุคคล โดยบุคลากรและองค์กร หรือสถาบันต่าง ๆ ซึ่งมีหน้าที่บริหารงานยุติธรรม ได้แก่ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ทนายความ ศาล กระทรวงยุติธรรม และกรมราชทัณฑ์ ซึ่งมีหน้าที่ดังต่อไปนี้
v พนักงานสอบสวน คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำหน้าที่จับกุมผู้ต้องหาค้นหาหลักฐาน สอบสวน และสรุปสำนวนว่าจะสั่งฟ้องผู้ต้องหา
v ทนายความ คือตัวแทนที่ฝ่ายโจทก์ (ผู้ได้รับความเสียหาย) และ จำเลย (ผู้ต้องหา) ตั้งขึ้นมาเป็นตัวแทนในการว่าความหรือแก้ต่างในเรื่องต่างๆ เพื่อให้ศาลนำไปพิจารณาตัดสิน
v อัยการ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทนายแผ่นดิน มีหน้าที่ในการตัดสินว่าจะสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลหรือไม่หลังจากที่ได้รับสรุปสำนวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว
v ราชทัณฑ์ มีหน้าที่คุมตัวผู้ต้องหาหลังจากที่ตัดสินจำคุกแล้ว เรียกง่ายๆ ก็คือ ผู้คุม จะคอยดูแลการเยี่ยมนักโทษ ดูแลความเป็นอยู่ของนักโทษในห้องขัง ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
v ศาล คือผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินคดีความ ต่าง ๆ ตามกฎหมาย
2. สิทธิสตรี
สิทธิ หมายถึงอำนาจหรือประโยชน์ที่กฎหมายให้ความคุ้มครองให้ เช่น หากเรามีสิทธิในการซื้อสินค้าจากตลาดเมื่อชำระเงินให้แม่ค้า หากได้ชำระเงินแล้ว ผู้ใดจะบังคับมิให้เราซื้อได้ไม่ หากบังคับ กฎหมายย่อมคุ้มครอง การได้รับสิทธิตามกฎหมายนั้นย่อมไม่ก่อให้เกิดความอยุติธรรมกับผู้มีส่วนได้เสียนั้นๆ
ในทางนิติศาสตร์และกฎหมาย, สิทธิ หมายถึง สิทธิตามกฎหมายหรือศีลธรรม ที่จะทำหรือไม่ทำบางอย่าง หรือที่จะได้รับหรือไม่ได้รับบางอย่างในสังคมอารยะ (civil society) สิทธิทำหน้าที่เหมือนกฎในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
สิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การซ้อมผู้ต้องหาเพื่อให้รับสารภาพ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกายของผู้ต้องหา ซึ่งการจับกุมคุมขัง จะกระทำด้วยการทรมานทารุณกรรม และบังคับขู่เข็ญเพื่อให้รับสารภาพมิได้
3. สิทธิสตรีในกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ
เนื่องจากความรุนแรง ที่เกิดจากการทำร้ายซึ่งกันและกันในที่นี้จะศึกษากรณีที่สตรีถูกใช้ความรุ่นแรงจากครอบครัวได้แก่ การที่สามีทำร้ายภรรยา หรือผู้ที่มีความอ่อนแอทางสรีระ หรือเป็นผู้ที่ต้องพึ่งพาทางเศรษฐกิจสังคม หรือในทางกลับกัน มีเพียงส่วนน้อยที่ภรรยาทำร้ายสามี นั้น เป็น ปัญหาสังคม" ที่มีจำนวนความถี่และทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในยุคสมัยปัจจุบัน
จากอดีตที่ผ่านมา ได้ใช้วิธีการจัดการกับปัญหาความรุนแรง อันเกิดจากสามีทำร้ายภรรยาหลายลักษณะหลากวิธีการ เช่น การปล่อยให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นเพียง เรื่องภายในครอบครัวที่จะต้องจัดการแก้ปัญหากันเอง ไม่ใช่เรื่องของคนนอกครอบครัวจะเข้าไปเกี่ยวข้อง เป็นสาเหตุให้ ฝ่ายที่อ่อนแอกว่าจะต้องยอมรับอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันของฝ่ายที่ก้าวร้าวและแข็งแรงกว่าเสมอมา และส่วนมากฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายที่ต้องยอมรับสภาพการตกเป็นเบี้ยล่างและสั่งสมความรู้สึกหวาดกลัว เจ็บแค้น รวมทั้งเก็บกดความโกรธเคืองดังกล่าวไว้ตลอดเวลา รอการระเบิดทางอารมณ์ตอบโต้ หรือระบายต่อบุตรหลาน หรือสร้างบุคลิกภาพ สร้างตัวตนแห่งตนเองในภาพลักษณ์ใหม่ที่ชินชา หยาบกระด้างแตกต่างไปจากเดิม
ในปัจจุบันนี้ จากกฎหมาย ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องราวเกี่ยวกับความรุนแรงรูปแบบต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวมากขึ้น ดังปรากฏตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 53 ซึ่งกำหนดว่า
"เด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัวมีสิทธิได้รับความคุ้มครองโดยรัฐจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม" การที่รัฐและสังคมไทยร่วมสมัย ได้แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนด้วยการกำหนดไว้ในกฎหมายสูงสุดอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ที่จะไม่ปล่อยเรื่องราวเกี่ยวกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวลักษณะใดๆก็ตามให้เป็นเพียง "เรื่องกระทบกระทั่งกันภายในครอบครัว" แต่ยื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยทางหนึ่ง หรือเมื่อผู้หญิงไม่สามารถอดทนต่อสภาพความรุนแรงดังกล่าว และได้ออกมาร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐและสังคม รัฐและสังคมจึงได้ช่องแทรกตัวเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยอีกทางหนึ่งนั้น
ต่อมากฎหมายได้มีพัฒนาการเพิ่มเรื่องความคุ้มครองสตรีในเรื่องเกี่ยวกับความรุ่นแรงแรงทางเพศมากขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 40 (6) ซึ่งกำหนดว่า
“บุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ดังต่อไปนี้
เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการหรือทุพพลภาพ ย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอย่างเหมาะสม และย่อมมีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในคดีที่เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ ”
ปรากฏว่า นับจาก รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้เป็นต้นมา ก็ยังได้มีการพัฒนามาตรการที่มีรูปแบบเฉพาะใดๆมารองรับการดำเนินการแก่คดีความรุนแรงในทางเพศ ที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม เยียวยา มิได้ปล่อยให้คดีความเหล่านั้นดำเนินการไปตามครรลองปกติโดยวิธีการของ กระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก ในการจัดการกับปัญหาความรุนแรง เช่นเดียวกับการทำร้ายร่างกายโดยทั่วไป สตรีที่ตกเป็นเหยื่อดำเนินคดีผ่านทางกระบวนการของตำรวจ อัยการ ศาล และราชทัณฑ์ตามลำดับ รวมทั้งกฎหมายบางมาตราที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงการเลือกปฏิบัติ แสดงถึงความเท่าเทียมกันทางเพศที่ได้รับการแก้ไข เช่น ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 กำหนดว่า
"ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้หญิงเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท"
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการที่ "ผู้ชายข่มขืนภรรยาของตน" แม้ว่าจะกระทำโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ก็ตามนั้นเป็นการกระทำที่กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้เป็นความผิดฐานข่มขืนแต่อย่างใด เป็นปัญหาเกี่ยวกับความรุนแรงอันเกิดจากสามีทำร้ายภรรยานี้ เป็นปัญหาที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะแตกต่างไปจากปัญหาการทำร้ายอื่น ๆ
ด้วยเหตุนี้ กฎหมายรัฐธรรมนูญจึงได้มีการแก้ไขเยียวยารวมทั้งการแก้กฎหมายที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ จึงเป็นสิ่งจำเป็น อันควรค่าแก่การพิจารณาเพื่อยังให้เกิดการป้องกัน การสร้างเสริมปรับปรุง
Merton นักสังคมวิทยาที่มีชื่อเสียง (อ้างถึงใน Joseph Julian & William Kornblum, 1983, p.82) กล่าวไว้ในทฤษฎีอะโนมี (Merton's Theory of Anomie) ของเขาว่า
"ที่ใดที่มีการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างคนต่างเพศ ที่มีการให้ค่าแก่เพศทั้งสองแตกต่างกัน และการบรรลุถึงบทบาททางเพศดังกล่าวถูกยับยั้งหรือประสบอุปสรรค ที่นั่นก็จะมีอัตราการเกิดความรุนแรงทางเพศสูง กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ถ้าสังคมใดส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศกันมากขึ้นเท่าใด อัตราการเกิดความรุนแรงทางเพศในสังคมนั้นย่อมจะลดลงเท่านั้น"
เมื่อวิเคราะห์ถึง ว่า กรณีความรุนแรงเกี่ยวกับทางเพศ หมายถึง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับสตรีในภาพรวมทั้งในและนอกความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส ซึ่งกรณีความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับสตรีที่มิใช่คู่สมรส หรือผู้ที่มีความสัมพันธ์กันฉันสามีภรรยานั้น จะพบว่าความสัมพันธ์ระหว่าง "ผู้กระทำ" กับ "ผู้ถูกกระทำ" จะเปลี่ยนไปเป็น "ผู้กระทำผิด" กับ "เหยื่ออาชญากรรม" แทน คือมีการล่วงละเมิดทางเพศหรือทำร้ายร่างกายและชีวิตเกิดขึ้น ดังนั้น คำว่าความรุนแรงต่อผู้หญิง จึงมีนัยที่กว้างขวางมากโดยครอบคลุม ทั้งกรณีสามีทำร้ายภรรยา และกรณีที่ผู้ชายทำอันตรายแก่ชีวิตร่างกาย และล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงอื่นๆไว้ด้วยทั้งหมด
สำหรับคำว่า "ความรุนแรงในครอบครัว" (family violence) หมายถึงความรุนแรงที่มีลักษณะเฉพาะที่เกิดการทำร้ายร่างกาย การทำร้ายทางเพศและจิตใจแบบต่างๆ ระหว่างสมาชิกที่มีความสัมพันธ์ฉันครอบครัว สามี-ภรรยา
การทำร้ายภรรยา โดยสามีเป็นคำที่มีความรู้สึกของ อำนาจ การต่อสู้ ความเหลื่อมล้ำ และความแตกต่างทางเพศ
4.วิเคราะห์ตามโครงสร้างความรับผิด
ตามโครงสร้างความรับผิดในทางอาญาตามกฎหมายไทย ประกอบด้วย การกระทำครบองค์ประกอบความผิดและมีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด ความผิดนั้นไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิด ความผิดนั้นไม่มีกฎหมายยกเว้นโทษ กระทำครบองค์ประกอบความผิดและมีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด ประกอบด้วย การกระทำ(องค์ประกอบภายนอก) ได้แก่ การเคลื่อนไหวของร่างกายภายใต้จิตใจบังคับการ ส่วนการเคลื่อนไหวร่างกายที่มิใช่ภายในจิตใจบังคับไม่ถือว่าเป็นการกระทำ เช่น กล้ามเนื้อชักกระตุกเพราะเป็นล้มบ้าหมู คนละเมอ และการกระทำนั้นก่อให้เกิดความผิดในทางอาญา และอีกประการเรื่องการงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลตามมาตรา 59 วรรคท้าย ซึ่งเป็นผลให้เกิดความรับผิดในทางอาญา ก็ถือว่าเป็นการกระทำเช่นเดียวกัน คือ มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าการกระทำในกรณีใดเป็นความผิด ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยตรง เพียงแต่บัญญัติว่ามีการกระทำอย่างไร ก่อให้เกิดผลอย่างไร สำหรับเรื่องของสภาพจิตใจตามที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิด (องค์ประกอบภายใน) ได้แก่ เจตนาประสงค์ต่อผลและเจตนาเล็งเห็นผล จากนั้นจึงดูเรื่องของความผิดนั้นไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิด ความผิดนั้นไม่มีกฎหมายยกเว้นโทษ
จากกรณีตามปัญหาเรื่องสตรีนั้นย่อมได้รับความคุ้มครองในการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีอย่างเหมาะสม และย่อมมีสิทธิได้รับการปฎิบัติที่เหมาะสมในคดีเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ จากหลักกฎหมายอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา ส่วนที่ 9 ความผิดเกี่ยวกับเพศ มาตรา 276 กำหนดไว้ว่า “ ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้หญิงเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท”
ตามโครงสร้างความรับผิดในทางอาญาตามกฎหมาย กระทำครบองค์ประกอบความผิดและมีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด ประกอบด้วย ผู้ใด คือผู้กระทำความผิด ข่มขืนกะทำชำเราคือการกระทำความผิด ผู้อื่นคือผู้ถูกกระทำการ อันเป็นการกระที่ครบองค์ประกอบภายนอกการเคลื่อนไหวของร่างกายภายใต้จิตใจบังคับ โดยที่สามีกระทำกับภริยาย่อมเป็นการกระทำโดยเจตนา สภาพจิตใจตามที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ครบองค์ประกอบภายใน ได้แก่ เจตนาประสงค์ต่อผลและเจตนาเล็งเห็นผล ต่อมาจึงดูเรื่องของความผิดฐานข่มขืนภริยาตนไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิด ความผิดนั้นไม่มีกฎหมายยกเว้นโทษ ดังนั้นผู้ทีเป็นสามีจะต้องรับผิดในการข่มขืนภริยาตนเท่ากับการข่มขื่นกระทำชำเราผู้อื่นที่มิใช่ภริยาของตนเอง
ตามโครงสร้างความรับผิดทางอาญา ระบบ Common Law
กรณีตามปัญหาการที่สามีข่มขืนภริยานั้น เป็นการ กระทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือสิ่งที่กฎหมายห้าม และไม่มีเหตุที่มีอำนาจกระทำได้ จึงเป็น Actus Reus
และปกติผู้ซึ่งเป็นสามีภริยากันคงไม่จำเป็นต้องข่มขืนกระทำชำเรา แต่จะเป็นในลักษณะของการสมัครใคร่กันเสียมากกว่า ดังนั้น สภาวะของจิตใจของสามีที่เกี่ยวข้องกับการข่มขืนภริยาจึงเป็นการกระทำผิด เป็นองค์ประกอบภายในจิตใจของผู้กระทำซึ่งเป็นองค์ประกอบทาง อัตวิสัย [Subjective] อันได้แก่ เจตนา และรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด รวมทั้งรู้ว่าการกระทำเป็นความผิด รู้ว่าไม่มีอำนาจกระทำได้ จึงกล่าวได้ว่าเป็น Mens Rea
ตามโครงสร้างความรับผิดทางอาญา ระบบ Civil Law (เยอรมัน)
จะเห็นได้ว่าโครงสร้างความรับผิดของไทยนั้นจะคล้ายคลึงกับของ โครงสร้างความรับผิดของประเทศเยอรมัน เพราะประเทศไทยก็ใช้ระบบ Civil Law เช่นเดียวกันนั้นเอง องค์ประกอบ เป็นลักษณะทางรูปแบบของความผิดซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้ในความผิดแต่ละฐาน การที่สามีข่มขืนกระทำชำเราภริยา ย่อมครบองค์ประกอบภายนอก คือ สามีคือผู้ใด ข่มขืนคือการกระทำการ ภริยาคือผู้อื่น และองค์ประกอบภายในกล่าวคือการที่สามีข่มขืนภริยาย่อมเป็นการผิดวิสัยของสามีภริยา เมื่อเป็นการข่มขืนจึงเป็นการกระทำโดยเจตนา และการที่สามีข่มขืนภริยาเป็นส่วนประกอบทางเนื้อหาของความผิดซึ่งกฎหมายเห็นว่าไม่สมควรเกี่ยวกับการกระทำ ถ้าผู้กระทำมีเหตุตามกฎหมายที่ทำให้มีอำนาจกระทำได้ การกระทำนั้นย่อมไม่เป็นความผิด จึงเป็น ความผิด เป็นส่วนประกอบทางเนื้อหาของความผิดที่พิจารณาจากสามีที่กระทำว่าได้กระทำโดยรู้ผิดชอบ เป็นการกระทำที่สังคมควรตำหนิ และผู้กระทำรู้ว่าการข่มขืนภริยานั้นเป็นสิ่งที่สังคมตำหนิ ถ้ารู้และเลือกที่กระทำ ผู้กระทำสมควรถูกลงโทษเพราะมีความชั่ว ความรู้ผิดชอบเพราะวัยหรือสภาพจิต ความรู้ข้อผิดถูกทำให้น่าตำหนิ รวมทั้งการที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงการกระทำที่สังคมตำหนิได้ ผู้กระทำย่อมมีความชั่ว สมควรได้รับการลงโทษ จึงเป็นความชั่ว
บทที่ 4
บทสรุป
1.สรุป
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2550 ส่วนที่ 4 สิทธิในกระบวนการยุติธรรม มาตรา 40 (6) กำหนดไว้ว่า บุคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ดังต่อไปนี้ (6) เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือทุพพลภาพ ย่อมมีสิทธิได้รับความคุมครองในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอย่างเหมาะสม และย่อมมีสิทธิได้รับการปฎิบัติที่เหมาะสมในคดีที่เกี่ยวกับความรุ่นแรงทางเพศ
จากการวิเคราะห์การกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราภริยาตนเองตามนั้น โดยวิเคราะห์จากโครงสร้างความรับผิดตามกฎหมายไทย จึงเป็นการกระทำความผิดที่ผู้กระทำจำต้องรับโทษตามกฎหมาย เพราะมีการกระทำ และการกระทำนั้นครบองค์ประกอบ ทั้งองค์ประกอบภายนอกและประกอบภายใน และการกระทำนั้นไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิดจึงยังคงเป็นความผิด นอกจากนี้ความผิดดังกล่าวไม่มีกฎหมายยกเว้นโทษ
ตามโครงสร้างความรับผิดตามระบบกฎหมาย คอมมอนลอล์ การข่มขืนกระทำชำเราภริยาตนเองเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย หรือเป็นสิ่งที่กฎหมายได้บัญญัติห้ามเอาไว้และเป็นสิ่งที่ไม่มีอำนาจให้กระทำได้ รวมถึงสภาพจิตใจของสามีที่ข่มขืนภริยาของตนย่อมเป็นการกระทำที่จิตใจอันเลวร้าย เป็นสภาวะของจิตใจอันเลวร้ายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำเป็นองค์ประกอบภายในจิตใจของผู้กระทำซึ่งเป็นองค์ประกอบทางอัตวิสัย ได้แก่เจตนา และรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด รวมทั้งรู้ว่าการกระทำการข่มขืนภริยาตนเองเป็นความผิด รู้ว่าตนเองไม่มีอำนาจขืนใจใคร
ตามโครงสร้างความรับผิดตามระบบกฎหมาย ซีวิวลอล์ก็เป็นการกระทำความผิดเช่นเดียวกัน ผู้กระทำความผิดจำต้องรับโทษ เพราะลักษณะในทางรูปแบบของการข่มขื่นกระทำชำเราภริยาตนเองเป็นความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดเอาไว้ โดยกำหนดองค์ประกอบภายนอกกับองค์ประกอบภายใน และลักษณะทางเนื้อหาของการกระทำที่กฎหมายเห็นว่าเป็นสิงที่ไม่สมควร ผู้กระทำไม่มีเหตุที่จะกระทำได้ แต่ถ้าเป็นกรณีที่ผู้กระทำได้ แต่เป็นกรณีที่ผู้กระทำไม่มีอำนาจกระทำได้ การกระทำนั้นคงเป็นความผิด สุดท้ายส่วนประกอบทางด้านเนื้อหาของการข่มขืนกระทำชำเราภริยาของตนเอง ที่พิจารณาแล้วจากตัวของผู้เป็นสามีว้ากระทำการโดยรู้ผิดชอบในการที่กระทำ ว่าการกระทำนั้นเป็นสิ่งที่สังคมน่าตำหนิ เมื่อรู้และเลือกที่กระทำผู้กระทำสมควรถูกลงโทษ เพราะมีความชั่ว
ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นตามโครงสร้างความรับผิดตามระบบกฎหมายไทย ระบบกฎหมายคอมมอนลอล์ และระบบกฎหมายซีวิวลอล์ นั้นการข่มขืนกระทำชำเราภริยาตนเองนั้นเป็นการกระทำที่ผิดและสมควรถูกลงโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อให้อยู่ในสภาพบังคับตามที่กำหนดไว้
ในเรื่องของการลงโทษนั้นก็คงขึ้นอยู่กับระบบกฎหมายแต่ละระบบจะได้กำหนดบทลงโทษตามหลักทฤษฎีการลงโทษ
2.ข้อเสนอแนะ
จากการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราภริยาตนเองเป็นความผิดแล้ว ตามหลักกฎหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยนั้น ได้กำหนดเรื่องของการกระทำความผิดฐานนี้ได้ขยายเรื่องของการขมขืนภริยานั้น มีผลบังคับเช่นเดียวกับการข่มขื่นผู้อื่นซึ่งเป็นใครก็ได้ที่ไม่ใช่ภริยาตนเอง อาจเป็นชายกับหญิง หรือชายกับชาย หรือ หญิงกับหญิงนั้นมีผลของการกระทำเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นหวงสำหรับบุคคลอื่นที่จะต้องอาจได้รับผลของการกระทำนั้น เมื่อข่มขืนใครก็มีผลเท่ากันแล้วสำหรับผู้กระทำความผิดจะกระทำผู้ใดก็รับผลเช่นเดียวกัน
ดังนั้นควรแยกเกี่ยวกับกับการกระทำความผิดกับภริยาอีกฐานความผิดหนึ่งและมีผลการกระทำความผิดอีกสภาพหนึ่งต่างจากการการข่มขื่นกระทำชำเราผู้อื่น อนึ่งเนื่องจากสถานะและความสัมพันธ์ภายในครอบครัวย่อมต่างจากบุคคลภายนอกแล้วจะมีผลเช่นเดียวกันจึงเป็นการไม่เป็นธรรม
อย่างไรก็ตามในเรื่องของการแก้ไขเยียวยาเรื่องของการใช้ความรุ่นแรงทางเพศภายในครอบครัวนั้นระหว่างผู้ที่เป็นสามีภริยากันนั้นคงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่มีสภาพของความขัดแย้งและความรุ่นแรงที่แตกต่างกันของแต่ละกรณี แต่ละสังคมที่ต่างกันโดยที่ไม่อาจจะถือเอาบรรทัดฐานเดียวกันได้เพื่อแก้ไขปัญหาคงหาอาจจะได้ผลเต็มที่ไม่ แต่ในทางกลับกันนั้นควรมองในเรื่องของการแก้ไขเยียวยาภายในครอบครัวและกระบวนการสมานฉันท์
บรรณานุกรม
เอกสารภาษาไทย
หนังสือ
รองศาสตราจารย์ จรัญ เล็งวิทยา และ รองศาสตราจารย์ สุธินี รัตนวราห.เอกสารประกอบคำบรรยาย กระบวนวิชาหลักกฎหมายอาญาชั้นสูง (LA 796) .หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ภาคพิเศษ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
รองศาสตราจารย์ ประเสริฐ ตัณศิริ และ อาจารย์ ดร.สถาพร สระมาลีย์. เอกสารประกอบคำบรรยาย กระบวนวิชานิติปรัชญา (LA 701) .หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ภาคพิเศษ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์.นิติปรัชญา.โครงการตำราและเอกสารประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2550.
ราชบัณฑิตยสถาน.พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาอังกฤษไทย .บริษัท เท็กซ์ แอนด์ เจอรร์นัล พันลิเคชั่น จำกัด, 2543.
บทความและวารสาร
อาจารย์วิชัย วิวิตเสวี.สิทธิมนุษยชนในกระบวนยุติธรรม.รวมคำบรรยายภาคสอง สมัยที่ 57 ปีการศึกษา 2547.สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา,2547.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต).คู่มือมนุษย์ธรรมนูญชีวิต.สำนักพิมพ์วิชั่นบุคส์,2549.
“เปิดรายละเอียดสาระสำคัญ ร่างรัฐธรรมนูญ 2550” [Online],Available URL;http://www.charuaypontorranin.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=404589&Ntype=4.
“สิทธิสตรีด้านการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม” [Online],Available URL;http://www.backtohome.org/autopagenew/show_page.php?h=2&s_id=2968&d_id=2968.
เอกสารอื่นและการทอดเทปคำบรรยาย
รองศาสตราจารย์ สุธินี รัตนวราห.เอกสารทอดเทปคำบรรยาย กระบวนวิชาหลักกฎหมายอาญาชั้นสูง (LA 796) .หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ภาคพิเศษ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง,วันที่ 24 พฤษภาคม 2551.
รองศาสตราจารย์ จรัญ เล็งวิทยา.เอกสารทอดเทปคำบรรยาย กระบวนวิชาหลักกฎหมายอาญาชั้นสูง (LA 796) .หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ภาคพิเศษ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง,วันที่ 30 ถึง31 พฤษภาคม 2551.
กฎหมาย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พุทธศักราช 2550.
ประมวลกฎหมายอาญา
[1] Joseph Raz, "The Rule of Law its Virtue", (1997) 39 Law Quarterly Review
[2] ความหมายในนัยนี้ไม่ต่างกับนิติธรรมของ A.V Dicey, The Law of the ConstitutionCh. II
[3] ปัจจุบันในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาได้มีการนำเอาหลักเรื่องการให้โอกาสแก่ผู้ต้องหา (Opportunity Principle) มาเป็นแรงสนับสนุนให้พนักงานอัยการมีดุลพินิจชะลอการฟ้องได้ แต่ในบางประเทศเช่นในเยอรมัน ยังมีการยึดหลักนิติธรรมกันอยู่อย่างเคร่งครัด และความคิดที่จะให้ดุลพินิจอัยการในกรณีนี้คงจะมีผู้นิยมน้อยมาก : K : Davis, Discretionary Justic : Apreliminary Inquiry (1969)
[4] ในบางกรณีการเขียนกฎหมายเป็นรายละเอียดเพื่อห้ามมิให้ธุรกิจเอกชนเปรียบเทียบผู้บริโภคและประชาชนทั่วไปนั้นอาจทำได้ แต่ปัญหาอยู่ในการบังคับให้ธุรกิจเอกชนปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายดังกล่าวถ้ากำหนดเป็นโทษอาณาไว้ก็เกิดปัญหาว่า ธุรกิจเอกชนเป็นนิติบุคคลซึ่งรับโทษจำคุกไม่ได้ และโทษปรับนั้นก็ไม่ทำให้นิติบุคคลหรือกรรมการหรือผู้แทนของนิติบุคคลหลายจำ เพราะบางครั้งศาลปรับน้อยไห และรัฐบัญญัติเองก็กำหนดโทษปรับขั้นสูงไว้ ต่ำมาก ธุรกิจเอกชนจึงไม่เกรงกลัว ในปัจจุบันจึงได้มีใช้วิธีบังคับให้ธุรกิจเอกชนประเภทขออนุญาตประกอบกิจการซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ปกครองมีดุลพินิจมากในการพิจาณาออกใบอนุญาต สั่งพักใบอนุญาต และเพิกถอนใบอนุญาต การเขียนกฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานมากเช่นนั้นได้ก่อปัญหาในทางทฤษฎีเป็นอันมากว่าจะไปขัดต่อหลักนิติธรรมหรือไม่
[5] ราชบัณฑิตยสถาน,พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาอังกฤษไทย ,(บริษัท เท็กซ์ แอนด์ เจอรร์นัล พันลิเคชั่น จำกัด, 2543),หน้า 14.
[6] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต),คู่มือมนุษย์ธรรมนูญชีวิต,(สำนักพิมพ์วิชั่นบุคส์,2549),หน้า 12.
[7] ไชย ณ พล ,ความเป็นธรรมสากล,สถาบันวิจัยธรรมสากล,หน้า 193-194.
[8]ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์,นิติปรัชญา,โครงการตำราและเอกสารประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2550),หน้า 158.
ศึกษากรณี : สิทธิสตรีเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ
อาทิตยา ธีราทิตยกุล
บทที่ 1
บทนำ
1.ความสำคัญของเรื่อง
ในสภาวะปัจจุบันนี้สังคมได้รับอิทธิพลของความเจริญก้าวหน้าอันส่งผล ทั้งผลดีต่อสังคมและในทางกลับกันก็ส่งผลร้ายกับสังคมเช่นเดียวกัน สำหรับส่วนด้านดีหรือด้านบวกนั้นก่อให้เกิดความสะดวกสบายกับสังคมเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตเป็นอย่างมากทำให้การดำรงชีวิตของมนุษย์เป็นไปอย่างง่ายดายต่างกับในสมัยโบราณที่การดำรงอยู่หาได้เป็นเช่นเดียวกับปัจจุบันนี้ไม่ ในอันที่จักทำอะไรก็เป็นการยากและลำบาก การเดินทางไปต่างบ้านต่างเมืองก็จำต้องใช้ระยะเวลาอันยาวนานแต่ในปัจจุบันนี้นั้นการเดินทางสามารถกระทำได้อย่างรวดเร็วและใช้ระยะเวลาที่เล็กน้อย สั้นกว่าอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางโดยเครื่องบิน รถยนต์ส่วนบุคคล รถยนต์โดยสารประจำทาง ทางเรื่อ ทั้งนี้ในความเจริญก้าวหน้าทางสังคมนั้นได้กระตุ้นความเห็นแก่ตัวที่แฝงอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคนนั้น และต่างกันอยู่ที่ความเห็นแก่ตัวนั้นจะมากหรือน้อยอยู่ที่ความเจริญทางด้านจิตใจในเรื่องของการพัฒนาจิตใจและมีการเจริญภาวะนามากน้อยต่างกัน และอีกอย่างอยู่ที่การเลี้ยงดูที่ต่างกัน
ในความต่างกันนั้นอันก่อให้เกิดปัญหาอีกประการหนึ่งก็คือความเลื่อมล้ำทางสังคมก่อให้เกิดการแบ่งแยกทางสังคมที่มีการเอาเปรียบซึ่งกันและกันโดยผู้ซึ่งที่มีความแข็งแกร่งน้อยกว่าหรือผู้ที่มีความอ่อนแอมากกว่าก็จะตกเป็นเหยื่อของผู้ที่มีความแข็งแกร่งมากกว่าหรือเป็นผู้ที่มีกำลังมากกว่า หรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ “ผู้ที่โง่ย่อมตกเป็นเหยื่อของผู้ที่ฉลาดมากกว่า” คำว่า ผู้ที่โง่ ในที่นี้มิได้หมายถึงผู้ที่ไม่มีการศึกษาเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ได้แต่ได้หมายความถึงผู้ที่มีทั้งความรู้และไม่มีความรู้แต่คนทุกคนมิได้มีความรู้เท่าเทียมกันทุกคนนั้นคงเป็นไปได้ค่อนข้างจะยาก ซึ่งอาจเป็นบุคคลที่อ่อนประสบการณ์มากกว่าจึงเป็นเหยื่อให้ผู้ที่ฉลาด ผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่ามีกลโกงมากกว่า เป็นผู้ที่หาได้มีเจตนาที่บริสุทธิหาได้ไม่บุคคลผู้นี้จะเอาประโยชน์จากผู้อื่นให้ได้มากที่สุดท่าที่จะทำได้ จึงเกิดการละเมิดสิทธิของบุคคลขึ้นมาเป็นปัญหาในสังคมอีกปัญหาหนึ่งในหลาย ๆ ปัญหาของสังคม
ดังนั้นในกรณีนี้จะขอกล่าวถึงถึงสิทธิหนึ่งในหลาย ๆ สิทธิที่มีอยู่ในสังคม “สิทธิของสตรี ในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน ตามมาตรา 40 รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 วางหลักกฎหมายไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนยุติธรรม ดังต่อไปนี้ (6) เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการหรือทุพพลภาพ ย่อมมีสิทธิได้รับความคุมครองในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอย่างเหมาะสม และย่อมมีสิทธิได้รับการปฎิบัติที่เหมาะสมในคดีเกี่ยวกับความรุ่นแรงทางเพศ” จะเห็นไดว่าสิทธิสตรีเป็นหนึ่งในสิทธิที่ไดรับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแยงต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้
จากปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมกับสตรีในอดีตที่ผ่านมาและปัจจุบันนอกจากนี้ปัญหาดังกล่าวอาจจะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตก็ได้หาปัญหานั้นไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยาในปัจจุบัน กล่าวคือ ความรุนแรงทางเพศในมุมมองของนักสังคมวิทยา มองว่าเป็นเรื่องของโครงสร้างทางสังคมที่มีผลกระทบต่อผู้คนและพฤติกรรมของคนในสังคม สังคมที่นิยมยกย่องพ่อเป็นใหญ่ "ผู้ชาย" ที่แสดงบทบาททางเพศเชิงอำนาจนิยม ขณะที่สร้าง "ผู้หญิง" ให้เป็นฝ่ายเก็บกดและยอมตามความรุนแรง
" ความรุนแรงทางเพศ" ที่เกิดจากการทำร้ายซึ่งกันและกันที่เกิดจากสามีทำร้ายภรรยา หรือ ผู้ที่แข็งแรงกว่าทำร้ายซึ่งเป็นผู้ที่มีความอ่อนแอทางสรีระ หรือเป็นผู้ที่ต้องพึ่งพาทางเศรษฐกิจสังคม หรือในทางกลับกัน มีเพียงส่วนน้อยที่ภรรยาทำร้ายสามี นั้น เป็นปัญหา ที่มีจำนวนความถี่และทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในยุคสมัยปัจจุบัน
2.วัตถุประสงค์ของการศึกษา
รายงานฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาดังนี้
1. ศึกษาเพื่อทราบถึงหลักการ แนวคิด ทฤษฎีของกฎหมาย กฎหมายคอมมอนลอว์ ระบบประมวลกฎหมาย
2. ศึกษาเพื่อทราบถึงโครงสร้างความรับผิดทางอาญา ตามกฎหมายระบบคอมมอนลอว์ กฎหมายระบบซีวิวลอว์ และระบบ กฎหมายไทย
3. ศึกษาเพื่อให้ได้มาซึ่งวิธีทางในการแก้ไขเยียวยาสำหรับความรุนแงทางเพศ ในกรณีของสามีภริยา อย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
3.วิธีการศึกษา
การทำรายงานฉบับนี้ เป็นการศึกษาในรูปแบบของการวิจัยเอกสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการค้นคว้าจาก ตำรา หนังสือ และทางอินเตอร์เน็ท โดยศึกษาจากเว็บไซต์ ที่นำเสนอเนื้อหาสาระเกี่ยวข้องความรุนแรงทางเพศ ซึ่งในที่นี้จะศึกษาเฉพาะความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรากรณีระหว่าสามีกับภริยา ปัญหาระหว่าสามีภริยาเป็นเรื่องที่อาจกล่าวว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว ดังนั้นการที่จะเจราจาหาทางที่ลงตัวสำหรับเรื่องนี้ควรหาวิธีหนทางในการแก้ไขเยียวยาและหายุติและสมดุลลงตัวให้จงมากที่สุด โดยนำมาวิเคราะห์เพื่อให้ทราบถึงการเยียวยาที่เป็นธรรม แต่ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่าสามีภริยานั้นจะแตกต่างกับเรืองของผู้กระทำความผิดกับผู้เสียหายอื่นทั่วไป ดังนั้นเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้เสียหายจากการกระทำความผิดควรมีวิธีการที่แตกต่างกันออกไป ตามความสัมพันธ์ ทั้งนี้ทั้งนั้นภายใต้หลักความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
อนึ่งด้วยแหล่งข้อมูลการค้นคว้าที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงทำให้รายงานฉบับนี้ยังไม่สมบูรณ์ และมีข้อบกพร่องอยู่ ทางผู้จัดทำรายงานได้พยายามที่จะใช้ข้อจำกัดดังกล่าวเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่รายงานฉบับนี้อย่างมากที่สุด
4.ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ในการจัดทำรายงานเล่มนี้ เพื่อได้ทราบถึงหลักการ แนวคิด และทฤษฎีของกฎหมาย ในระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ ระบบประมวลกฎหมาย โครงสร้างความรับผิดในทางอาญาตามกฎหมายของคอมมอนลอว์ กฎหมายซีวิวลอว์ และกฎหมายไทย และการพิจารณาถึงองค์ประกอบของความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ตามระบบกฎหมายประเทศอังกฤษโดยเปรียบเทียบกับกฎหมายไทย
จากการศึกษาค้นคว้าในการทำรายงานครั้งนี้ เพื่อเป็นการพัฒนาการหาวิธีการเพื่อแก้ไขเยียวยากับปัญหาที่ยังคงไม่ทางออกอย่างเป็นที่พึ่งพอใจกับทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรมและเหมาะสมอย่างมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อปกป้องสังคมให้ปลอดภัยและดำรงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนในสังคม
บทที่ 2
หลักการ แนวคิด และทฤษฎี
ที่เกี่ยวข้องสิทธิสตรีในกรณีความรุนแรงทางเพศ
1.หลักการ
1.1. ขอบเขตของกฎหมายอาญาชั้นสูง เป็นการศึกษาหลักกฎหมายอาญาของระบบ คอมมอนลอว์ และซีวิวลอว์ โดยศึกษาถึงหลักทฤษฎีว่าด้วยความผิด ความรับผิดทางอาญาลักษณะและชนิดความผิด การลงโทษ เปรียบเทียบทั้งไทย ตลอกจนถึงปัญหาต่าง ๆ ในการใช้กฎหมายอาญา ขอบเขตของกฎหมายอาญาประกอบด้วย กฎหมายอาญาในส่วนสารบัญญัติ วิธีพิจารณาความอาญา ปัญหาพิเศษในการบริหารและการดำเนินการของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาสำหรับการในการศึกษาครั้งนี้จะมุ่งเน้นที่กฎหมายอาญาในส่วนสารบัญญัติ
กฎหมายอาญามีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องสังคมให้ปลอดภัยและดำรงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนในสังคมจึงเป็นกฎหมายที่บัญญัติว่าการกระทำอย่างไรเป็นความผิดและกำหนดบทลงโทษผู้ซึ่งกระทำการตามที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิด
การจำแนกประเภทความผิดอาญา ตาม COMMON LAW ประกอบด้วย 3 ส่วน กล่าวคือ TREASON มีอยู่ด้วยกัน 2 ส่วน คือ ความผิดฐานลอบปลงพระชนม์กระมหากษัติย์ ก่อการกบฏ เปิดเผยความลับสำคัญของชาติ เข้าร่วมกับศัตรูของชาติ (HIGH TREASON) และ การก่อให้เกิดความไม่สงบภายในรัฐรวมถึงความผิดฐานฆ่าโดยเจตนาซึ่งกระทำโดยภริยากระทำโดยภริยากระทำต่อสามี หรืคนรับรับใช้ต่อนาย หรือลูกศิษย์ต่อพระ (PETIT TREASON)FELONY เป็นความผิดอาญาทุก ๆ ฐานความผิดที่มิใช่ TREASON หรือ MISDEMEANOR MISDEMEANOR เป็นความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ใช่ TREASON และ FELONY
การจำแนกประเภทความผิดอาญา ตาม U.S.A. ประเทศสหรัฐอเมริก FELONY เป็นความผิดอาญาที่มีโทษประหารชีวิตหรือจำคุในเรือนจำของรัฐ นอกจากนั้นเป็น MISDEMEANOR แต่ก็มีการให้ความหมายว่า FELONY เป็นความผิดมีโทษประหารหรือจำคุกเกินกว่า 1 ปีขึ้นไป นอกจากนั้นเป็น MISDEMEANOR
การจำแนกประเภทความผิดอาญา ตาม MODEL PENAL CODE
l FELONY
l MISDEMEANOR
l PETTY MISDEMEANOR
l VIOLATION
การจำแนกประเภทความผิดอาญา ตาม FRANCE
l CRIMES
l DE’LITS
l CONTRAVENTIONS
2.2. โครงสร้างทางอาญา
Ø โครงสร้างความผิดทางอาญา
การกระทำอันเป็นความผิด (CONDUCT ) [ การกระทำ(ACT) หรือ การงดเว้นการกระทำ (OMISSION) ] สาระสำคัญทางจิตใจ (MENTAL STATE OF MIND) การกระทำความผิดหลายบท(CONCURRENCE) ผลของการกระทำ (HARM) ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล (CAUSATION) การลงโทษ(PUNISHMENT) ความถูกต้องตามกฎหมาย (LEGALITYX)
โครงสร้างความรับผิดทางอาญา ระบบ Common Law
1, Actus Reus หมายถึงการกระทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือสิ่งที่กฎหมายห้าม และไม่มีเหตุที่มีอำนาจกระทำได้
2, Mens Rea หมายถึงสภาวะของจิตใจที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด เป็นองค์ประกอบภายในจิตใจของผู้กระทำซึ่งเป็นองค์ประกอบทาง อัตวิสัย [Subjective] อันได้แก่ เจตนา ประมาทโดยจงใจ หรือประมาท และรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด รวมทั้งรู้ว่าการกระทำเป็นความผิด รู้ว่าไม่มีอำนาจกระทำได้
[Mens Rea คือ Criminal mind หรือ Criminal intent.]
โครงสร้างความรับผิดทางอาญา ระบบ Civil Law (เยอรมัน)
1, องค์ประกอบ เป็นลักษณะทางรูปแบบของความผิดซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้ในความผิดแต่ละฐาน โดยกำหนดเป็นองค์ประกอบภายนอกและองค์ประกอบภายใน
2, ความผิด เป็นส่วนประกอบทางเนื้อหาของความผิดซึ่งกฎหมายเห็นว่าไม่สมควรเกี่ยวกับการกระทำ ถ้าผู้กระทำมีเหตุตามกฎหมายที่ทำให้มีอำนาจกระทำได้ การกระทำนั้นย่อมไม่เป็นความผิด
l เหตุที่ทำให้มีอำนาจกระทำได้ 4 ประเภท
1, สิทธิป้องกัน
2, กรณีผลประโยชน์หรือคุณธรรมทางกฎหมายขัดกันต้องใช้หลักการชั่งน้ำหนักแห่งประโยชน์ [Balancing of interests]
3, การสละคุณธรรมทางกฎหมาย
4, การใช้สิทธิหรือกระทำตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
3, ความชั่ว เป็นส่วนประกอบทางเนื้อหาของความผิดที่พิจารณาจากตัวผู้กระทำว่าได้กระทำโดยรู้ผิดชอบหรือไม่ เป็นการกระทำที่สังคมควรตำหนิหรือไม่ และผู้กระทำรู้หรือไม่ว่าการกระทำนั้นเป็นสิ่งที่สังคมตำหนิ ถ้ารู้และเลือกที่กระทำ ผู้กระทำสมควรถูกลงโทษเพราะมีความชั่ว ความไม่รู้ผิดชอบเพราะวัยหรือสภาพจิต ความไม่รู้ข้อผิดถูกทำให้ไม่น่าตำหนิ รวมทั้งการที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงการกระทำที่สังคมตำหนิได้ ผู้กระทำย่อมไม่มีความชั่ว ไม่สมควรได้รับการลงโทษ
l เหตุที่ทำให้ขาดความชั่ว
1, ความรู้ผิดชอบ
2, เหตุที่กฎหมายให้อภัย
3, เหตุความไม่รู้ข้อผิดถูก
โครงสร้างความรับผิดในทางอาญาตามกฎหมายไทย
1.การกระทำครบองค์ประกอบความผิดและมีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด
ก. การกระทำ(องค์ประกอบภายนอก) ได้แก่ การเคลื่อนไหวของร่างกายภายใต้จิตใจบังคับการ ส่วนการเคลื่อนไหวร่างกายที่มิใช่ภายในจิตใจบังคับไม่ถือว่าเป็นการกระทำ เช่น กล้ามเนื้อชักกระตุกเพราะเป็นล้มบ้าหมู คนละเมอ และการกระทำนั้นก่อให้เกิดความผิดในทางอาญา
อีกประการหนึ่ง การงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลตามมาตรา 59 วรรคท้าย ซึ่งเป็นผลให้เกิดความรับผิดในทางอาญา ก็ถือว่าเป็นการกระทำเช่นเดียวกัน คือ
(1).มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าการกระทำในกรณีใดเป็นความผิด
(2).ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยตรง เพียงแต่บัญญัติว่ามีการกระทำอย่างไร ก่อให้เกิดผลอย่างไร
ข. มีสภาพจิตใจตามที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิด (องค์ประกอบภายใน) ได้แก่ เจตนาประสงค์ต่อผลและเจตนาเล็งเห็นผล
2. ไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิด
3. ไม่มีกฎหมายยกเว้นโทษ
2.3. ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผล
ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลตามกฎหมายไทย
ในกฎหมายไทยได้บัญญัติเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลไว้ในมาตรา 63 คือ ผลของการกระทำใด ที่จะทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น ผลของการกระทำนั้นต้องเป็นผลธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้ โดยยึดหลักตามเรื่องผลโดยตรงหรือที่เรียกว่าทฤษฎีเงื่อนไขมาเป็นหลักวินิจฉัย 2 อย่างคือ
1. ถ้าพิจารณาความรับผิดในผลโดยทั่วไปจะถือหลักทฤษฎีเงื่อนไขเป็นผลโดยตรง
ทฤษฎีเงื่อนไข เป็นทฤษฎีที่ถือหลักว่า ถ้าไม่มีการกระทำผลก็จะไม่เกิด แสดงว่าผลเกิดขึ้นจากการกระทำ แม้จะมีเหตุผลอื่นทำให้เกิดเหตุผลนั้นด้วย แต่ถ้าไม่มีการกระทำอันนี้ ผลมันก็จะไม่เกิด ผู้กระทำต้องรับผิดชอบในผลนั้น จะเห็นได้ว่าทฤษฎีเงื่อนไข เป็นทฤษฎีที่ค่อนข้างจะเป็นธรรมชาติ เป็นทฤษฎีตามธรรมชาติ เพียงแต่ว่า เป็นการให้น้ำหนักกับเหตุหลายๆเหตุ ให้มีน้ำหนักเท่ากัน คือถือว่า เหตุทุกเหตุ มีน้ำหนักเท่ากัน สามารถทำให้เกิดผลได้ทั้งสิ้นเพียงแต่ต้องดูว่า ถ้าไม่มีเหตุนี้ผลจะเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้าคำตอบคือผลไม่เกิด แสดงว่าเหตุนี้เป็นเหตุที่ทำให้ผลเกิดขึ้น
2. ถ้าพิจารณาถึงผลของการกระทำใดที่ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นจะถือเอาตามทฤษฎีที่เหมาะสมคือเป็นผลธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ว่ามีความเหมาะสมเพียงใดในการที่ผลนั้นจะเกิดขึ้นจากการกระทำอันนั้นเช่นการกระทำนั้นมีกฎหมายบัญญัติว่า ถ้ามีผลอันใดเกิดขึ้น ผู้กระทำจะต้องรับโทษหนักขึ้นจากผลอันนั้น จึงนำมาตรา 63 มาวินิจฉัย
ทฤษฎีเหตุที่เหมาะสม หรือทฤษฎีผลธรรมดา ทฤษฎีนี้ไม่ถือว่า เหตุทุกเหตุมีผลเท่ากัน ถือว่า เหตุทุกเหตุไม่ได้มีน้ำหนักเท่ากัน จะมีบางเหตุผลเท่านั้น ที่จะมีน้ำหนัก มีความเหมาะสมเพียงพอที่จะทำให้ผลอันนั้นมันเกิดขึ้น ดังนั้น การวินิจฉัยจะดูว่า เหตุอันนี้กับผลที่เกิดขึ้น มีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ หรือเหตุที่เกิดขึ้นแล้วทำให้เกิดผลขึ้นมานั้น เป็นเรื่องปกติธรรมดาหรือไม่ที่จะทำให้เกิดผลอย่างนี้ขึ้นมานี้ก็คือหลักทฤษฎีเหตุที่เหมาะสม
ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลระบบ Commonlaw
ในระบบกฎหมายความมอนลอว์ ถือเอาความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลมีความสำคัญต่อการนำเอามาเป็นหลักในการวินิจฉัยเรื่องความรับผิด เพราะการกระทำเพียงอย่างเดียวนั้นไม่อาจทำให้คนต้องรับผิด จะต้องมีจิตใจของเรากระทำความผิดด้วย และเข้ามาผสมผสานกันพอดี ต้องมาประจวบเหมาะกัน จึงจะทำให้เกิดผล คือความเสียหายหรือผลร้ายขึ้นมา และในระหว่างการกระทำที่ประกอบด้วยจิตใจกับผลของการกระทำนั้นจะต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำ ต้องมีความเชื่อมต่อกันมีความสัมพันธ์ระหว่างกันทั้ง 2 ส่วน ไม่เช่นนั้นบุคลก็ไม่ต้องรับผิดชอบในการกระทำความผิด เมื่อมีการกระทำและมีผลเกิดขึ้น บุคคลจะต้องรับผิดในผลนั้นเพียงใดหรือไม่จะต้องพิจารณาจากส่วนต่างๆ ประกอบกันได้แก่
ก. การกระทำ โดยเจตนา โดยไม่เจตนา โดยประมาท โดยประมาทอย่างจงใจ
ข. ผลที่เกิดขึ้น ตามธรรมชาติ จากผู้กระทำ ผู้กระทำจะต้องรับผิด
และไม่ว่าเป็นการกระทำโดยสภาพในจิตใจของผู้กระทำจะเป็นอย่างไรผลที่จะวินิจฉัยถึงการกระทำตามที่มีสภาพจิตใจอย่างนั้น ผู้กระทำจะต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้นคือ
1. ผลที่เกิดขึ้นโดยปกติธรรมดาเรียกว่า ผลเกิดขึ้นตรงตามเจตนาของผู้กระทำ เป็นผลประเภทเดียวกับเจตนา
2. ผลที่ผู้กระทำไม่ได้มีเจตนาโดยตรงต่อผลอันนั้น แต่ว่าเป็นผลที่อาจเกิดขึ้นได้จากการกระทำอันนั้น และเป็นผลคนละประเภทกับที่ผู้กระทำเจตนา เป็นผลที่อาจเกิดขึ้นได้แต่ผู้กระทำไม่ได้เจตนาตั้งแต่ต้นซึ่งผู้กระทำจะต้องรับผิดในผลตรงนั้นหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลในระบบคอมมอนลอว์ถือว่าเหตุทั้งหลายที่ทำให้เกิดผลอันใดอันหนึ่งขึ้น เหตุเหล่านั้นก็เป็นเหตุที่ทำให้เกิดผลทั้งสิ้นตามทฤษฎีเงื่อนไข โดยพิจารณาว่าเหตุที่จะต้องรับผิดในผลกระทำอันนั้น ก็ต้องเป็นเหตุที่ใกล้ชิดกับผล และต้องจำกัดให้อยู่ในขอบเขตความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเรียกว่า Proximate cause
หลัก Proximate cause ในการประกอบการวินิจฉัย ได้แก่
1. เป็นเหตุผลมีความสำคัญ มีน้ำหนักที่ทำให้เกิดผล
2. เป็นเหตุอันเดียวที่ทำให้เกิดผลนั้น
3. ในการทำให้เกิดผลอันใดอันหนึ่งขึ้น ถ้ามีเหตุอยู่หลายเหตุและหลายๆ เหตุนั้น เป็นตัวทำให้เกิดผลทั้งสิ้น ในกรณีเช่นนี้เหตุที่มีส่วนทำให้เกิดผลบั้นปลายขึ้นมาก็ต้องรับผิดในผลนั้น
4. เป็นผลโดยตรงหรือไม่ มีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ไม่มีเหตุอื่นมาแทรกแซงเป็นเหตุโดยตรง
5. เหตุแทรกแซง
6. ผู้กระทำคาดเห็นได้หรือไม่พิจารณาได้จากเหตุแทรกแซง
7. การกระทำโดยงดเว้นการไม่กระทำมีผลเกิดขึ้นจาการงดเว้นนั้น
ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลระบบเยอรมัน
เยอรมันจะนำทฤษฎีเงื่อนไขกับทฤษฎีที่เหมาะสม มาใช้เช่นเดี่ยวกับกฎหมายไทยจึงให้นำความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลของกฎหมายไทยมาอนุโลม
2.แนวคิด
· ความเป็นธรรมหรือความยุติธรรม
ความเป็นธรรมหรือความยุติธรรม ( Equity or Justice) ท่านวิชา มหาคุณกล่าวถึง “ในการตัดสินความของผู้พิพากษา ผู้พิพากษาจะตัดสินไปตามตัวบทกฎหมายแต่ถ่ายเดียว โดยไม่เหลียวดูความเป็นจริงของสังคม และไม่อาศัยหลักความเป็นธรรมตามธรรมชาติเสียเลยนั้น ย่อมเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เพราะเท่ากับผู้พิพากษาทำงานประหนึ่งเครื่องจักร หรือเครื่องสมองกล ขาดความลึกซึ่ง ความละเอียดอ่อน และวิจารณอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ผู้มีเหตุผล”
· หลักนิติธรรม (The Rule of Law):
ทฤษฎีหลักนิติธรรมที่ขึ้นมาชื่อมากคือทฤษฎีของศาสตราจารย์ เอฟ เอ ไฮเยค (F.A. Hayek)[1] ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ และนักกฎหมาย เขาสำเร็จปริญญาเอกทางรัฐศาสตร์เศรษฐศาสตร์ และกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเวียนนาในประเทศ ออสเตรเลีย และเคยเป็นศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยลอนดอน และ ชิคาโก ในบั้นปลายชีวิตกลับมาเป็นศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยฟรีบวร์ก (Freibourg) ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ทฤษฎีของไฮเยค ที่จะนำมากล่าวดัง ต่อไปนี้ สรุปมาจากบทที่ 6 (การผัง และหลักนิติธรรม) ของหนังสือ The Road to Serfdom (1994) และจากรายละเอียดบางตอนของหนังสือ The Constitution of Liberty (1960) ซึ่งเป็นหนังสือที่ทำชื่อเสียงให้ไฮเยคเป็นอันมาก
ไฮเยคได้อธิบายว่า "ดุลพินิจ" นั้นมีสองลักษณะด้วยกัน
1 อำนาจในการวินิจฉัยของฝ่ายตุลาการหรือฝ่ายบริหาร ที่องค์กรนิติบัญญัติกำหนดให้ใช้ภายใต้มาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้
2 อำนาจในการวินิจฉัยของฝ่ายตุลาการหรือฝ่ายบริหารที่ใช้โดยเสรี โดยไม่มีมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดขอบเขตไว้
ไฮเยคกล่าวว่า ดุลพินิจทั้งสองลักษณะนี้ ย่อมขัดต่อหลักนิติธรรม ซึ่งเขาให้ คำจำกัดความไว้ดังนี้
"หลักธรรม หมายความว่า รัฐบาลจะปฏิบัติรัฐกิจ ต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติ แห่งกฎหมายที่กำหนด และประกาศไว้ล่วงหน้า บทบัญญัติดังกล่าวต้องเขียนไว้ชัดเจน (Centainty) ซึ่งจะทำให้สามารถคาดหมายได้อย่างแน่ชัดว่าเจ้าหน้าที่จะใช้อำนาจในสถานการณ์ใด เพื่อเอกชนจะได้วางแผนธุรกิจของเขาโดยใช้ความแน่นอนเป็นพื้นฐาน"[2]
ไฮเยคเชื่อว่า เอกชนควรมีเสรีภาพในการประกอบธุรกิจ และฝ่ายบริหารควรมีอำนาจควบคุมธุรกิจเอกชนได้ในน้อยกรณีที่สุด เขากล่าวว่า
"แนวความคิดว่าด้วยเสรีภาพภายใต้กฎหมายมีดังนี้ คือ เมื่อเราอยู่ใต้บังคับกฎหมายเราไม่ต้องตกอยู่ใต้อำนาจหรือเจตนารมณ์ของผู้ใด ดังเหตุนี้เราจึงมีเสรีภาพ เต็มที่ เราจะพูดได้อย่างเต็มปากว่ากฎหมายปกครองเราก็ต่อเมื่อผู้บัญญัติกฎหมายมิได้ระบุให้มีการใช้กฎหมายเฉพาะกรณี (Particular case) และผู้พิพากษาไม่มีทางเลือกที่จะใช้กฎหมายเฉพาะกรณีได้ กฎหมายที่ดีย่อมไม่ระบุกรณี และย่อมไม่ใช้กับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดโดยเฉพาะ"
"เงื่อนไขที่ว่า กฎหมายที่ดีต้องใช้บังคับทั่วไป ไม่ได้หมายความว่า จะใช้กับเฉพาะกรณี หรือเฉพาะบุคคลไม่ได้เลย ในบางกรณีกฎหมายอาจใช้เฉพาะเรื่องได้ แต่กฎหมายเช่นนั้นจะต้องไม่บังคับให้บุคคลหนึ่งตกอยู่ใต้เจตนารมณ์ของบุคคลอื่นๆ
ไฮเยคจึงคัดค้านการที่รัฐเข้าแทรกแซงในธุรกิจการค้าของเอกชน เขากล่าวว่า
"รัฐบัญญัติที่ขัดต่อหลักนิติธรรมนั้น คือรัฐบัญญัติที่นำเอานโยบายบางประการของรัฐบาลมาอนุวัติการ นโยบายนั้นเป็นนโยบายที่ไม่อาจอนุวัติได้โดยการบทบัญญัติต่างๆ ที่เขียนไว้อย่างชัดเจนและใช้บังคับกับบุคคลทั่วไป แต่ต้องอนุวัติการโดยการตราเป็นกฎหมายที่ได้ดุลพินิจพนักงานเจ้าหน้าที่วินิจฉัยเป็นรายกรณีไป นโยบายดังกล่าวนี้มีตัวอย่างเช่น นโยบายการควบคุมการขายสินค้า และบริหาร และนโยบายควบคุมราคาสินค้าปริมาณการขายสินค้า และเงื่อนไขในสัญญาซื้อขาย
มีเหตุผลหลายประการที่อาจจะนำมาอธิบายว่าทำไมการที่รัฐบาลเข้าควบคุมราคาสินค้าโดยตรงจะขัดต่อระบบเสรีนิยม เหตุผลประการแรกคือ เป็นไปไม่ได้ที่จะกำหนดราคาสินค้าโดยใช้บทบัญญัติเดิมที่กำหนดไว้ตายตัวตลอดเวลา เหตุผลประการที่สองคือ การกำหนดราคาสินค้าให้ต่างกับราคาตลาด ทำให้ความต้องการ และการสนองตอบ ไม่เท่ากัน ดังนั้น ถ้าจะให้การควบคุมราคาสินค้า (Price Control) มีประสิทธิภาพแล้ว ต้องการให้ดุลพินิจแก่คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเฉพาะกาลวินิจฉัยเป็นรายกรณีไป เพราะราคาสินค้าอาจแตกต่างกันตามกาลเวลา"
หลักนิติธรรมของ ไฮเยค นี้เหมาะที่จะใช้ในระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม (Economic Liberalism) และสังคมที่นโยบายของรัฐตั้งอยู่บนพื้นฐานของลัทธิปัจเจกชนนิยม ไฮเยคจึงถือเอาความแน่ชัดของภาษากฎหมาย และการประกาศใช้กฎหมายเป็นเครื่องประกันให้เกิดการแยกอำนาจของฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายนิติบัญญัติ โดยมิให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจดุลพินิจได้เลย ทั้งนี้ประสงค์ที่จะป้องกันการบิดเบือนการใช้อำนาจและคุ้มครองเสรีภาพในการประกอบธุรกิจของเอกชนนั่นเอง เพื่อเป็นการให้สิ่งจูงใจแก่ เอกชนในการลงทุน และให้หลักประกัน และความมั่นคงสำหรับพาณิชยกรรม
· ความสำคัญของบทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นดุลพินิจ
(The significance of discretionary power in modern commerce): นักนิติศาสตร์ในปัจจุบันยังให้ความสำคัญแก่แบบฟอร์มกฎหมายที่บัญญัติตาม "หลักนิติธรรม" ซึ่งเน้นที่แบบวิธี และแบบฟอร์มในการตราพระราชบัญญัติ และการเขียนตัวบทกฎหมายกำหนดสิทธิ และหน้าที่อย่างเคร่งครัด โดยไม่มีนโยบายที่จะให้ดุลพินิจแก่ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายตุลาการซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติตามตัวบทกฎหมายที่ตราขึ้นโดยผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตย เท่านั้น "หลักนิติธรรม" นั้น มีวัตถุประสงค์ ที่จะให้หลักประกันในเรื่องสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน ในทางกฎหมายอาญา กระบวนวิธีพิจารณาความอาญา หรือ การบริหารยุติธรรม นั้น หลักนิติธรรมตามแบบของนิติรัฐเป็นที่เชื่อถือกันมาก และ หลักกฎหมายอาญาที่ว่า "ถ้าไม่มีบทบัญญัติกำหนดความผิดไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจนย่อมไม่เป็นโทษทางอาญา" (Nullum crimen, Nulla Poena Sine Lege) ก็เป็นหลักกฎหมายที่ยอมรับนับถือในปัจจุบันว่าได้ให้หลักประกันในเรื่องสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้น การให้ดุลพินิจแก่ศาลในการวินิจฉัยความผิดทางอาญา หรือให้อำนาจอัยการชะลอการฟ้องจึงเกิดปัญหาว่าจะขัดหลักนิติธรรม และจะหาข้ออ้างเพื่อยกเว้นหลักนิติธรรมนี้ย่อมจะทำได้ยาก[3] แต่เมื่อเราประเมินหลักนิติธรรมในแง่ของการพาณิชยกรรม และการค้าในสมัยปัจจุบันแล้วจะเห็นว่าหลักนิติธรรมนี้มี ถ้าปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้เอกชนใช้เสรีภาพในการประกอบธุรกิจโดยไม่มีการควบคุม ก็จะทำให้มีการเอารัดเอาเปรียบกับในทางการค้าเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ เพราะ "หลักนิติธรรม" มุ่งคุ้มครอง "สิทธิและเสรีภาพ" ซึ่งหมายความรวมถึงเสรีภาพในการทำสัญญากรรมสิทธิ ธุรกิจเอกชน และความมั่นคงในทางพาณิชยกรรมมากเกินไป กฎหมายที่เขียนตามหลักนิติธรรมนั้นต้องเขียนชัดเจน เพื่อให้เอกชนทราบล่วงหน้าว่า สิ่งใดทำได้บ้าง และสิ่งใดทำไม่ได้ จะมาเขียนให้อำนาจฝ่ายบริหารอย่างกว้างๆ เพื่อ ควบคุมธุรกิจการค้าย่อมทำได้ เพราะเอกชนคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารจะใช้อำนาจในสถานในทำให้เอกชนขาดสิ่งจูงใจในการลงทุน การเขียนกฎหมายควบคุมธุรกิจเอกชนนั้นจะเขียนเป็นรายละเอียดชัดเจนก็ย่อมทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะโดยธรรมชาติเนื้อหาสาระมีมาก[4] จึงต้องเขียนในรูปของการให้ดุลพินิจแก่ ฝ่ายบริหาร แต่เมื่อเขียนในรูปของดุลพินิจหรือการมอบอำนาจต่อก็เกิดอุปสรรคว่าไป ขัดต่อหลัก "ความแน่ชัด" (Certainty) ของกฎหมายตามหลักนิติธรรม ในขณะเดียวกันรัฐมีความจำเป็นที่จะต้องควบคุมธุรกิจเอกชน จึงจำเป็นต้องค้นหาทฤษฎีที่จะมาสนับสนุนการที่จะมอบอำนาจต่อให้ฝ่ายบริหารกำหนดรัฐวินัยต่างๆ ซึ่งเป็นการ แทรกแซงในธุรกิจเอกชนตามสมควรแก่การค้าที่เป็นธรรม แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องหาวิธีลดหย่อนความเข้มงวดของหลักนิติธรรมลงบ้าง ผู้ร่างกฎหมายก็ต้องหาวิธีที่จะไม่ให้การมอบอำนาจต่อเกิดความขัดแย้งระหว่างกฤษฎีเก่ามากจนทำให้รัฐกับธุรกิจเอกชนเกิดไม่เข้าใจกัน ซึ่งจะทำให้การบริหารประเทศมีอุปสรรคในทางปฏิบัติ
· Cardinal virtue คุณธรรมหลัก : คุณธรรมขั้นปฐมภูมิ ซึ่งเป็นแม่บทของคุณธรรมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นภายหลักหรือที่สำคัญน้อยกว่า เช่นในปรัชญากรีก ได้แก่ คุณธรรม 4 ประการ คือ ปัญญา (wisdom) ความกล้าหาญ (courage) ความรู้สึกประมาณ (temperance) และความยุติธรรม (justice) ศาสนาคริสต์เพิ่มเข้ามาอีก 3 ปะการ คือ ศรัทธา (faith) ความหวัง (hope) และความรัก (love) [5]
· มีคำกล่าวในพระพุทธศาสนา “พุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่อาศัยสติปัญญา: หรืออาศัยวิชาความรู้ที่ถูกต้องเพื่อทำลายความทุกข์และต้นเหตุความทุกข์เหล่านั้น”[6]
· หลักความเป็นธรรมในวิชาชีพ
ความเป็นธรรมในวิชาชีพคือความเป็นธรรมสำหรับผู้เชียวชาญในอาชีพต่าง ๆ ซึ่งมีเกณฑ์ความเป็นธรรมร่วมดังนี้
หลักแห่งความเชื่อถือได้
หลักแห่งความรับผิดชอบ
หลักแห่งจรรยาบรรณ
หลักแห่งผลตอบแทนที่เหมาะสม
เป็นอาทิ
จรรยาบรรณวิชาชีพ จรรยาบรรณนักกฎหมาย มีความเที่ยงธรรมและสามารถพิสูจน์ความเที่ยงธรรมได้ชัดแจ้ง เป็นอาทิ[7]
กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ (Divine Law) ตามคำสอนของเซนต์โทมัส นอกจากกฎหมายธรรมชาติแล้วยังมีกฎหมายอีกประการเภทหนึ่งคือ กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ กฎหมายศักดิ์สิทธิ์นี้คือกฎเกณฑ์ที่มนุษย์ได้รับรู้จากการดลบันดาลเปิดเผยให้รู้ โดยพระผู้เป็นเจา เช่นที่ปรากฏในรูปของพระบัญญัติ 10 ประการ ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลและปรากฏในคำมั่น ที่ศาสนาจักรประกาศว่าเป็นผลจากการดลบันดาลของพระผู้เป็นเจ้า กฎเกณฑ์ส่วนนี้เป็นกฎเกณฑ์ที่มนุษย์ปกติจะไม่อาจเข้าใจได้ด้วยเหตุผลเมื่อเป็นสิ่งที่มนุษย์เข้าไม่ถึงเหตุผลของตน พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงเปิดเผยให้รู้ด้วยคัมภีร์และคำสอนทางศาสนาจักร เป็นกฎเกณฑ์ที่เสริมให้มนุษย์ได้จากกฎหมายธรรมชาติ กฎเกณฑ์เหล่านี้มักเป็นกฎเกณฑ์ทางความเชื่อทางศาสนจักร เป็นกฎเกณฑ์ที่เสริมให้มนุษย์ประพฤติดีประพฤติชอบได้บริบูรณ์ยิ่งขึ้น นอกเหนือจากกฎเกณฑ์ทีมนุษย์รู้ได้จากกฎหมายธรรมชาติ กฎเกณฑ์นี้มีเป็นกฎเกณฑ์ทางความเชื่อทางศาสนาหรือศีลธรรมที่ชี้ขาดหรืออธิบายกันด้วยเหตุผลไม่ได้[8]
3.ทฤษฎี
2.1. ทฤษฎี การลงโทษ แบ่งเป็น 5 ประเภท คือ
(1). ทฤษฎีการลงโทษเพื่อแก้แค้นทดแทน (Retribution) เป็นวัตถุประสงค์เก่าแก่ที่สุดและปัจจุบัน (ในทางทฤษฎี) ย่อมรับกันน้อยที่สุด การลงโทษตามทฤษฎีนี้ถือว่าคนที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนเสียหายสมควรได้รับผลร้ายจากการกระทำเพื่อความเหมาะสมและยุติธรรม การลงโทษมุ่งที่ตัวผู้กระทำความผิดที่ควรได้รับโทษโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ในการลงโทษเป็นการมองย้อนอดีตมากกว่ามองไปในอนาคต
(2). ทฤษฎีการลงโทษเพื่อป้องกันปรามหรือยับยั้งข่มขู่ (Deterrence) มีการลงโทษผู้กระทำความผิดโดยวิธีการรุนแรงเพื่อเป็นการข่มขู่ผู้กระผิดให้ยับยั้งในการกระทำผิดอีก และปรามผู้อื่นไม่ให้กระทำผิดเช่นนั้น
(3). ทฤษฎีการลงโทษเพื่อป้องกัน (Prevention) มุ่งป้องกันผู้กระทำผิดไม่ให้หวนกลับไปกระทำอีกมากกว่าจะป้องกันผู้อื่น โดยการให้รับโทษที่ทำ ให้ผู้กระทำผิดไม่ต้องการที่จะถูกลงโทษเช่นนั้นอีก
(4). ทฤษฎีการลงโทษเพื่อตัดโอกาส (Restraint) เป็นการตัดโอกาสไม่ให้กระทำความผิดนั้นอีกโดยเอาไปรับโทษจำคุกหรือประหารชีวิต
(5).ทฤษฎีการลงโทษเพื่อแก้ไขดัดนิสัย (Rehabilitation) หรือเพื่อไขฟื้นฟู (Correction or Reformation) เป็นการลงโทษโดยมีการฝึกอบรมให้กลับตนเป็นคนดีกลีบสู่สังคมได้ จะไม่หวนกลับไปกระทำความผิดอีก
บทที่ 3
กฎหมาย
1.กฎหมาย
1.1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐
มาตรา ๓๙ บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้
ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิดก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้
มาตรา ๔๐ บุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ดังต่อไปนี้
(๑) สิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง
(๒) สิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันขั้นพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับทราบข้อเท็จจริงและตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้ง และพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะ และการได้รับทราบเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำพิพากษา หรือคำสั่ง
(๓) บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะให้คดีของตนได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม
(๔) ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา โจทก์ จำเลย คู่กรณี ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพยานในคดีมีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งสิทธิในการได้รับการสอบสวนอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และการไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง
(๕) ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลย และพยานในคดีอาญา มีสิทธิได้รับความคุ้มครอง และความช่วยเหลือที่จำเป็นและเหมาะสมจากรัฐ ส่วนค่าตอบแทน ค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
(๖) เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการหรือทุพพลภาพ ย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอย่างเหมาะสม และย่อมมีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในคดีที่เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ
(๗) ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้องรวดเร็ว และเป็นธรรม โอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ การตรวจสอบหรือได้รับทราบพยานหลักฐานตามสมควร การได้รับความช่วยเหลือในทางคดีจากทนายความ และการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว
(๘) ในคดีแพ่ง บุคคลมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างเหมาะสมจากรัฐ
1.2.ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๒๗๖ ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้หญิงเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีจนถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบทถึงสี่หมื่นบาท
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิดหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต
บทที่ 4
บทวิเคราะห์
เดิมประเทศไทยปกครองในระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์และใน ปี 2475 ได้เปลี่ยนการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ในระบบรัฐสภาโดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในการปกครองประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมายกฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้
ปัจจุบันนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 เป็นฉบับที่ 18 ซึ่งในรัฐธรรมนูญสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีสาระสำคัญที่มุ่งจะแก้ไขปัญหาทางการเมือง กล่าวคือ คุ้มครองส่งเสริมและการขยายสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ลดการผูกขาดอำนาจรัฐและขจัดการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้การเมืองมีความโปร่งใส มีคุณธรรมและจริยธรรม และการทำให้ระบบตรวจสอบมีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ การคุ้มครอง ส่งเสริม และการขยายสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่ รัฐธรรมนูญจะต้องไม่ใช่รัฐธรรมนูญของคนเพียงหยิบมือเดียวคือนักการเมืองเท่านั้น แต่รัฐธรรมนูญต้องเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน รัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีพื้นที่ รัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้ โดยดำเนินการเพิ่มประเภทสิทธิและเสรีภาพให้มากขึ้นกว่าเดิม ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะเพิ่มสิทธิในกระบวนการยุติธรรม โดยการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว ทั่วถึง และเสียค่าใช้จ่ายตามควร โดยเด็ก เยาวชน สตรี คนพิการและทุพพลภาพได้รับการคุ้มครองในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอย่างเหมาะสม (มาตรา 40) และที่สำคัญคือประชาชนมีสิทธิฟ้องศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเองได้เป็นครั้งแรก (มาตรา 208) ศึกษาเรื่องสตรีมีสิทธิได้รับความคุ้มครองในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอย่าเหมาะสม และย่อมมีสิทธิได้รับการปฎิบัติที่เหมาะสมในคดีเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ
1. กระบวนการยุติธรรม
กระบวนการยุติธรรม (Justice Administration) หมายความถึง วิธีดำเนินการให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและให้ความเป็นธรรมในทางกฎหมายแก่บุคคล โดยบุคลากรและองค์กร หรือสถาบันต่าง ๆ ซึ่งมีหน้าที่บริหารงานยุติธรรม ได้แก่ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ทนายความ ศาล กระทรวงยุติธรรม และกรมราชทัณฑ์ ซึ่งมีหน้าที่ดังต่อไปนี้
v พนักงานสอบสวน คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำหน้าที่จับกุมผู้ต้องหาค้นหาหลักฐาน สอบสวน และสรุปสำนวนว่าจะสั่งฟ้องผู้ต้องหา
v ทนายความ คือตัวแทนที่ฝ่ายโจทก์ (ผู้ได้รับความเสียหาย) และ จำเลย (ผู้ต้องหา) ตั้งขึ้นมาเป็นตัวแทนในการว่าความหรือแก้ต่างในเรื่องต่างๆ เพื่อให้ศาลนำไปพิจารณาตัดสิน
v อัยการ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทนายแผ่นดิน มีหน้าที่ในการตัดสินว่าจะสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลหรือไม่หลังจากที่ได้รับสรุปสำนวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว
v ราชทัณฑ์ มีหน้าที่คุมตัวผู้ต้องหาหลังจากที่ตัดสินจำคุกแล้ว เรียกง่ายๆ ก็คือ ผู้คุม จะคอยดูแลการเยี่ยมนักโทษ ดูแลความเป็นอยู่ของนักโทษในห้องขัง ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
v ศาล คือผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินคดีความ ต่าง ๆ ตามกฎหมาย
2. สิทธิสตรี
สิทธิ หมายถึงอำนาจหรือประโยชน์ที่กฎหมายให้ความคุ้มครองให้ เช่น หากเรามีสิทธิในการซื้อสินค้าจากตลาดเมื่อชำระเงินให้แม่ค้า หากได้ชำระเงินแล้ว ผู้ใดจะบังคับมิให้เราซื้อได้ไม่ หากบังคับ กฎหมายย่อมคุ้มครอง การได้รับสิทธิตามกฎหมายนั้นย่อมไม่ก่อให้เกิดความอยุติธรรมกับผู้มีส่วนได้เสียนั้นๆ
ในทางนิติศาสตร์และกฎหมาย, สิทธิ หมายถึง สิทธิตามกฎหมายหรือศีลธรรม ที่จะทำหรือไม่ทำบางอย่าง หรือที่จะได้รับหรือไม่ได้รับบางอย่างในสังคมอารยะ (civil society) สิทธิทำหน้าที่เหมือนกฎในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
สิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การซ้อมผู้ต้องหาเพื่อให้รับสารภาพ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกายของผู้ต้องหา ซึ่งการจับกุมคุมขัง จะกระทำด้วยการทรมานทารุณกรรม และบังคับขู่เข็ญเพื่อให้รับสารภาพมิได้
3. สิทธิสตรีในกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ
เนื่องจากความรุนแรง ที่เกิดจากการทำร้ายซึ่งกันและกันในที่นี้จะศึกษากรณีที่สตรีถูกใช้ความรุ่นแรงจากครอบครัวได้แก่ การที่สามีทำร้ายภรรยา หรือผู้ที่มีความอ่อนแอทางสรีระ หรือเป็นผู้ที่ต้องพึ่งพาทางเศรษฐกิจสังคม หรือในทางกลับกัน มีเพียงส่วนน้อยที่ภรรยาทำร้ายสามี นั้น เป็น ปัญหาสังคม" ที่มีจำนวนความถี่และทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในยุคสมัยปัจจุบัน
จากอดีตที่ผ่านมา ได้ใช้วิธีการจัดการกับปัญหาความรุนแรง อันเกิดจากสามีทำร้ายภรรยาหลายลักษณะหลากวิธีการ เช่น การปล่อยให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นเพียง เรื่องภายในครอบครัวที่จะต้องจัดการแก้ปัญหากันเอง ไม่ใช่เรื่องของคนนอกครอบครัวจะเข้าไปเกี่ยวข้อง เป็นสาเหตุให้ ฝ่ายที่อ่อนแอกว่าจะต้องยอมรับอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันของฝ่ายที่ก้าวร้าวและแข็งแรงกว่าเสมอมา และส่วนมากฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายที่ต้องยอมรับสภาพการตกเป็นเบี้ยล่างและสั่งสมความรู้สึกหวาดกลัว เจ็บแค้น รวมทั้งเก็บกดความโกรธเคืองดังกล่าวไว้ตลอดเวลา รอการระเบิดทางอารมณ์ตอบโต้ หรือระบายต่อบุตรหลาน หรือสร้างบุคลิกภาพ สร้างตัวตนแห่งตนเองในภาพลักษณ์ใหม่ที่ชินชา หยาบกระด้างแตกต่างไปจากเดิม
ในปัจจุบันนี้ จากกฎหมาย ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องราวเกี่ยวกับความรุนแรงรูปแบบต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวมากขึ้น ดังปรากฏตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 53 ซึ่งกำหนดว่า
"เด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัวมีสิทธิได้รับความคุ้มครองโดยรัฐจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม" การที่รัฐและสังคมไทยร่วมสมัย ได้แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนด้วยการกำหนดไว้ในกฎหมายสูงสุดอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ที่จะไม่ปล่อยเรื่องราวเกี่ยวกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวลักษณะใดๆก็ตามให้เป็นเพียง "เรื่องกระทบกระทั่งกันภายในครอบครัว" แต่ยื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยทางหนึ่ง หรือเมื่อผู้หญิงไม่สามารถอดทนต่อสภาพความรุนแรงดังกล่าว และได้ออกมาร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐและสังคม รัฐและสังคมจึงได้ช่องแทรกตัวเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยอีกทางหนึ่งนั้น
ต่อมากฎหมายได้มีพัฒนาการเพิ่มเรื่องความคุ้มครองสตรีในเรื่องเกี่ยวกับความรุ่นแรงแรงทางเพศมากขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 40 (6) ซึ่งกำหนดว่า
“บุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ดังต่อไปนี้
เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการหรือทุพพลภาพ ย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอย่างเหมาะสม และย่อมมีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในคดีที่เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ ”
ปรากฏว่า นับจาก รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้เป็นต้นมา ก็ยังได้มีการพัฒนามาตรการที่มีรูปแบบเฉพาะใดๆมารองรับการดำเนินการแก่คดีความรุนแรงในทางเพศ ที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม เยียวยา มิได้ปล่อยให้คดีความเหล่านั้นดำเนินการไปตามครรลองปกติโดยวิธีการของ กระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก ในการจัดการกับปัญหาความรุนแรง เช่นเดียวกับการทำร้ายร่างกายโดยทั่วไป สตรีที่ตกเป็นเหยื่อดำเนินคดีผ่านทางกระบวนการของตำรวจ อัยการ ศาล และราชทัณฑ์ตามลำดับ รวมทั้งกฎหมายบางมาตราที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงการเลือกปฏิบัติ แสดงถึงความเท่าเทียมกันทางเพศที่ได้รับการแก้ไข เช่น ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 กำหนดว่า
"ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้หญิงเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท"
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการที่ "ผู้ชายข่มขืนภรรยาของตน" แม้ว่าจะกระทำโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ก็ตามนั้นเป็นการกระทำที่กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้เป็นความผิดฐานข่มขืนแต่อย่างใด เป็นปัญหาเกี่ยวกับความรุนแรงอันเกิดจากสามีทำร้ายภรรยานี้ เป็นปัญหาที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะแตกต่างไปจากปัญหาการทำร้ายอื่น ๆ
ด้วยเหตุนี้ กฎหมายรัฐธรรมนูญจึงได้มีการแก้ไขเยียวยารวมทั้งการแก้กฎหมายที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ จึงเป็นสิ่งจำเป็น อันควรค่าแก่การพิจารณาเพื่อยังให้เกิดการป้องกัน การสร้างเสริมปรับปรุง
Merton นักสังคมวิทยาที่มีชื่อเสียง (อ้างถึงใน Joseph Julian & William Kornblum, 1983, p.82) กล่าวไว้ในทฤษฎีอะโนมี (Merton's Theory of Anomie) ของเขาว่า
"ที่ใดที่มีการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างคนต่างเพศ ที่มีการให้ค่าแก่เพศทั้งสองแตกต่างกัน และการบรรลุถึงบทบาททางเพศดังกล่าวถูกยับยั้งหรือประสบอุปสรรค ที่นั่นก็จะมีอัตราการเกิดความรุนแรงทางเพศสูง กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ถ้าสังคมใดส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศกันมากขึ้นเท่าใด อัตราการเกิดความรุนแรงทางเพศในสังคมนั้นย่อมจะลดลงเท่านั้น"
เมื่อวิเคราะห์ถึง ว่า กรณีความรุนแรงเกี่ยวกับทางเพศ หมายถึง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับสตรีในภาพรวมทั้งในและนอกความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส ซึ่งกรณีความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับสตรีที่มิใช่คู่สมรส หรือผู้ที่มีความสัมพันธ์กันฉันสามีภรรยานั้น จะพบว่าความสัมพันธ์ระหว่าง "ผู้กระทำ" กับ "ผู้ถูกกระทำ" จะเปลี่ยนไปเป็น "ผู้กระทำผิด" กับ "เหยื่ออาชญากรรม" แทน คือมีการล่วงละเมิดทางเพศหรือทำร้ายร่างกายและชีวิตเกิดขึ้น ดังนั้น คำว่าความรุนแรงต่อผู้หญิง จึงมีนัยที่กว้างขวางมากโดยครอบคลุม ทั้งกรณีสามีทำร้ายภรรยา และกรณีที่ผู้ชายทำอันตรายแก่ชีวิตร่างกาย และล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงอื่นๆไว้ด้วยทั้งหมด
สำหรับคำว่า "ความรุนแรงในครอบครัว" (family violence) หมายถึงความรุนแรงที่มีลักษณะเฉพาะที่เกิดการทำร้ายร่างกาย การทำร้ายทางเพศและจิตใจแบบต่างๆ ระหว่างสมาชิกที่มีความสัมพันธ์ฉันครอบครัว สามี-ภรรยา
การทำร้ายภรรยา โดยสามีเป็นคำที่มีความรู้สึกของ อำนาจ การต่อสู้ ความเหลื่อมล้ำ และความแตกต่างทางเพศ
4.วิเคราะห์ตามโครงสร้างความรับผิด
ตามโครงสร้างความรับผิดในทางอาญาตามกฎหมายไทย ประกอบด้วย การกระทำครบองค์ประกอบความผิดและมีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด ความผิดนั้นไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิด ความผิดนั้นไม่มีกฎหมายยกเว้นโทษ กระทำครบองค์ประกอบความผิดและมีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด ประกอบด้วย การกระทำ(องค์ประกอบภายนอก) ได้แก่ การเคลื่อนไหวของร่างกายภายใต้จิตใจบังคับการ ส่วนการเคลื่อนไหวร่างกายที่มิใช่ภายในจิตใจบังคับไม่ถือว่าเป็นการกระทำ เช่น กล้ามเนื้อชักกระตุกเพราะเป็นล้มบ้าหมู คนละเมอ และการกระทำนั้นก่อให้เกิดความผิดในทางอาญา และอีกประการเรื่องการงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลตามมาตรา 59 วรรคท้าย ซึ่งเป็นผลให้เกิดความรับผิดในทางอาญา ก็ถือว่าเป็นการกระทำเช่นเดียวกัน คือ มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าการกระทำในกรณีใดเป็นความผิด ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยตรง เพียงแต่บัญญัติว่ามีการกระทำอย่างไร ก่อให้เกิดผลอย่างไร สำหรับเรื่องของสภาพจิตใจตามที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิด (องค์ประกอบภายใน) ได้แก่ เจตนาประสงค์ต่อผลและเจตนาเล็งเห็นผล จากนั้นจึงดูเรื่องของความผิดนั้นไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิด ความผิดนั้นไม่มีกฎหมายยกเว้นโทษ
จากกรณีตามปัญหาเรื่องสตรีนั้นย่อมได้รับความคุ้มครองในการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีอย่างเหมาะสม และย่อมมีสิทธิได้รับการปฎิบัติที่เหมาะสมในคดีเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ จากหลักกฎหมายอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา ส่วนที่ 9 ความผิดเกี่ยวกับเพศ มาตรา 276 กำหนดไว้ว่า “ ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้หญิงเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท”
ตามโครงสร้างความรับผิดในทางอาญาตามกฎหมาย กระทำครบองค์ประกอบความผิดและมีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด ประกอบด้วย ผู้ใด คือผู้กระทำความผิด ข่มขืนกะทำชำเราคือการกระทำความผิด ผู้อื่นคือผู้ถูกกระทำการ อันเป็นการกระที่ครบองค์ประกอบภายนอกการเคลื่อนไหวของร่างกายภายใต้จิตใจบังคับ โดยที่สามีกระทำกับภริยาย่อมเป็นการกระทำโดยเจตนา สภาพจิตใจตามที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ครบองค์ประกอบภายใน ได้แก่ เจตนาประสงค์ต่อผลและเจตนาเล็งเห็นผล ต่อมาจึงดูเรื่องของความผิดฐานข่มขืนภริยาตนไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิด ความผิดนั้นไม่มีกฎหมายยกเว้นโทษ ดังนั้นผู้ทีเป็นสามีจะต้องรับผิดในการข่มขืนภริยาตนเท่ากับการข่มขื่นกระทำชำเราผู้อื่นที่มิใช่ภริยาของตนเอง
ตามโครงสร้างความรับผิดทางอาญา ระบบ Common Law
กรณีตามปัญหาการที่สามีข่มขืนภริยานั้น เป็นการ กระทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือสิ่งที่กฎหมายห้าม และไม่มีเหตุที่มีอำนาจกระทำได้ จึงเป็น Actus Reus
และปกติผู้ซึ่งเป็นสามีภริยากันคงไม่จำเป็นต้องข่มขืนกระทำชำเรา แต่จะเป็นในลักษณะของการสมัครใคร่กันเสียมากกว่า ดังนั้น สภาวะของจิตใจของสามีที่เกี่ยวข้องกับการข่มขืนภริยาจึงเป็นการกระทำผิด เป็นองค์ประกอบภายในจิตใจของผู้กระทำซึ่งเป็นองค์ประกอบทาง อัตวิสัย [Subjective] อันได้แก่ เจตนา และรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด รวมทั้งรู้ว่าการกระทำเป็นความผิด รู้ว่าไม่มีอำนาจกระทำได้ จึงกล่าวได้ว่าเป็น Mens Rea
ตามโครงสร้างความรับผิดทางอาญา ระบบ Civil Law (เยอรมัน)
จะเห็นได้ว่าโครงสร้างความรับผิดของไทยนั้นจะคล้ายคลึงกับของ โครงสร้างความรับผิดของประเทศเยอรมัน เพราะประเทศไทยก็ใช้ระบบ Civil Law เช่นเดียวกันนั้นเอง องค์ประกอบ เป็นลักษณะทางรูปแบบของความผิดซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้ในความผิดแต่ละฐาน การที่สามีข่มขืนกระทำชำเราภริยา ย่อมครบองค์ประกอบภายนอก คือ สามีคือผู้ใด ข่มขืนคือการกระทำการ ภริยาคือผู้อื่น และองค์ประกอบภายในกล่าวคือการที่สามีข่มขืนภริยาย่อมเป็นการผิดวิสัยของสามีภริยา เมื่อเป็นการข่มขืนจึงเป็นการกระทำโดยเจตนา และการที่สามีข่มขืนภริยาเป็นส่วนประกอบทางเนื้อหาของความผิดซึ่งกฎหมายเห็นว่าไม่สมควรเกี่ยวกับการกระทำ ถ้าผู้กระทำมีเหตุตามกฎหมายที่ทำให้มีอำนาจกระทำได้ การกระทำนั้นย่อมไม่เป็นความผิด จึงเป็น ความผิด เป็นส่วนประกอบทางเนื้อหาของความผิดที่พิจารณาจากสามีที่กระทำว่าได้กระทำโดยรู้ผิดชอบ เป็นการกระทำที่สังคมควรตำหนิ และผู้กระทำรู้ว่าการข่มขืนภริยานั้นเป็นสิ่งที่สังคมตำหนิ ถ้ารู้และเลือกที่กระทำ ผู้กระทำสมควรถูกลงโทษเพราะมีความชั่ว ความรู้ผิดชอบเพราะวัยหรือสภาพจิต ความรู้ข้อผิดถูกทำให้น่าตำหนิ รวมทั้งการที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงการกระทำที่สังคมตำหนิได้ ผู้กระทำย่อมมีความชั่ว สมควรได้รับการลงโทษ จึงเป็นความชั่ว
บทที่ 4
บทสรุป
1.สรุป
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2550 ส่วนที่ 4 สิทธิในกระบวนการยุติธรรม มาตรา 40 (6) กำหนดไว้ว่า บุคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ดังต่อไปนี้ (6) เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือทุพพลภาพ ย่อมมีสิทธิได้รับความคุมครองในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอย่างเหมาะสม และย่อมมีสิทธิได้รับการปฎิบัติที่เหมาะสมในคดีที่เกี่ยวกับความรุ่นแรงทางเพศ
จากการวิเคราะห์การกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราภริยาตนเองตามนั้น โดยวิเคราะห์จากโครงสร้างความรับผิดตามกฎหมายไทย จึงเป็นการกระทำความผิดที่ผู้กระทำจำต้องรับโทษตามกฎหมาย เพราะมีการกระทำ และการกระทำนั้นครบองค์ประกอบ ทั้งองค์ประกอบภายนอกและประกอบภายใน และการกระทำนั้นไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิดจึงยังคงเป็นความผิด นอกจากนี้ความผิดดังกล่าวไม่มีกฎหมายยกเว้นโทษ
ตามโครงสร้างความรับผิดตามระบบกฎหมาย คอมมอนลอล์ การข่มขืนกระทำชำเราภริยาตนเองเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย หรือเป็นสิ่งที่กฎหมายได้บัญญัติห้ามเอาไว้และเป็นสิ่งที่ไม่มีอำนาจให้กระทำได้ รวมถึงสภาพจิตใจของสามีที่ข่มขืนภริยาของตนย่อมเป็นการกระทำที่จิตใจอันเลวร้าย เป็นสภาวะของจิตใจอันเลวร้ายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำเป็นองค์ประกอบภายในจิตใจของผู้กระทำซึ่งเป็นองค์ประกอบทางอัตวิสัย ได้แก่เจตนา และรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด รวมทั้งรู้ว่าการกระทำการข่มขืนภริยาตนเองเป็นความผิด รู้ว่าตนเองไม่มีอำนาจขืนใจใคร
ตามโครงสร้างความรับผิดตามระบบกฎหมาย ซีวิวลอล์ก็เป็นการกระทำความผิดเช่นเดียวกัน ผู้กระทำความผิดจำต้องรับโทษ เพราะลักษณะในทางรูปแบบของการข่มขื่นกระทำชำเราภริยาตนเองเป็นความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดเอาไว้ โดยกำหนดองค์ประกอบภายนอกกับองค์ประกอบภายใน และลักษณะทางเนื้อหาของการกระทำที่กฎหมายเห็นว่าเป็นสิงที่ไม่สมควร ผู้กระทำไม่มีเหตุที่จะกระทำได้ แต่ถ้าเป็นกรณีที่ผู้กระทำได้ แต่เป็นกรณีที่ผู้กระทำไม่มีอำนาจกระทำได้ การกระทำนั้นคงเป็นความผิด สุดท้ายส่วนประกอบทางด้านเนื้อหาของการข่มขืนกระทำชำเราภริยาของตนเอง ที่พิจารณาแล้วจากตัวของผู้เป็นสามีว้ากระทำการโดยรู้ผิดชอบในการที่กระทำ ว่าการกระทำนั้นเป็นสิ่งที่สังคมน่าตำหนิ เมื่อรู้และเลือกที่กระทำผู้กระทำสมควรถูกลงโทษ เพราะมีความชั่ว
ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นตามโครงสร้างความรับผิดตามระบบกฎหมายไทย ระบบกฎหมายคอมมอนลอล์ และระบบกฎหมายซีวิวลอล์ นั้นการข่มขืนกระทำชำเราภริยาตนเองนั้นเป็นการกระทำที่ผิดและสมควรถูกลงโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อให้อยู่ในสภาพบังคับตามที่กำหนดไว้
ในเรื่องของการลงโทษนั้นก็คงขึ้นอยู่กับระบบกฎหมายแต่ละระบบจะได้กำหนดบทลงโทษตามหลักทฤษฎีการลงโทษ
2.ข้อเสนอแนะ
จากการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราภริยาตนเองเป็นความผิดแล้ว ตามหลักกฎหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยนั้น ได้กำหนดเรื่องของการกระทำความผิดฐานนี้ได้ขยายเรื่องของการขมขืนภริยานั้น มีผลบังคับเช่นเดียวกับการข่มขื่นผู้อื่นซึ่งเป็นใครก็ได้ที่ไม่ใช่ภริยาตนเอง อาจเป็นชายกับหญิง หรือชายกับชาย หรือ หญิงกับหญิงนั้นมีผลของการกระทำเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นหวงสำหรับบุคคลอื่นที่จะต้องอาจได้รับผลของการกระทำนั้น เมื่อข่มขืนใครก็มีผลเท่ากันแล้วสำหรับผู้กระทำความผิดจะกระทำผู้ใดก็รับผลเช่นเดียวกัน
ดังนั้นควรแยกเกี่ยวกับกับการกระทำความผิดกับภริยาอีกฐานความผิดหนึ่งและมีผลการกระทำความผิดอีกสภาพหนึ่งต่างจากการการข่มขื่นกระทำชำเราผู้อื่น อนึ่งเนื่องจากสถานะและความสัมพันธ์ภายในครอบครัวย่อมต่างจากบุคคลภายนอกแล้วจะมีผลเช่นเดียวกันจึงเป็นการไม่เป็นธรรม
อย่างไรก็ตามในเรื่องของการแก้ไขเยียวยาเรื่องของการใช้ความรุ่นแรงทางเพศภายในครอบครัวนั้นระหว่างผู้ที่เป็นสามีภริยากันนั้นคงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่มีสภาพของความขัดแย้งและความรุ่นแรงที่แตกต่างกันของแต่ละกรณี แต่ละสังคมที่ต่างกันโดยที่ไม่อาจจะถือเอาบรรทัดฐานเดียวกันได้เพื่อแก้ไขปัญหาคงหาอาจจะได้ผลเต็มที่ไม่ แต่ในทางกลับกันนั้นควรมองในเรื่องของการแก้ไขเยียวยาภายในครอบครัวและกระบวนการสมานฉันท์
บรรณานุกรม
เอกสารภาษาไทย
หนังสือ
รองศาสตราจารย์ จรัญ เล็งวิทยา และ รองศาสตราจารย์ สุธินี รัตนวราห.เอกสารประกอบคำบรรยาย กระบวนวิชาหลักกฎหมายอาญาชั้นสูง (LA 796) .หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ภาคพิเศษ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
รองศาสตราจารย์ ประเสริฐ ตัณศิริ และ อาจารย์ ดร.สถาพร สระมาลีย์. เอกสารประกอบคำบรรยาย กระบวนวิชานิติปรัชญา (LA 701) .หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ภาคพิเศษ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์.นิติปรัชญา.โครงการตำราและเอกสารประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2550.
ราชบัณฑิตยสถาน.พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาอังกฤษไทย .บริษัท เท็กซ์ แอนด์ เจอรร์นัล พันลิเคชั่น จำกัด, 2543.
บทความและวารสาร
อาจารย์วิชัย วิวิตเสวี.สิทธิมนุษยชนในกระบวนยุติธรรม.รวมคำบรรยายภาคสอง สมัยที่ 57 ปีการศึกษา 2547.สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา,2547.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต).คู่มือมนุษย์ธรรมนูญชีวิต.สำนักพิมพ์วิชั่นบุคส์,2549.
“เปิดรายละเอียดสาระสำคัญ ร่างรัฐธรรมนูญ 2550” [Online],Available URL;http://www.charuaypontorranin.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=404589&Ntype=4.
“สิทธิสตรีด้านการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม” [Online],Available URL;http://www.backtohome.org/autopagenew/show_page.php?h=2&s_id=2968&d_id=2968.
เอกสารอื่นและการทอดเทปคำบรรยาย
รองศาสตราจารย์ สุธินี รัตนวราห.เอกสารทอดเทปคำบรรยาย กระบวนวิชาหลักกฎหมายอาญาชั้นสูง (LA 796) .หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ภาคพิเศษ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง,วันที่ 24 พฤษภาคม 2551.
รองศาสตราจารย์ จรัญ เล็งวิทยา.เอกสารทอดเทปคำบรรยาย กระบวนวิชาหลักกฎหมายอาญาชั้นสูง (LA 796) .หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ภาคพิเศษ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง,วันที่ 30 ถึง31 พฤษภาคม 2551.
กฎหมาย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พุทธศักราช 2550.
ประมวลกฎหมายอาญา
[1] Joseph Raz, "The Rule of Law its Virtue", (1997) 39 Law Quarterly Review
[2] ความหมายในนัยนี้ไม่ต่างกับนิติธรรมของ A.V Dicey, The Law of the ConstitutionCh. II
[3] ปัจจุบันในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาได้มีการนำเอาหลักเรื่องการให้โอกาสแก่ผู้ต้องหา (Opportunity Principle) มาเป็นแรงสนับสนุนให้พนักงานอัยการมีดุลพินิจชะลอการฟ้องได้ แต่ในบางประเทศเช่นในเยอรมัน ยังมีการยึดหลักนิติธรรมกันอยู่อย่างเคร่งครัด และความคิดที่จะให้ดุลพินิจอัยการในกรณีนี้คงจะมีผู้นิยมน้อยมาก : K : Davis, Discretionary Justic : Apreliminary Inquiry (1969)
[4] ในบางกรณีการเขียนกฎหมายเป็นรายละเอียดเพื่อห้ามมิให้ธุรกิจเอกชนเปรียบเทียบผู้บริโภคและประชาชนทั่วไปนั้นอาจทำได้ แต่ปัญหาอยู่ในการบังคับให้ธุรกิจเอกชนปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายดังกล่าวถ้ากำหนดเป็นโทษอาณาไว้ก็เกิดปัญหาว่า ธุรกิจเอกชนเป็นนิติบุคคลซึ่งรับโทษจำคุกไม่ได้ และโทษปรับนั้นก็ไม่ทำให้นิติบุคคลหรือกรรมการหรือผู้แทนของนิติบุคคลหลายจำ เพราะบางครั้งศาลปรับน้อยไห และรัฐบัญญัติเองก็กำหนดโทษปรับขั้นสูงไว้ ต่ำมาก ธุรกิจเอกชนจึงไม่เกรงกลัว ในปัจจุบันจึงได้มีใช้วิธีบังคับให้ธุรกิจเอกชนประเภทขออนุญาตประกอบกิจการซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ปกครองมีดุลพินิจมากในการพิจาณาออกใบอนุญาต สั่งพักใบอนุญาต และเพิกถอนใบอนุญาต การเขียนกฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานมากเช่นนั้นได้ก่อปัญหาในทางทฤษฎีเป็นอันมากว่าจะไปขัดต่อหลักนิติธรรมหรือไม่
[5] ราชบัณฑิตยสถาน,พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาอังกฤษไทย ,(บริษัท เท็กซ์ แอนด์ เจอรร์นัล พันลิเคชั่น จำกัด, 2543),หน้า 14.
[6] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต),คู่มือมนุษย์ธรรมนูญชีวิต,(สำนักพิมพ์วิชั่นบุคส์,2549),หน้า 12.
[7] ไชย ณ พล ,ความเป็นธรรมสากล,สถาบันวิจัยธรรมสากล,หน้า 193-194.
[8]ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์,นิติปรัชญา,โครงการตำราและเอกสารประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2550),หน้า 158.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)